จับตาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หลังวุฒิสภามีมติแก้ไขไม่ให้นิรโทษกรรมให้เยาวชนที่กระทำผิด มาตรา112 โดยคาดว่าโอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรจะยืนยันตามวุฒิสภามีสูง
KEY POINTS
- ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีเป้าหมายเพื่อล้างผิดคดีชุมนุมทางการเมืองให้แก่กลุ่มสีเสื้อต่างๆ ทั้งพันธมิตรฯ -นปช. - กปปส. และกลุ่มเยาวชน ในช่วงปี 2548-2568
- แกนนำและผู้ชุมนุมที่เคยถูกจำคุกในคดีการเมือง โดยเฉพาะฝั่งเสื้อแดง อาจได้รับการล้างมลทิน ก็ตาม แต่ก็ยังต้องมีบาดแผลจากเป็นการ "ติดคุกฟรี"
- ร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อยกเว้นสำคัญ โดยจะไม่นิรโทษกรรมให้กับคดีทุจริต คดีอาญาร้ายแรง และคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
- วุฒิสภาแก้ไขให้ไม่นิรโทษกรรมให้กลุ่มเยาวชนที่กระทำความผิดคดีมาตรา 112 เป็นเงื่อนไขสำคัญทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
“ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข” เพื่อนิรโทษกรรมให้กับผู้ร่วมชุมชุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง ที่มีเหตุจากความขัดแย้ง หรือแรงจูงใจทางการเมือง ล่าสุด ผ่านกระบวนการในชั้นวุฒิสภา ซี่งมีการแก้ไขเนื้อหาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ
โดยให้ยกเว้นการล้างผิดคดีร้ายแรงของเยาวชน โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลักการสำคัญยังครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 20 กว่าปี
บรรดาแกนนำ และผู้ชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจากการชุมนุม จะได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมปิดสนามบิน-ดาวกระจาย ในปี 2549-2551 กลุ่ม นปช. ที่ชุมนุมในช่วง 2552-2553
กลุ่ม กปปส. ที่ชุมนุมไล่รัฐบาล-ชัตดาวน์กรุงเทพ เมื่อปี 2556-2557 และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มราษฎร-คณะราษฎร เยาวชนปลดแอก ที่ชุมนุมไล่รัฐบาล ช่วงปี 2563-2564
สำหรับกรอบเวลาการนิรโทษกรรม ขีดเส้นตั้งแต่ 1 ม.ค.2548-16 ก.ค. 2568 จะได้นิรโทษกรรม แต่เมื่อกระบวนการที่วุฒิสภาชุดใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ จะทำให้กรอบเวลาการประกาศใช้ร่างกฎหมายดังกล่าว ต้องล่าช้าออกไป
เท่ากับเป็นการยื้อเวลา ซึ่งส่งผลต่อบรรดากลุ่มแกนนำเสื้อแดง และเสื้อหลากสี รวมถึงกลุ่มเยาวชนและผู้ชุมนุมในช่วงปี 2563-2565 ที่เข้าเกณฑ์กฎหมายดังกล่าว
ประเด็นสำคัญที่วุฒิสภาเห็นชอบ ประกอบด้วย
1. ยืนยันไม่นิรโทษกรรม คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
2. ไม่นิรโทษกรรมคดี มาตรา 110
3. ไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริต หรือคดีอาญาร้ายแรงที่ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง
4. ยังคงเปิดทางให้คดีแพ่ง หรือภาระค่าเสียหายที่เกิดจากการชุมนุมบางประเภทได้รับการยุติ หรือระงับได้
อย่างไรก็ตาม คดีความทางการเมืองของกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งมีความขัดแย้งระหว่างปี 2548 - 2557 ซึ่งเกี่ยวพันอยู่ 3 กลุ่มคือ กลุ่มเสื้อเหลืองพันธมิตร กลุ่มชัตดาวน์กรุงเทพฯ กปปส.และกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.นั้น มีหลายคดีทางการเมืองจำนวนมากได้มีคำพิพากษาไปแล้ว
แม้แกนนำบางส่วนจะได้รับการประกันตัว งดเว้นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่แกนนำผู้ชุมนุมบางส่วนโดยเฉพาะฝั่งเสื้อแดง ต่างได้รับโทษ และถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ และมีบางส่วนต้องหนีคดีออกนอกประเทศ
ขณะที่บางคดียังอยู่ในการพิจารณาชั้นศาล หรืออยู่ระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา ซึ่งเป็นกลุ่มคดีที่หากร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีผลใช้บังคับ และคดีนั้นเข้าหลักเกณฑ์ ก็อาจมีผลทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม และแกนนำม็อบเหล่านี้ได้รับการนิรโทษกรรมได้
ในช่วงหลังมีคดีความที่เกี่ยวพันกับเสื้อเหลือง และเสื้อแดง ที่ได้พิจารณาไปพอสมควร
กลุ่ม นปช. มี 1.คดีชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552 ซึ่งมีแกนนำหลายคนเป็นจำเลย เช่น จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแนวร่วมคนอื่นๆ คดีดังกล่าวมีการเลื่อนอ่านคำพิพากษาหลายครั้ง ก่อนจะมีคำพิพากษาในศาลชั้นต้นเมื่อปี 2568 และบางส่วนยังมีสิทธิอุทธรณ์ หรือฎีกาต่อได้
2.คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุมปี 2552-2553 บางส่วน เช่น คดีล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา คดีชุมนุมปิดทำเนียบรัฐบาล และคดีที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีบางจำเลยที่คดียังไม่สิ้นสุด หรือยังมีขั้นตอนทางกฎหมายค้างอยู่ ซึ่งมีแกนนำ นปช.บางส่วนได้รับโทษไปแล้ว และพ้นโทษ และยังมีแกนนำบางรายหลบหนีคดี
3.คดีก่อการร้ายและคดีวางเพลิงบางส่วน มีจำเลยบางรายยังอยู่ระหว่างกระบวนการ หรือหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ซึ่งอาจไม่เข้าหลักเกณฑ์นิรโทษกรรม หากกฎหมายยกเว้นความผิดร้ายแรงเหล่านี้
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง) มีคดีหลายคดีที่พิจารณาสิ้นสุดแล้ว และยังมีบางคดีที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา อาทิ คดีบุกสถานี สถานีโทรทัศน์ NBT เมื่อปี 2551 ซึ่งศาลฎีกาเพิ่งมีคำพิพากษาเมื่อปี 2568 ต่อจำเลยบางราย
คดีเกี่ยวกับการชุมนุมปิดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบินปี 2551 หลายคดีมีคำพิพากษาแล้ว แต่บางคดียังมีการดำเนินคดีกับจำเลยบางรายแยกออกไป ตามพฤติการณ์ของแต่ละคน
กลุ่ม กปปส. ยังมีคดีที่ยังเป็นที่จับตา ได้แก่ คดีกบฎ และการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมปี 2556-2557 ของแกนนำ กปปส. รวมถึง สุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำรายอื่น ซึ่งมีการดำเนินคดีต่อเนื่องมายาวนาน และบางประเด็นยังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์หรือฎีกา
คดีขัดขวางการเลือกตั้งปี 2557 และคดีปิดสถานที่ราชการบางแห่ง มีทั้งคดีที่สิ้นสุดแล้ว และบางคดีที่ยังอยู่ในกระบวนการศาล ขึ้นอยู่กับจำเลยแต่ละราย และข้อกล่าวหาเฉพาะคดี
ตามสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หากมีผลบังคับใช้แล้วคดีที่อยู่ในชั้นสอบสวน อัยการ ศาลชั้นต้น อุทธรณ์หรือฎีกา หากถูกจัดว่าเป็นนกลุ่มคดีที่เกี่ยวกับการกระทำที่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง จะถูกยุติการดำเนินคดี
สำหรับคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อาจได้รับผลให้ยุติการบังคับโทษ หรือถือว่าไม่ต้องรับโทษต่อไป
ทำให้มีวลีจากฝั่งสายคนเสื้อแดงในทำนองว่า คดีที่แกนนำ นปช.บางส่วน โดยเฉพาะ “จตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-วรชัย เหมะ-นิสิต สินธุไพร” และแนวร่วมบางส่วน เคยถูกคุมขังในเรือนจำ หรืออยู่ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ ก็เท่ากับว่าจะเป็นการ “ติดคุกฟรี”
ขณะที่ 1 ในอดีต กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของสภาฯ ชุดที่ 26 หรือชุดที่ผ่านมา และอยู่ในปีกเดียวกับพรรคเพื่อไทยเห็นว่า คดีที่มีแกนนำผู้ชุมนุมหลบหนีคดี โดยเฉพาะ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หากพ้นโทษคดีชุมนุม ก็ยังมีคดีเกี่ยวกับทุจริตอยู่ จะไม่ได้อานิสงส์จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่สำหรับคดีการเมือง ที่มีกลุ่มผู้หลบหนีคดี จะได้รับผลพวงจากการนิรโทษกรรม
โดยสาระสำคัญ ที่ไม่เว้นความผิดให้กลุ่มผู้ชุมนุม และแกนนำม็อบก็คือ คดีอาญาที่เกี่ยวกับการทุจริต คดีที่อาญาที่เกี่ยวกับการประทุษร้ายต่อชีวิต คดีทางแพ่งเพื่อขอเงินคืน และคดีเกี่ยวกับมาตรา 112
ทั้งนี้ในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ผ่านมา ทาง กมธ.วิสามัญ ต้องการให้เว้นกลุ่มเยาวชน ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเท่านั้น เพื่อให้เข้าโปรแกรมการฟื้นฟู สำนึกผิด แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาชุดใหญ่ กลับมีการแก้ไขให้ต่างจากชั้น กมธ.วิสามัญของวุฒิสภา
สำหรับฉากทัศน์ปลายทางของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขนั้น ย่อมแก้ไขให้เป็นไปตามร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรได้ยาก หากพรรคภูมิใจไทยผนึกกับพรรคกล้าธรรม เห็นด้วยกับร่างของวุฒิสภา ขั้นตอนต่อไป ก็จะนำไปสู่ การทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศเป็นกฎหมายต่อไป
ทว่า ในอีกฉากทัศน์หนึ่ง หากสภาผู้แทนฯ มีมติไม่เห็นด้วย ซึ่งมีการคาดหมายว่า พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน จะเห็นด้วยกับร่างเดิมของสภาผู้แทนฯ ก็จะต้องชะลอการพิจารณาออกไปก่อน ด้วยการตั้งกรรมาธิการร่วมกันของสองสภา มีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง
มีคำพูดจาก อดีต กมธ.วิสามัญ ประเมินว่า ปลายทางฉากจบแล้ว พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน น่าจะเอาชนะพรรคภูมิใจไทยได้ยาก เพราะภูมิใจไทยมีเกือบ 200 เสียง หากได้พันธมิตรในการโหวตคว่ำปลดล็อก มาตรา 112 ให้กลุ่มเยาวชน ก็เป็นเรื่องยากที่บรรดาเยาวชนที่ร่วมชุมนุมทางการเมืองจะพ้นโทษ
แน่นอนว่า บรรดาแกนนำม็อบทุกสีเสื้อจะได้อานิสงส์ และมีโอกาสคัมแบ็กการเมืองได้ เว้นแต่แกนนำที่ยังติดบ่วงคดีทุจริต
สำหรับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนักการเมืองรายอื่น ที่ถูกล็อกไว้ด้วยคดีอาญา ที่เกี่ยวกับการทุจริต ก็ไม่มีโอกาสได้รับอิสระนอกจากต้องรอลุ้นสัญญาณไฟเขียวใดๆ จากองคาพยพรัฐพันลึก





