วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘เฟซบุ๊ก’ ครองแชมป์ 61% ช่องทางหลอกลวง เผยสถิติคนไทยถูกหลอก 1.7 แสนคดี สูญ 9,000 ล้านบ.

เงินเกือบ 9,000 ล้านบาท คือมูลค่าความเสียหายที่คนไทยต้องสูญให้กับ แก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ ในช่วงเพียง 6 เดือนแรกของปี 2569 หลังพบคดีหลอกลวงออนไลน์มากกว่า 170,000 คดี หรือเฉลี่ยความเสียหายกว่า 52,000 บาทต่อคดี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าภัยออนไลน์ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่กระทบผู้บริโภคในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงคือแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ประชาชนใช้งานอยู่เป็นประจำ

สภาองค์กรผู้บริโภค เปิดเผย ข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 พบว่า เฟซบุ๊ก เป็นช่องทางที่มีคดีหลอกลวงมากที่สุด คิดเป็นกว่า 61% ของคดีทั้งหมด ทั้งเพจปลอม บัญชีปลอม โฆษณาหลอกลงทุน การซื้อขายสินค้า รวมถึงการแอบอ้างบุคคลหรือหน่วยงานต่างๆ

ขณะที่ ไลน์ แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่าเฟซบุ๊ก แต่กลับสร้างมูลค่าความเสียหายรวมในระดับใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่เกิดขึ้นบนระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การโฆษณา การพูดคุย การชักชวน ไปจนถึงการโอนเงิน

‘เฟซบุ๊ก’ ครองแชมป์ 61% ช่องทางหลอกลวง เผยสถิติคนไทยถูกหลอก 1.7 แสนคดี สูญ 9,000 ล้านบ.

‘แพลตฟอร์ม’ ถูกตั้งคำถาม ความรับผิดชอบอยู่ตรงไหน

ท่ามกลางตัวเลขความเสียหายที่เพิ่มขึ้น สภาผู้บริโภคและผู้เสียหายได้เดินหน้าฟ้องร้องแพลตฟอร์มออนไลน์และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง จากกรณีผู้เสียหายถูกหลอกให้ลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีการฟ้องธนาคารในประเด็นทั้งผิดสัญญาบริการ ผิดสัญญาฝากทรัพย์ และละเมิดสิทธิผู้บริโภค

คดีดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเรียกร้องการเยียวยาผู้เสียหายจำนวน 10 รายแรก แต่ต้องการผลักดันให้เกิดคำตอบที่ใหญ่กว่านั้นว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องควรต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ศาลมีคำสั่งเลื่อนนัด เนื่องจากจำเลยบางรายขอขยายเวลายื่นคำให้การ ขณะที่บางรายใช้สิทธิตามกฎหมายอุทธรณ์ประเด็นเขตอำนาจ โดยเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีผู้บริโภค ซึ่งสภาผู้บริโภคพร้อมดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคยืนยันว่า การดำเนินคดีไม่ได้มุ่งเฉพาะการเยียวยาผู้เสียหาย แต่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภครายอื่นต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำ

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ แพลตฟอร์มต้องยกระดับมาตรการเชิงรุก ทั้งการคัดกรองและบล็อกโฆษณาหลอกลวง การนำ เทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจจับข้อความหรือพฤติกรรมการชักชวนลงทุนที่มีลักษณะเข้าข่ายหลอกลวง รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแอปพลิเคชันบน App Store และ Play Store เพื่อสกัดแอปปลอมที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลอกประชาชน

เดินหน้าสร้าง ‘บรรทัดฐาน’ แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบ

ด้าน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การฟ้องร้องครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรทัดฐานด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ไม่ใช่การสร้างกระแสหรือชื่อเสียงให้กับองค์กร

ปัญหาสำคัญคือ วันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถแยกแยะได้ว่าโฆษณา ข้อความ หรือบัญชีที่ปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มเป็นข้อมูลจริงหรือเป็นมิจฉาชีพ ขณะที่แพลตฟอร์มยังคงเป็นพื้นที่สำคัญที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อจำนวนมาก

สภาผู้บริโภคจึงยืนยันว่าจะเดินหน้าคดีอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ และสร้างหลักประกันด้านความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคในระยะยาว

‘ดีอี’ ล้อมคอกบัญชีม้า เชื่อมข้อมูลทุกธนาคาร

จากปัญหาการหลอกลวงที่ไม่ได้จบเพียงการสร้างเพจหรือบัญชีปลอม อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ทำให้เงินของผู้เสียหายถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วคือ บัญชีม้า

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การจัดทำร่างประกาศหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ “บัญชีม้าทุกสี” จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย

หัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามธนาคารแบบเรียลไทม์ หากตรวจพบว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารหนึ่ง ระบบจะสามารถระงับบัญชีของบุคคลนั้นในทุกธนาคารได้ทันที

การเชื่อมโยงข้อมูลจะครอบคลุม 3 ระบบหลัก ได้แก่ ฐานข้อมูลธนาคารผ่าน Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทางการเงินและรายชื่อบุคคลเสี่ยง ฐานข้อมูลระบบตรวจจับพฤติกรรมบัญชีผิดปกติที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูล ปปง. และฐานข้อมูลจาก AOC 1441 ที่รวบรวมรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดี

เมื่อสามารถระบุตัวเจ้าของบัญชีม้าได้ จะมีการระงับช่องทางการทำธุรกรรมทั้งหมด ทั้ง Mobile Banking, ATM และธุรกรรมออนไลน์ในทุกบัญชีของทุกธนาคาร พร้อมขึ้นบัญชีดำ ห้ามเปิดบัญชีธนาคารใหม่

ที่สำคัญคือมาตรการจะขยับจากการรอให้เกิดความเสียหายไปสู่การ “ตัดไฟแต่ต้นลม” โดยบัญชีที่มีความเสี่ยงสูงสามารถถูกระงับได้แม้ยังไม่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความ เพื่อกักกันเงินไว้ก่อนที่จะถูกโอนออกจากระบบ

เร่งคืนเงินเหยื่อ ไม่ต้องรอคำสั่งศาล

นอกจากการปิดช่องทางมิจฉาชีพแล้ว อีกโจทย์ใหญ่คือการนำเงินกลับคืนให้ผู้เสียหาย ซึ่งกระทรวงดีอีเตรียมเร่งจัดทำหลักเกณฑ์การคืนเงินตามกฎกระทรวงฯ เพื่อเปิดทางให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบของ ปปง. ได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล

มาตรการดังกล่าวต้องเร่งให้ทันกฎกระทรวงฯ ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงดีอี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธปท. สมาคมธนาคารไทย TEPA/e-Money สำนักงาน ก.ล.ต. และสมาคมผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล กำหนดเป้าหมายเป็นมาตรการเชิงลึกเร่งด่วนภายใน 90 วัน และคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569

โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงการไล่จับ “สแกมเมอร์” หลังเกิดเหตุ แต่คือการปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การปล่อยโฆษณาหลอกลวง การสร้างบัญชีปลอม การเปิดบัญชีม้า การโอนเงิน ไปจนถึงการติดตามและคืนเงินให้ผู้เสียหาย