วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ชง'รัฐ 'ยกเครื่องเรือนจำ ‘นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ’ เสียโอกาส ศก.กว่า 3 แสนล้าน

ม.ธรรมศาสตร์ ตีแผ่ปัญหา “ผู้ต้องขังในเรือนจำไทย” ล้นคุก 80% ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ ทำไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกว่า “3 แสนล้านบาท” เสนอ รัฐ ควบคุมเป็นฟื้นฟู

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเสวนาในหัวข้อ “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาด หรือ โดนผลัก !? เมื่อ ‘คุก’ ใกล้ตัวกว่าที่คิด” เพื่อตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางทางสังคมที่ผลักให้ผู้คนเปลี่ยนสถานะกลายเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ ตั้งแต่สถานการณ์จริงในเรือนจำไปจนถึงความท้าทายของชีวิตหลังพ้นโทษ ตลอดจนข้อเสนอในการแก้ไข พร้อมกับมองไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สำคัญยังมีการสะท้อนถึงข้อควรระวังในเชิงกฎหมายเพื่อป้องกันการก้าวพลาดและทำให้กลายเป็นคนผิดโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ ภายในงานเสวนามีการเปิดเผยถึงฐานข้อมูลของ กรมราชทัณฑ์ ปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทย มีผู้ต้องขังอยู่ประมาณ 301,020 คน ในขณะที่ศักยภาพของเรือนจำสามารถรองรับผู้ต้องขังได้เต็มที่ 248,333 คน ซึ่งหมายความว่าขณะนี้จำนวนผู้ต้องขังล้นเกินกว่าที่เรือนจำจะรองรับได้ และมีโอกาสทำให้ระบบการควบคุม ดูแล และการฟื้นฟูผู้ต้องขังอาจทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก โดยเฉพาะการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

สำหรับสาเหตุสำคัญของสถานการณ์ดังกล่าวในเวทีเสวนาชี้ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ เช่น การขาดรายได้ หรือมีรายได้น้อยจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย การถูกกีดกันหรือเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น อย่างบริการสาธารณสุข หรือการเข้าไม่ถึงความรู้ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้คนๆ หนึ่งเกิดความเปราะบาง กล่าวคือ ทำให้เงื่อนไขในการใช้ชีวิต และทางเลือกในการตัดสินใจน้อยลง หรือตัดสินใจผิดพลาดได้ ซึ่งสุดท้ายจึงเป็นเหตุที่ผลักให้คนจำนวนไม่น้อยกระทำความผิด และต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เช่น ผู้ติดยาเสพติด ซึ่งจากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 3 แสนคน มีถึง 70% ที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด 

นอกจากนี้ เวทีเสวนายังมีการเผยว่าภายใน 3 ปีหลังพ้นโทษมี ผู้ต้องขัง ถึง 80% ที่มีการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งสะท้อนว่ากระบวนการภายในเรือนจำไม่สามารถช่วยเหลือ หรือฟื้นฟูให้คนกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมได้ สอดคล้องข้อมูลการจัดอันดับ World justice index ซึ่งไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 76 ของโลก และคะแนนที่ไทยได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด คือ กระบวนการยุติธรรม และจากกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด

ชง'รัฐ 'ยกเครื่องเรือนจำ ‘นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ’ เสียโอกาส ศก.กว่า 3 แสนล้าน

รศ. ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงวิธีการ และทางออกของปัญหาดังกล่าวว่า รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมราชทัณฑ์ ควรมีการดำเนินการในเชิงนโยบาย 4 เรื่อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่

1.) การปรับเปลี่ยนนโยบายของเรือนจำจากสถานที่ควบคุม และคุมขังไปสู่การดูแล และฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสอดคล้องกับรายงานของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่ชี้ว่าการมีมาตรการในเชิงฟื้นฟู และลงโทษในเชิงทางเลือก รวมถึงการสร้างระบบในการทำให้ผู้ต้องขังกลายเป็นคนดีและกลับคืนสู่สังคม ควรเป็นทิศทางของเรือนจำในอนาคต 

2.) เรือนจำควรมีมาตรการเฉพาะในการดูแลกลุ่มคนในเรือนจำที่มีความแตกต่างหลากหลาย และต้องการการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่การใช้มาตรการเดียวในการดูแลคนทุกกลุ่ม

3.) เรือนจำควรมีบทบาทในการพัฒนาความรู้ และทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขัง ไม่ใช่สถานที่บ่มเพาะให้คนยิ่งกระทำความผิดรุนแรงขึ้น

และ 4.) รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรสร้างระบบติดตาม และช่วยเหลือหลังพ้นโทษช่วง 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะตัดสินว่าจะมีการกระทำผิดซ้ำ หรือกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ

ชง'รัฐ 'ยกเครื่องเรือนจำ ‘นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ’ เสียโอกาส ศก.กว่า 3 แสนล้าน

ผศ. ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงช่องว่างของความไม่รู้กฎหมายที่อาจทำให้บางคนกลายเป็นคนกระทำความผิดได้โดยไม่ได้ตั้งใจว่า ปัจจุบันเส้นกั้นของกฎหมายในการตัดสินการกระทำความผิดบางมาก รวมถึงจำกัดขอบเขตของการกระทำมากขึ้น ซึ่งทำให้ความไม่รู้อาจนำไปสู่การทำผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว เช่น การรีวิวโรงแรมด้วยถ้อยคำบางอย่างอาจกลายเป็นผู้ต้องหาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หรือการรับของจากคนแปลกหน้าเพื่อไปส่งให้อีกคน แม้คนส่งจะไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร แต่ในทางกฎหมายจะดูที่ความตั้งใจในการถือของคนส่ง 

ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดประชาชนทั่วไปหากมีความรู้ทางกฎหมายไว้ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ก็สามารถปรึกษามาที่ศูนย์นิติศาสตร์ ของ มธ. ได้ นอกจากนี้ มธ. ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้ทางกฎหมายแก่นักเรียนด้วย ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เพราะ มธ. เชื่อว่าถ้าคนรู้กฎหมายก็จะลดโอกาสในการกระทำผิดน้อยลง และจำนวนผู้ต้องขังก็น้อยลง 

อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้อาจช่วยได้ไม่ทั้งหมด ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาร่วมแก้ไขอย่างเป็นระบบด้วย เพราะขณะนี้มีปัญหาทั้งวงจร กล่าวคือ ทุกวันนี้รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาด้วยการออกกฎหมายเพิ่มบทลงโทษจำนวนมาก และศาลก็มีการใช้กฎหมายเหล่านั้นส่งคนเข้าคุกตลอดเวลา ขณะที่กรมราชทัณฑ์ พยายามดูแลและฟื้นฟูให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมได้ แต่ด้วยทรัพยากรจำกัดทำให้การดำเนินงานไม่ครอบคลุม และในทุกปีก็ต้องใช้กลไกอภัยโทษเพื่อให้นักโทษหลุดออกจากระบบเรือนจำ ซึ่งการดูแลหลังพ้นโทษของไทยก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก สุดท้ายก็กลายเป็นก่อเหตุซ้ำ และวนกลับเข้าไปเรือนจำเหมือนเดิม

ชง'รัฐ 'ยกเครื่องเรือนจำ ‘นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ’ เสียโอกาส ศก.กว่า 3 แสนล้าน

รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กล่าวว่า นักสังคมสงเคราะห์ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยเฉพาะการดูแลรายกรณีให้กลุ่มต่างๆในเรือนจำได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในช่วงก่อนเข้าเรือนจำ ระหว่างอยู่ในเรือนจำ และหลังพ้นโทษออกจากเรือนจำ ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึกเบื้องหลังของแต่ละคน ทว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันทั้งด้านจำนวนของผู้ต้องขังที่มีจำนวนมากคือกว่า 3 แสนคน ขณะที่นักสังคมสงเคราะห์มีเพียงประมาณ 3,000 คน ทำให้นักสังคมสงเคราะห์บางคนทำได้เพียงบันทึกทะเบียนนักโทษ รับเรื่องร้องเรียน และโดยเฉพาะการประสานส่งต่อ

รศ. ดร.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า ฉะนั้น ควรมีการผลักดันให้เกิดการผลิตนักสังคมสงเคราะห์เพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับการดูแลผู้ต้องขังเรือนจำควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ด้วย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาล เรือนจำ กรมราชทัณฑ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรมีปฏิรูประบบการทำงานให้มีความเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้การประสานส่งต่อดูแลผู้ต้องขังสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการทำงานแยกส่วน หรือการต้องผ่านกระบวนการโดยไม่จำเป็น

ชง'รัฐ 'ยกเครื่องเรือนจำ ‘นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ’ เสียโอกาส ศก.กว่า 3 แสนล้าน

ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มธ. กล่าวว่า แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่ธรรมศาสตร์ได้รับการจัดอันดับโดย The Times Higher Education (THE) ให้อยู่อันดับที่ 1 ของโลกในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 16 การสร้างสังคมที่สงบสุข การสร้างกระบวนการยุติธรรม และการมีสถาบันที่มีประสิทธิภาพ แต่ในระดับประเทศยังมีอีกหลายเป้าหมายที่ไทยยังทำได้ไม่ดีนัก และหลายเป้าหมายก็เชื่อมโยงกับปัญหาผู้ต้องขังในเรือนจำด้วย เช่น เป้าหมายย่อยที่ 3.3 การยุติการแพร่ระบาดของวัณโรค ที่ไทยยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งวัณโรคส่วนใหญ่มักพบในผู้ต้องขังและแรงงานต่างด้าว จึงสะท้อนปัญหาความเป็นอยู่และการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังได้บางส่วน 
 
ผศ.ชล กล่าวอีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่มีการแก้ไข เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการดำเนินการแก้ไขมาตลอด แต่อาจจะติดข้อจำกัดอะไรต่างๆ ซึ่งอาจจำเป็นต้องดึงภาคส่วนอื่นๆ มาร่วมสนับสนุนด้วย เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ฯลฯ เพื่อจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้ต้องขังมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังหลังพ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังถือเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลิตภาพให้กับประเทศได้มูลค่า 1.1 ล้านบาท ซึ่งถ้าไทยไม่สามารถทำให้ผู้ต้องขังราว 3.2 แสนคนในเรือนจำออกมาและสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ เท่ากับว่าประเทศจะมีค่าเสียโอกาสในหลัก 3 แสนล้านบาท ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์การคลังของประเทศที่มีรายได้ไม่มากนัก รัฐอาจต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยอีกส่วน