วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

กทม. จับมือ คพ. ยกระดับดักควันดำ-คุม LEZ รับมือ PM2.5 ปี 2570

กทม. ผนึก คพ. ยกระดับดักตรวจควันดำ ขยายเขต LEZ พร้อมแก้ 26 จุดน้ำเสียคลองดัง มุ่งจัดการมลพิษต้นทาง รับมือฝุ่น PM2.5 ปี 2570

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงรุก โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ประสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปี 2570 รวมถึงการยกระดับการบริหารจัดการคุณภาพน้ำ และการกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง การเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน และการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการเฝ้าระวังและการปฏิบัติการในพื้นที่จริง

ผนึกกำลังลดเผาป่า-พื้นที่เกษตร เตรียมพร้อมรับมือ PM2.5 ปี 2570

ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองว่า ทั้งสองหน่วยงานมีความเห็นชอบร่วมกันในการเร่งกำหนดและดำเนินมาตรการป้องกันล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่นละอองอย่างเป็นระบบ

กทม. จับมือ คพ. ยกระดับดักควันดำ-คุม LEZ รับมือ PM2.5 ปี 2570

ในการนี้ กรมควบคุมมลพิษจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานกับจังหวัดปริมณฑลโดยรอบและกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมมือกันลดการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรอย่างเข้มงวด ส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว หรือตอชะลอม ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นแทนการเผาทำลาย พร้อมทั้งติดตั้งระบบติดตามการเผาในที่โล่งอย่างใกล้ชิด และเร่งพัฒนาระบบพยากรณ์รวมถึงระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

ยกระดับมาตรการควบคุมยานพาหนะ ควันดำ และ Low Emission Zone

ปัญหามลพิษทางอากาศจากยานพาหนะบนท้องถนนถือเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุสำคัญของปัญหา PM2.5 ในเมืองใหญ่ ทางกรมควบคุมมลพิษจึงพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ทางเทคนิคและการพัฒนาศักยภาพให้แก่ "สารวัตรสิ่งแวดล้อม" ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจวัดและสั่งห้ามใช้รถยนต์ที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

กทม. จับมือ คพ. ยกระดับดักควันดำ-คุม LEZ รับมือ PM2.5 ปี 2570

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลรถยนต์ที่ถูกสั่งห้ามใช้ระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการผลักดันมาตรการสำคัญอื่นๆ ได้แก่

  • การขยายผลโครงการ Green List Plus "โปรลดฝุ่น" สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนและประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กสภาพและบำรุงรักษาเครื่องยนต์
  • การพัฒนาเขตควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone - LEZ) ยกระดับพื้นที่จำกัดการเข้าถึงของรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูงให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่เสี่ยงมากยิ่งขึ้น

ตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษเชิงรุก ควบคู่การแก้ปัญหาน้ำเสียคลองโอ่งอ่าง-คลองบางลำพู

นอกเหนือจากการจัดการมลพิษทางอากาศแล้ว กรมควบคุมมลพิษและกรุงเทพมหานครยังร่วมมือกันลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษเชิงรุก ทั้งแพลนท์ปูน โรงคอนกรีตผสมเสร็จ และสถานประกอบการกลุ่มเป้าหมายตามแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษ เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ในส่วนของการจัดการคุณภาพน้ำ ทั้งสองหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเสียในพื้นที่คลองสำคัญ เช่น คลองโอ่งอ่าง และ คลองบางลำพู ซึ่งจากการสำรวจพบจุดระบายน้ำเสียที่ยังไม่ได้ถูกเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมจำนวนถึง 26 จุด โดยมีแนวทางการจัดการดังนี้

  1. การบังคับใช้กฎหมายและการเชื่อมต่อท่อ เร่งรัดการตรวจสอบและส่งเสริมให้สถานประกอบการและอาคารริมคลองเชื่อมต่อท่อน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมของ กทม.
  2. การจัดการสิ่งปฏิกูล ดำเนินการขุดลอกและจัดการตะกอนดินเลน รวมถึงสิ่งปฏิกูลบริเวณริมคลองเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำ
  3. การรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ร่วมกันวางแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหากรณีเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลในแหล่งน้ำ
  4. การเฝ้าระวังมลพิษรูปแบบใหม่ จัดทำแผนตรวจวัดระดับเสียงและความร้อนจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขอนามัยของประชาชนในระยะยาว

บูรณาการข้อมูลและปฏิบัติการเพื่อคุณภาพชีวิตของคนเมือง

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวสรุปว่า การร่วมมือระหว่าง คพ. และ กทม. ในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการทั้งในด้านฐานข้อมูล องค์ความรู้ทางวิชาการ และการปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เพื่อมุ่งเน้นการจัดการปัญหามลพิษตั้งแต่ต้นทาง ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพอนามัยของประชาชนให้ได้มากที่สุด และขับเคลื่อนมาตรการสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน