วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2569

Login
Login

น้ำท่วมล่าสุด กระทบ 32 รพ. ปิดบริการ 16 แห่ง เฝ้าระวังถึง 30 ก.ย.นี้

สธ. เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หลังอุทกภัยกระทบสถานพยาบาล 32 แห่ง ปิดบริการ 16 แห่ง พร้อมปรับ 5 ข้อสั่งการด่วน เฝ้าระวังถึง 30 ก.ย.นี้

วันนี้ (27 ก.ย. 69) กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม วาตภัย และดินโคลนถล่มใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ กำชับหน่วยงานในสังกัดเร่งดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก พร้อมปรับรูปแบบการบริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

สธ. เดินหน้าดูแลกลุ่มเปราะบาง 22 จังหวัดประสบภัยอุทกภัย

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมทางไกลติดตามสถานการณ์น้ำท่วม วาตภัย และดินโคลนถล่ม ประจำวันที่ 27 ก.ย. 69 ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งเข้าดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมใน 22 จังหวัดอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่

จากการสำรวจและดำเนินงานในเบื้องต้น ได้ให้การดูแลกลุ่มเปราะบางแล้วรวมทั้งสิ้น 5,512 ราย จำแนกตามกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้

  • ผู้สูงอายุ 2,819 ราย
  • เด็ก 413 ราย
  • ผู้ป่วยติดเตียง: 62 ราย
  • ผู้พิการ 251 ราย
  • ผู้ป่วยฟอกไต 16 ราย
  • ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง 9 ราย
  • หญิงตั้งครรภ์ 8 ราย
  • กลุ่มอื่นๆ 1,734 ราย

นอกจากนี้ ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ลงพื้นที่จัดบริการทางการแพทย์รวมแล้วกว่า 4,622 ครั้ง ครอบคลุมการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ การให้สุขศึกษาและคำปรึกษาด้านสุขภาพ บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป การรับและแจกจ่ายยา การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงการประเมินสุขภาพจิตเพื่อบรรเทาความเครียดของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

สถานพยาบาลได้รับผลกระทบ 32 แห่ง ปรับรูปแบบบริการรองรับเคสฉุกเฉิน

สำหรับผลกระทบต่อสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า มีโรงพยาบาลและหน่วยบริการได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 32 แห่ง แบ่งออกเป็น

  1. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 24 แห่ง
  2. โรงพยาบาล 5 แห่ง
  3. สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) 2 แห่ง
  4. หน่วยบริการปฐมภูมิ 1 แห่ง

สถานะการเปิดให้บริการของสถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ

  • เปิดให้บริการตามปกติ 14 แห่ง
  • ปิดบริการบางส่วน 2 แห่ง
  • ปิดบริการชั่วคราว 16 แห่ง (ประกอบด้วย สมุทรปราการ 5 แห่ง, ฉะเชิงเทรา 5 แห่ง, สระแก้ว 4 แห่ง, ปราจีนบุรี 1 แห่ง และนครราชสีมา 1 แห่ง)

สำหรับสถานพยาบาลที่ต้องปิดบริการหรือเปิดบริการบางส่วน ได้มีการปรับรูปแบบการให้บริการชั่วคราวเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน เช่น การเปิดให้บริการเฉพาะเคสอุบัติเหตุและฉุกเฉินวิกฤต (EMS) การจัดสถานที่ให้บริการทดแทนในจุดที่ปลอดภัย การปรับเปลี่ยนเส้นทางเข้า-ออกโรงพยาบาล และการแจ้งเลื่อนนัดผู้ป่วยเคสไม่ฉุกเฉิน

ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลการเปิดให้บริการของสถานพยาบาลแต่ละแห่งได้จากประกาศทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊กของหน่วยบริการ หรือโทรศัพท์สอบถามโดยตรง และในกรณีของโรงพยาบาลที่ปิดบริการ ได้มีการประสานงานให้ใช้โรงพยาบาลในเครือข่ายใกล้เคียงช่วยบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยแทน

บูรณาการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน พร้อมดูแลพื้นที่ห่างไกลและ กทม.

นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาล ประสานงานตรงกับส่วนกลางทันทีหากพบปัญหาหรือข้อติดขัด พร้อมกำชับให้ดูแลสวัสดิการและสภาพจิตใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบด้วย

สำหรับพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร ได้ขอให้ผู้ตรวจราชการในเขตสุขภาพใกล้เคียงเข้าช่วยสนับสนุนทรัพยากรสำคัญอย่างเร่งด่วน ทั้งด้านการส่งออกซิเจนทางการแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ ระบบสื่อสารสำรอง ตลอดจนเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องปั่นไฟและยานพาหนะ ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มอบหมายให้กรมการแพทย์ร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม ทำหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุนหลักในการดำเนินงานช่วยเหลือประชาชน

ปลัด สธ. เปิดแนวโน้มสภาพอากาศ สั่งยกระดับ 5 มาตรการด่วน

ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงแนวโน้มสถานการณ์อุทกภัยว่า ในวันนี้ยังคงมีความเสี่ยงสูงจากฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก ขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก แม้ฝนจะเริ่มลดลงแต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับช่วงวันที่ 28–29 กันยายน 2569 ปริมาณฝนจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องเฝ้าระวังภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมแม่น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบบริการทางการแพทย์ โดยคาดการณ์ว่าหลังจากวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นต้นไป สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ปรับเน้นย้ำ ข้อสั่งการ 5 ข้อ แก่หน่วยงานสาธารณสุขทั่วประเทศ ดังนี้:

1 ยกระดับการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง ให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) ของโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยง พร้อมเปิดปฏิบัติการทันที และจัดเตรียมสำรองระบบไฟฟ้าสำรอง น้ำสะอาด ออกซิเจน ยา เวชภัณฑ์ เลือด เชื้อเพลิง ระบบสื่อสาร และกำลังคน ให้เพียงพอต่อการใช้งานไม่น้อยกว่า 72 ชั่วโมง
2 เร่งแจ้งเตือนภัยและสื่อสารความเสี่ยงอย่างทันท่วงที สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เอกภาพ และระบุพื้นที่เสี่ยง ผลกระทบ แนวทางปฏิบัติ จุดให้บริการ และช่องทางขอความช่วยเหลือ ผ่านช่องทางราชการและเครือข่ายชุมชนอย่างต่อเนื่อง
3 รักษาความต่อเนื่องของระบบบริการและ EMS/Refer ตรวจสอบสภาพถนน สะพาน จุดน้ำท่วม และทางเข้า-ออกสถานพยาบาลทุก 1–3 ชั่วโมงในพื้นที่วิกฤต พร้อมจัดเตรียมเส้นทางสำรอง รถยกสูง เรือ และหน่วยรับส่งต่อผู้ป่วย
4 ดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก จัดทำบัญชีรายบุคคล สำรองยาและอุปกรณ์ที่จำเป็น เตรียมแผนส่งต่อหรืออพยพล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้าน-ติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ใช้ออกซิเจน หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
5 เฝ้าระวังภัยธรรมชาติและยืนยันข้อมูล เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มอย่างใกล้ชิด โดยต้องตรวจสอบและยืนยันข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนการสื่อสาร พร้อมจัดเตรียมทรัพยากรและการเคลื่อนย้ายในพื้นที่เสี่ยงสูง