สทนช. ถกปรับแผนระบายน้ำ 5 ลุ่มน้ำหลัก ลดปล่อยน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เร่งดันมวลน้ำออกอ่าวไทย พร้อมสั่ง 14 จังหวัดใต้รับมือฝนระลอกใหม่ตลอด 24 ชม.
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดมาตรการระบายน้ำอุทกภัยภาคกลางและภาคตะวันออก ลดการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมสั่งการ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังฝนตกหนักและจุดเสี่ยงดินโคลนถล่มตลอด 24 ชั่วโมง
วันนี้ (8 ต.ค. 69) นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 7/2569 ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนจังหวัดในพื้นที่เสี่ยง เพื่อติดตาม ติดตามผล และเร่งรัดมาตรการบริหารจัดการน้ำเชิงรุกอย่างเข้มงวด
เฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ช่วงวันที่ 9-15 ตุลาคม 2569
จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้ระบุแนวโน้มสภาพอากาศออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ
- ช่วงวันที่ 9-11 ตุลาคม 2569 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากครอบคลุมหลายพื้นที่ ได้แก่ ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง, ภาคกลาง (รวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล), ภาคตะวันออก และภาคใต้
- ช่วงวันที่ 12-15 ตุลาคม 2569 ปริมาณฝนในพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องตามฤดูกาล
เลขาธิการ สทนช. ระบุว่า ทุกหน่วยงานขานรับข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี ผ่านการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำเชิงรุก พร้อมทั้งปฏิบัติตามข้อกำชับของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำให้ สทนช. ส่งข้อมูลแจ้งเตือนภัยตรงไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงเป็นรายจังหวัด เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือได้อย่างแม่นยำและทันต่อสถานการณ์
สรุปมาตรการบริหารจัดการน้ำ 5 ลุ่มน้ำหลัก
สทนช. ประสานทุกหน่วยงานเร่งคลี่คลายสถานการณ์อุทกภัย โดยปรับแผนการระบายน้ำตามสภาวะของแต่ละลุ่มน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่จมท่วม และเตรียมพื้นที่ว่างรองรับมวลน้ำใหม่
1. ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ลดการระบายน้ำท้ายเขื่อน)
- ปรับลดการระบายน้ำ กรมชลประทานทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจากเดิม 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนพื้นที่ท้ายเขื่อน
- พร่องน้ำเหนือเขื่อน เร่งพร่องระดับน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับมวลน้ำสะสม ควบคู่กับผันน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง หากระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักลดลง ให้เร่งสูบระบายน้ำออกจากทุ่งทันที
- ลดผันน้ำแม่น้ำท่าจีน ปรับลดการผันน้ำเข้าสู่แม่น้ำท่าจีนผ่านประตูระบายน้ำพลเทพ เหลืออัตรา 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และ จ.นครปฐม
2. ลุ่มน้ำบางปะกง (ดันน้ำออกอ่าวไทย)
มวลน้ำหลากจาก จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครนายก กำลังเคลื่อนตัวผ่าน จ.ฉะเชิงเทรา กรมชลประทานร่วมกับกองทัพเรือระดมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำ เร่งขับเคลื่อนมวลน้ำออกสู่อ่าวไทยให้รวดเร็วที่สุด
3. ลุ่มน้ำป่าสัก (ควบคุมการปล่อยน้ำจากอ่างฯ)
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 106% ของความจุเก็บกัก จึงควบคุมการระบายน้ำที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายผ่านเขื่อนพระราม 6 ไม่เกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก ผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ เหลือ 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำให้สามารถรับการระบายน้ำจากทุ่งฝั่งซ้ายได้เร็วขึ้น
4. ลุ่มน้ำแม่กลอง (ทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง)
- เขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำ 99% ของความจุ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงระบายน้ำวันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งท้ายเขื่อนบริเวณ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ระดับน้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง
- เขื่อนศรีนครินทร์ กำหนดแผนระบายน้ำไม่เกินวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร
- เขื่อนแม่กลอง ทยอยระบายน้ำในอัตราประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
5. ลุ่มน้ำเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์ (คุมอัตราไหลผ่านเมือง)
เขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำ 102% ของความจุเก็บกัก ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็นวันละ 10-12 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อสร้างพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำรองรับมวลน้ำหลาก โดยมีการกำหนดจุดควบคุมอัตราไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรีไม่ให้เกิน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ป้องกันผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจ
ยกระดับรับมือน้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม 14 จังหวัดภาคใต้
เพื่อเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในภาคใต้ สทนช. ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึง จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยให้ดำเนินมาตรการป้องกันเชิงรุกดังนี้
- เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง จัดตั้งศูนย์ ปภ. เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอดเวลา พร้อมเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำล่วงหน้าในเขตชุมชนลุ่มต่ำ
- เตือนภัยดินโคลนถล่ม ใช้ระบบ Early Warning เฝ้าระวังจุดเสี่ยงดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากอย่างเข้มงวด
- เปิดระบายน้ำอ่างขนาดเล็ก อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่มีปริมาณน้ำเกินความจุ กรมชลประทานเปิดระบายน้ำเต็มศักยภาพ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ท้ายน้ำ
- ปรับแผนเผชิญเหตุและซ้อมอพยพ มอบหมาย ปภ. ปรับแผนเผชิญเหตุรายพื้นที่ กำหนดจุดซักซ้อมอพยพให้ชัดเจน และให้กรมชลประทานเร่งซ่อมแซมเครื่องจักรกลที่ชำรุดให้พร้อมใช้งานทันที
สทนช. ยืนยันติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน ควบคู่การเตรียมรับมือฝนระลอกใหม่ ลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด





