วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2569

Login
Login

สทนช. งดปล่อยน้ำ 'เขื่อนวชิราลงกรณ' เตือน 7 จังหวัด รับฝนตกหนัก

สทนช. ปรับแผนน้ำด่วน! สั่งงดระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ 2 วัน ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมเตือน 7 จังหวัดภาคเหนือ-ตะวันตก รับมือฝนตกหนัก 28-29 ก.ย. นี้

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แถลงผลการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ประจำวันที่ 27 กันยายน 2569 ยืนยันปรับแผนการระบายน้ำของเขื่อนสำคัญทั่วประเทศ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมเตือนพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกเตรียมรับมือฝนตกหนักระลอกใหม่ ขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกและภาคกลางตอนล่างยังคงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำล้นตลิ่งอย่างใกล้ชิด

คาดการณ์สภาพอากาศ 28-29 ก.ย. ฝนเคลื่อนตัวสู่ภาคเหนือและภาคตะวันตก

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 17/2569 ร่วมกับ นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์

จากข้อมูลการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. พบว่า กลุ่มฝนในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 28–29 กันยายน 2569 แนวฝนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ภาคเหนือและภาคตะวันตกมากขึ้น ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ โดยเฉพาะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา ตาก และกำแพงเพชร ซึ่งปริมาณฝนสะสมดังกล่าวส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่เขื่อนต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดมวลน้ำหลากบริเวณท้ายเขื่อนบางแห่ง

ปรับแผนบริหารจัดการน้ำ 5 เขื่อนใหญ่ ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ

เพื่อรับมือกับปริมาณน้ำหลาก สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจังหวัดในพื้นที่เสี่ยง ได้พิจารณาปรับแผนการระบายน้ำของเขื่อนสำคัญทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. เขื่อนวชิราลงกรณ (จ.กาญจนบุรี)

แม้ปัจจุบันเขื่อนจะมีปริมาณน้ำมาก แต่เนื่องจากมีฝนตกหนักสะสมบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อน จนเกิดน้ำหลากลงสู่แม่น้ำแควน้อยและล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ริมน้ำ ประกอบกับเขื่อนยังคงมีช่องว่างรองรับน้ำได้อีกกว่า 500-700 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ประชุมจึงมีมติ งดการระบายน้ำเป็นเวลา 2 วัน (ช่วงวันที่ 27–28 ก.ย. 2569) เพื่อชะลอน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ

2. เขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนท่าทุ่งนา (จ.กาญจนบุรี)

ได้ปรับแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกันเพื่อชะลอมวลน้ำไหลสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน โดยเขื่อนท่าทุ่งนาทำการปรับลดการระบายน้ำลงเหลือวันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินเครื่องสูบน้ำกลับเข้าสู่เขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหลากล้นทางระบายน้ำล้น (Spillway)

3. เขื่อนขุนด่านปราการชล (จ.นครนายก)

ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเต็มความจุเก็บกัก จึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำออกวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อปรับระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ทั้งนี้ คาดว่ามวลน้ำที่ระบายออกจะไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในปัจจุบันมากนัก

4. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (จ.ลพบุรี)

มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 89% ของความจุเก็บกัก โดยยังคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่วันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยชะลอมวลน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง

5. เขื่อนแก่งกระจาน (จ.เพชรบุรี)

ระดับน้ำเกินเกณฑ์ควบคุมเล็กน้อย แต่สัญญาณดีขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง

เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำรายลุ่มน้ำทั่วประเทศ

สทนช. ได้สรุปภาพรวมและข้อควรระวังในแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญ ดังนี้

  1. ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก (จ.จันทบุรี) ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีมวลน้ำหลากจากตอนบนไหลสมทบแม่น้ำจันทบุรี ส่งผลให้ระดับน้ำในเขตเทศบาลเมืองจันทบุรีและเทศบาลเมืองจันทนิมิตมีแนวโน้มล้นตลิ่งเข้าท่วมในช่วง 1–2 วันนี้ นอกจากนี้ มวลน้ำจากแม่น้ำวังโตนดได้ไหลเข้าสู่พื้นที่ อ.ท่าใหม่ แล้ว
  2. ลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี (จ.ฉะเชิงเทรา) บริเวณเหนือเขื่อนบางปะกงมีแนวโน้มระดับน้ำล้นตลิ่งสูงขึ้นอีก 20–30 เซนติเมตร ในช่วงวันที่ 29–30 กันยายน 2569 โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว อ.คลองเขื่อน และ อ.บางคล้า
  3. ลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถานการณ์เริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มคลี่คลาย เนื่องจากมวลน้ำจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านลดลง ปัจจุบันปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 1,846 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ยังคงอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ไม่ให้เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะมีการปรับอัตราตามสถานการณ์ฝนจริงต่อไป
  4. ลุ่มน้ำแม่กลอง ระดับน้ำท้ายเขื่อนยังคงสูง ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนแม่กลองมากกว่า 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแม่กลอง ใน จ.กาญจนบุรี จ.ราชบุรี และ จ.สมุทรสงคราม
  5. ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและดินสไลด์ บริเวณ อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

สทนช. เร่งบูรณาการแจ้งเตือนภัยและระบายน้ำท่วมขัง

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง เน้นย้ำว่า สทนช. ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมความพร้อมรับมือและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างทันท่วงที โดย สทนช. จะเร่งประเมินระยะทาง เวลาการเดินทางของน้ำ และระดับน้ำในแต่ละจุด เพื่อใช้เป็นข้อมูลแม่นยำในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งเร่งรัดการระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ ออกโดยเร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด

 

ข้อมูล : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ