เมื่อเด็ก บุตรหลาน โดนบูลลี่ในโรงเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง จะบอกลูกยังไงดี? กรมการแพทย์ ชี้ผู้กระทำ มีปมในใจ ขณะที่เหยื่อเสี่ยงเผชิญบาดแผลทางจิตใจ ต้องเร่งสังเกตก่อนสาย
"ปัญหาการบูลลี่"ในเด็กไทยก้าวสู่ขั้นวิกฤตจนติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีโรงเรียนและโลกออนไลน์เป็นสมรภูมิหลัก กรมการแพทย์ ชี้ผู้กระทำมักมีปมในใจ ขณะที่เหยื่อเสี่ยงเผชิญบาดแผลทางจิตใจระยะยาว พ่อแม่ ผู้ปกครอง จะมีวิธีบอกลูกยังไงดี? เมื่อเด็ก บุตรหลาน โดนบูลลี่ ย้ำต้องเร่งสังเกต "สัญญาณเตือน" พร้อมใช้จิตวิทยาเชิงบวกเปิดใจลูก และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญก่อนเกิดสูญเสียที่ไม่คาดคิด
ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวสารเรื่อง "บูลลี่ (Bullying)" ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง "เด็กกลั่นแกล้งกัน" หรือเรื่องเล่นๆ ของเด็กอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ภัยเงียบทางสังคม ที่กัดกินจิตใจเด็กไทยอย่างน่าตกใจ
ข้อมูลล่าสุดจาก กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุชัดเจนว่า พฤติกรรมการบูลลี่ในประเทศไทยมีแนวโน้ม รุนแรงและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลก ในประเด็นปัญหานี้ โดยมี "โรงเรียน" เป็นสถานที่เกิดเหตุมากที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทั้งร่างกายและจิตใจของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ
เบื้องหลังจิตวิทยาผู้ชอบแกล้ง ทำไมเด็กบางคนถึงกลายร่างเป็น "ผู้รังแก"?
นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยถึงการบูลลี่ ในมุมมองทางจิตวิทยา ผู้กระทำมักมีปัจจัยทับซ้อน ดังนี้
- มีปมด้อยและความไม่มั่นคงในจิตใจ: ใช้การข่มผู้อื่นเพื่อสร้างป้อมปราการทดแทนความรู้สึกด้อย
- ปัญหาจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อม: ขาดความรัก ความอบอุ่น หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง
- ต้องการการยอมรับและการควบคุม: ต้องการเป็นจุดสนใจ หรือรู้สึกมีอำนาจเหนือผู้อื่น
- เคยตกเป็นเหยื่อมาก่อน : สะสมความเจ็บปวดจนกลายเป็นผู้กระทำเสียเอง
เจาะลึก 4 รูปแบบการบูลลี่ แต่ละช่วงวัยโดนแบบไหนบ้าง?
นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้ฉายภาพให้เห็นถึงรูปแบบการบูลลี่ที่แบ่งตามพัฒนาการของเด็ก ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องรู้เท่าทัน
1. การบูลลี่ทางร่างกาย (Physical Bullying)
- พบมากใน เด็กเล็ก ตั้งแต่การแกล้งเบาๆ เช่น ผลัก ชก ตบ แย่งของ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บ
2. การบูลลี่ทางวาจา (Verbal Bullying)
- พบมากใน เด็กวัยปฐมวัย มักมาในรูปแบบการด่าทอ การล้อเลียนชื่อบิดามารดา ล้อเรื่องรูปลักษณ์ สีผิว น้ำหนัก หรือปมด้อยต่างๆ ซึ่งสร้างบาดแผลในใจได้อย่างแยบยล
3. การบูลลี่ทางสังคม (Social Bullying)
พบมากใน เด็กวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังค้นหาตัวตน ค่านิยม และต้องการการยอมรับ การบูลลี่รูปแบบนี้จะมาในลักษณะ การกีดกันออกจากกลุ่ม การปล่อยข่าวลือเท็จ เพื่อให้อับอายและไร้ที่ยืนในสังคมเพื่อน
4. การบูลลี่ทางไซเบอร์ (Cyberbullying) — ระเบิดเวลาในโลกดิจิทัล
- เตือนภัยพิบัติทางอารมณ์ของวัยรุ่น! การแอบถ่ายรูป/วิดีโอไปโพสต์ประจาน การตัดต่อภาพ การแกล้งสร้างบัญชีปลอมมาโจมตี หรือการคอมเมนต์หยาบคาย พฤติกรรมเหล่านี้นอกจากจะทำลายอนาคตของเด็กแล้ว ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อีกด้วย
สัญญาณเตือนเงียบ! เช็กลิสต์อาการเมื่อ "ลูกโดนบูลลี่"
พญ.ศิริรัตน์ อุฬารตินนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เน้นย้ำว่า เด็กที่ถูกบูลลี่มัก ไม่กล้าบอกพ่อแม่ เพราะกลัวโดนซ้ำเติม กังวล หรือถูกขู่ทำร้าย ผู้ปกครองจึงต้องหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้
- ไม่อยากไปโรงเรียน: อ้างป่วย ปวดหัว ปวดท้องบ่อยๆ โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์
- พฤติกรรมเปลี่ยนไป: จากเด็กสดใสกลายเป็นคนซึมเศร้า เก็บตัว หรืออารมณ์ก้าวร้าวผิดปกติ
- ผลการเรียนตก: ขาดสมาธิในการเรียน ขี้หลงขี้ลืม
- ของใช้เสียหายหรือหายบ่อย: เสื้อผ้าขาด ข้าวของพัง โดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล
- มีปัญหาการนอน: นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือปัสสาวะรดที่นอน
คัมภีร์กู้จิตใจ พ่แม่ควรพูดและรับมืออย่างไรเมื่อลูกโดนบูลลี่?
เมื่อทราบว่าลูกกำลังตกเป็นเหยื่อ สิ่งสำคัญที่สุดคือ "สติและการเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone)" ของพ่อแม่
ใช้เทคนิคการสื่อสารแบบเปิดใจ (Open-ended Questions)
หลีกเลี่ยงคำถามชี้นำหรือคาดคั้น เช่น "ไปทำอะไรให้เขาแกล้ง?" แต่ให้เปลี่ยนมาใช้คำถามปลายเปิดเพื่อสร้างความไว้วางใจ
- "วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างลูก มีเรื่องอะไรทำให้ไม่สบายใจไหม?"
- "มีใครทำให้ลูกรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า เล่าให้พ่อ/แม่ฟังได้นะ"
สำคัญที่สุด: ตั้งใจฟังโดยไม่ขัดจังหวะ และ "ชื่นชมความกล้าหาญ" ของลูกที่เล่าเรื่องยากๆ ให้ฟัง
ถอดรหัสการรับมือตามช่วงวัย
สำหรับเด็กเล็ก (เน้นสร้างทักษะการปกป้องตนเอง)
- ใช้นิทานหรือบทบาทสมมติ: ฝึกให้เด็กรู้จักพูดบอกเพื่อนเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ
- สอนให้ขอความช่วยเหลือ: หากเพื่อนยังไม่หยุด ให้เดินหนีทันทีและไปแจ้งครูหรือผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ
- ปรับเปลี่ยนสังคม: พาลูกไปทำกิจกรรมนอกเหนือจากโรงเรียน เพื่อสร้างกลุ่มเพื่อนใหม่และฟื้นฟูความมั่นใจ
สำหรับเด็กโต / วัยรุ่น (เน้นการแก้ปัญหาร่วมกัน)
- ร่วมกันหาทางออก: ไม่เข้าจัดการแทนทั้งหมด แต่ชวนลูกคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
- ประสานงานโรงเรียน: พูดคุยกับครูประจำชั้นหรือผู้บริหารโรงเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อวางมาตรการป้องกันและแก้ไขร่วมกัน
ไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง! ทางออกเมื่อปัญหาก้าวล่วงเกินควบคุม
หากพยายามแก้ไขภายในครอบครัวและโรงเรียนแล้ว แต่สภาพจิตใจของเด็กยังไม่ดีขึ้น หรือปัญหามีความรุนแรงสูง ผู้ปกครองไม่ควรรอช้า ควรพาลูกเข้าพบผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยา หรือ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อประเมินและฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างถูกวิธี
สายด่วนสุขภาพจิต 1323
หากต้องการคำปรึกษาเบื้องต้น สามารถติดต่อสายด่วนกรมสุขภาพจิต โทร 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
อ้างอิง-ภาพ : กรมการแพทย์ , สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี





