วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เดือนเดียวโกงทะลุ 960 ล้าน บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง

เปิดสถิติ เดือนเดียวโกงทะลุ 960 ล้าน บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง รวบมือขวาบอสจีน เครือข่ายฟอกเงินคริปโต 54 ล้าน

กรณีศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติโกงออนไลน์ เดือนเดียวทะลุ 960 ล้าน! บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง สูญเงิน 8.3 ล้านบาท ก่อนรวบ “มือขวาบอสจีน” เครือข่ายฟอกเงินคริปโท 54 ล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า มีจำนวนคดีที่รับแจ้งทั้งหมด 25,201 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 961,609,353 บาท

ในจำนวนนี้ คดีหลอกลวงด้านสินค้าและบริการครองสัดส่วนคดีมากที่สุดถึง 78.1% คิดเป็นจำนวน 19,680 คดี ขณะที่คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น เป็นประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินสูงสุด อยู่ที่ 263,386,989 บาท

ทั้งนี้ สถิติในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 2-8 ส.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,424 คดี มูลค่าความเสียหาย 269,302,187 บาท

เดือนเดียวโกงทะลุ 960 ล้าน บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด โดยมีจำนวนคดีอยู่ที่ 4,976 คดี ครองสัดส่วนถึง 77.5% ของคดีทั้งหมด

และ “การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน” เป็นคดีที่สร้างความเสียหายทางการเงินสูงสุด รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 95 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับภัยคุกคามที่สร้างผลกระทบรุนแรง

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด และมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด 3 อันดับด้วยกัน ได้แก่

1. กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 31 คดี มูลค่าความเสียหาย 39,436,864 บาท

2. เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 10 คดี มูลค่าความเสียหาย 434,162 บาท

3. ปทุมธานี มีการแจ้งความไว้ 7 คดี มูลค่าความเสียหาย 185,860 บาท

เดือนเดียวโกงทะลุ 960 ล้าน บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง

ขณะที่ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงพบว่า ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะใน กลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ติดต่อกัน

เดือนเดียวโกงทะลุ 960 ล้าน บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง

เมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่

อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ

อันดับ 2 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่น

อันดับ 3 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น

มีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน สามารถจับกุมชาย 1 ราย พื้นที่ จ.สระแก้ว หลังพบลักลอบข้ามแดน ไทย-กัมพูชา สำหรับผลการปฏิบัติรับตัวกลับมายังประเทศไทย รวม 46 ราย แบ่งเป็น

- ผลักดันกลับจากกัมพูชา ผ่านทาง จ.ตราด จำนวน 14 ราย (ชาย 11 รายและหญิง 3 ราย) หลังลักลอบเข้าไปอยู่ในขบวนการเว็บพนัน/หลอกลงทุนออนไลน์ ในกัมพูชา ในจำนวนนี้มีบุคคลตามหมายจับ 3 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจตม.ตราด ได้ทำการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของหมายในการรับตัวกลับไปดำเนินคดีต่อไป

เดือนเดียวโกงทะลุ 960 ล้าน บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง

- คัดกรองส่งกลับจาก สปป.ลาว ผ่านทาง จ.หนองคาย จำนวน 32 ราย ซึ่งการส่งกลับดังกล่าวมาจากเหตุการณ์ทางการสปป.ลาวเดินหน้ากวาดล้างจับกุมต่างชาติที่ลักลอบทำงาน “แอดมิน-เว็บพนัน” พื้นที่เอสที เวกัส ในสปป.ลาว ซึ่งพบว่ามีคนไทยรวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ทั้งหมด 3 เคส มีผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย เป็นชาวไทย 4 ราย และชาวต่างชาติ 1 ราย (ชาวจีน)

เดือนเดียวโกงทะลุ 960 ล้าน บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง

ขณะเดียวกันมีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 26 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1,134,166 บาท

โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ โดยมีมูลค่าสูง ดังนี้

เคสที่ 1 ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน เข้าช่วยเหลือเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย หลังได้รับเบาะแสว่าอาจกำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ เนื่องจากพบพฤติการณ์เรี่ยไรเงินทำบุญสร้างวิหารจากชาวบ้านเพิ่มเติมในช่วงเข้าพรรษา ทั้งที่เงินส่วนกลางของวัดน่าจะเพียงพอ โดยในช่วงแรกเจ้าอาวาสยังอยู่ภายใต้การครอบงำและข่มขู่ของกลุ่มคนร้าย ไม่เชื่อว่าตนเองถูกหลอกลวง ทั้งยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามเกลี้ยกล่อมนานหลายวัน จนกระทั่งยอมเปิดใจและยินยอมเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.แม่จัน ในที่สุด

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า เหยื่อเริ่มถูกคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หลอกลวงมาตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยใช้อุบายข่มขู่ว่าชื่อของเจ้าอาวาสถูกนำไปเปิด "บัญชีม้า" เกี่ยวข้องกับคดีออนไลน์ พร้อมขู่ว่าหากนำเรื่องไปบอกผู้อื่นจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จากความเกรงกลัว เจ้าอาวาสจึงยอมโอนเงินไปเพื่อตรวจสอบ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 กรกฎาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 207 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 8,319,090 บาท ซึ่งกระจายไปยังบัญชีปลายทางกว่า 50 บัญชี ทั้งที่เป็นเงินส่วนตัวและเงินของวัด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งอายัดบัญชี และขยายผลสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมแก๊งคนร้าย ตลอดจนติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

เคสที่ 2 ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.9 เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายชายวัย 18 ปี ได้อย่างปลอดภัย ณ อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ในต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังบิดาของผู้เสียหายแจ้งความว่าลูกชายขาดการติดต่อ และคาดว่ากำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบหาเบาะแสจนพบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจอดอยู่หน้าอาคาร ก่อนขยายผลเข้าตรวจสอบห้องพักใกล้เคียงและพบตัวผู้เสียหายอยู่เพียงลำพัง

โดยขณะเข้าช่วยเหลือ ผู้เสียหายกำลังเปิดกล้องวิดีโอคอลคุยอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทันทีที่มิจฉาชีพเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านกล้อง ได้รีบตัดสายและปิดแชตหนีไปทันที จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพข่มขู่และหลอกลวงให้มาเปิดห้องพักเก็บตัวอยู่เพียงลำพัง โดยระหว่างนั้นถูกกุเรื่องหลอกให้หลงเชื่อจนยินยอมโอนเงินไปให้กลุ่มคนร้ายรวม 4 ครั้ง ครั้งละ 500,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,000,000 บาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.9 ได้เข้าควบคุมสถานการณ์และนำตัวผู้เสียหายส่งพนักงานสอบสวน เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับติดตามตัวมิจฉาชีพกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดยเคสจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่น่าสนใจ ดังนี้

เคส 1 กก.สส.บก.น.8 ดำเนินการจับกุม นายกวางฉ่างฯ อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันฟอกเงิน” บริเวณหน้าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมของกลางประกอบด้วย เงินสด 500,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง รถยนต์ 1 คัน รวมทั้งยาเสพติด ได้แก่ คีตามีน น้ำหนัก 2.56 กรัม และแฮปปี้วอเตอร์ (Happy Water) 5 ถุง น้ำหนักรวม 36.12 กรัม โดยการจับกุมครั้งนี้เป็นการขยายผลต่อเนื่องจากการจับกุมกลุ่ม "คอกม้า" ถอนเงินสดจำนวน 6 ราย เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงผู้เสียหายในพื้นที่ สภ.สามพราน จ.นครปฐม ที่มีการประสานข้อมูลร่วมกับ บก.สส.บช.น. จนกระทั่งสืบทราบว่านายกวางฉ่างฯ ทำหน้าที่เป็นมือขวาคอยรับช่วงต่อเงินสดจากกลุ่มคอกม้าเพื่อนำมาพักไว้ ก่อนส่งต่อให้ร้านแลกเงินเถื่อนและกลุ่มชาวจีนเพื่อแปลงเป็นเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี

จากการสอบสวน นายกวางฉ่างฯ ให้การรับสารภาพว่า เงินสดของกลางดังกล่าว ได้รับการสั่งการจากบอสชาวจีนให้ไปรับมาจากคอกม้าถอนเงินตามจุดต่างๆ เพื่อนำมาเตรียมแลกเป็นเหรียญ USDT ในตลาดมืดก่อนจะถูกจับกุม ส่วนยาเสพติดที่พบในห้องพักมีไว้เพื่อเสพเองและจำหน่ายต่อให้กลุ่มนักท่องเที่ยวราตรีชาวจีน ทั้งนี้ จากการขยายผลตรวจค้นจุดรับแลกเงินและที่พักย่านชาวจีนรวม 3 จุด พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินดิจิทัล พบยอดเงินหมุนเวียนส่งตรงถึงบอสจีนสูงถึง 1,660,000 USDT หรือคิดเป็นเงินไทยราว 54.8 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดทางออนไลน์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.บุคคโล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสาน สำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ และเร่งขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมาดำเนินคดีต่อไป

เดือนเดียวโกงทะลุ 960 ล้าน บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง

จากผลการช่วยเหลือผู้เสียหายของ ศูนย์ ACSC ในห้วงที่ผ่านมา พบว่าขณะนี้ยังมีน้องๆ นักเรียนและนักศึกษาตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์มาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมาย ก่อนจะหลอกให้แอดไลน์ปลอมเพื่อส่งหมายจับหรือเอกสารราชการปลอม และควบคุมการปฏิบััติผ่านวิดีโอคอล จากนั้นจะบังคับให้ออกจากบ้านไปเปิดห้องเช่าอยู่คนเดียว สั่งให้มัดมือมัดเท้าจัดฉากทำทีว่าถูกทำร้าย พร้อมให้สคริปต์พูดเพื่อส่งคลิปหรือโทรไปขู่เรียกค่าไถ่จากผู้ปกครอง นำมาซึ่งความสูญเสียทรัพย์สินและความขวัญเสียของครอบครัวเป็นอย่างมาก

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ, DSI หรือ ปปง. ฯลฯ ไม่มีนโยบายโทรศัพท์หาผู้เสียหายเพื่อแจ้งว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ให้แอดไลน์ไม่ว่าจะส่วนตัวหรือของหน่วยงาน เพื่อส่งเอกสารราชการ (หมายจับ, หมายเรียก หรือหลักฐานทางการสืบสวน) รวมถึงไม่วิดีโอคอลเพื่อสอบปากคำ หรือควบคุมตัว

ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีการบอกให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบหรือแสดงความบริสุทธิ์ใจเด็ดขาด หากพบเห็นการกระทำในลักษณะดังกล่าว นั่นคือ มิจฉาชีพแน่นอน ขอให้ตั้งสติ วางสายทันที ห้ามคุย ห้ามแอดไลน์ ห้ามโอนเงินทุกกรณี และขอให้รีบแจ้งผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ พร้อมโทรแจ้ง สายด่วน 1441 ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง