วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ถ้า KPI วัดผลงาน แล้วอะไรวัดคุณค่าของเรา? คุยกับ ‘เจีย สฤญรัตน์’

ทำงานเต็มที่แต่ยังรู้สึกไม่ดีพอ เหนื่อยแต่ไม่กล้าพัก และชื่นชมตัวเองได้ยาก ‘เจีย สฤญรัตน์’ ชวนทบทวนความสำเร็จที่ KPI วัดไม่ได้ ผ่านประสบการณ์รับมือกับ Imposter Syndrome การพูดปฏิเสธ และการดูแลใจในชีวิตประจำวัน

KEY POINTS

  • KPI เป็นเครื่องมือวัดผลงานขององค์กร แต่ไม่สามารถวัดคุณค่าหรือการเติบโตภายในทั้งหมดของเราได้ จึงไม่ควรยึดเป็นมาตรวัดความสำเร็จของทั้งชีวิต
  • เผชิญหน้ากับความรู้สึกไม่เก่งจริง (Imposter Syndrome) และวันที่ทำได้ไม่ดีเท่าเดิม ด้วยการยอมรับ มีเมตตาต่อตนเอง และหยุดเปรียบเทียบกับคนอื่น
  • การรักตัวเองต้องแปลงเป็น "การกระทำ" ที่ชัดเจน เช่น การฝึกปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ต้องการเพื่อเคารพตัวเอง และการชื่นชมให้กำลังใจตัวเองเหมือนที่ทำให้กับคนที่เรารัก
  • การดูแลใจในแต่ละวันเป็นสิ่งสำคัญ ควรเช็กความต้องการของร่างกายและจิตใจเพื่อพักผ่อนได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงจุดหมดไฟหรือวันหยุดสุดสัปดาห์

การทำงานอย่างเต็มที่อาจไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองเสมอไป บางวันยังรู้สึกว่าทำได้ไม่มากพอ บางครั้งได้รับคำชมแต่กลับยอมรับได้ยาก หรือรู้ว่าตัวเองเหนื่อย แต่ก็ยังลังเลว่าจะพักได้หรือยัง

คำถามเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนากับ "เจีย–สฤญรัตน์ โทมัส" นักจิตบำบัด นักละครบำบัด และนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง "หลานม่า" ผู้เคยเผชิญความรู้สึกไม่เก่งจริงเช่นกัน แม้ทำงานมานาน เธอก็ยังมีช่วงที่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น รวมถึงตัวเองในวันที่เคยทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่านี้

ในโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตผ่านหนังสือเล่มแรก "THE THOUSAND CHARACTERS IN YOU" เวทีภายในสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ‘จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ’ ชวนเธอพูดคุยถึงการดูแลใจวัยทำงาน ตั้งแต่วันที่ไม่โอเคแต่ยังต้องทำงานต่อ การมองความสำเร็จให้กว้างกว่า KPI ไปจนถึงการปฏิเสธและความสัมพันธ์กับคนรอบตัว

ถ้าวันนี้ไม่โอเค แต่ยังต้องทำงานต่อ เราจะจัดการความรู้สึกอย่างไร?

เมื่อความรู้สึกไม่พร้อม แต่งานยังต้องดำเนินต่อ คุณเจียชวนกลับมาถามว่า เราใช้ชีวิตเพื่อใคร เราใช้ชีวิตเพื่อตัวเองใช่ไหม และเราเคารพตัวเองใช่ไหม

สำหรับคนที่รู้สึกไม่สบายใจกับการเห็นตัวเองทำงานแบบขอไปที เธอเสนอให้เริ่มจากเป้าหมายที่ไม่สูงมาก โดยมองว่าเราจะทำอย่างไรให้ยังรู้สึกเคารพและโอเคกับตัวเองเมื่อจบวัน

“งานก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา ถ้าเราไม่โอเคกับการเห็นตัวเองทำงานแบบขอไปที เพราะเราเคารพตัวเองและไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายสูงมาก แค่ถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ยังรู้สึกเคารพและโอเคกับตัวเองได้ เมื่อจบวันแล้วย้อนกลับมาบอกว่า ‘วันนี้เราทำเต็มที่และดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว’ แค่นั้นพอ”

ขณะเดียวกัน เธอย้ำว่าต้องรู้จักเบรกด้วย บางวันแม้เข้าใจแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ แต่ก็ไม่ไหวและต้องพัก ความต้องการนั้นไม่ได้มาจากความคิดเพียงอย่างเดียว บางครั้งร่างกายและจิตใจก็ส่งสัญญาณ โดยเราไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลให้มันเสมอไป

“บางคนคิดว่า ‘เมื่อสองเดือนก่อนเพิ่งไปเที่ยวเกาหลีมาหนึ่งอาทิตย์ ฉันก็ควรจะโอเคแล้วสิ’ แต่บางเรื่องไม่ได้มีเหตุผลขนาดนั้น ถึงเพิ่งพักมา ถ้ายังต้องการพักก็พักได้ ไม่ต้องกำหนดว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักเหตุผล เพราะบางครั้งแค่ร่างกายบอก มันก็เพียงพอแล้ว

ยอมรับวันที่ทำได้ไม่เท่าเดิม

การยอมรับวันที่ทำได้ไม่เท่าเดิมเป็นสิ่งที่คุณเจียใช้รับมือกับ Imposter Syndrome หรือความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งจริง เธอเล่าว่าพบความรู้สึกนี้หลังอยู่ในวัยหมดประจำเดือนมาหลายปีแล้ว เป็นช่วงที่ฮอร์โมนและบทบาทบางอย่างในชีวิตเปลี่ยนไป ลูกเติบโตขึ้น แม้จะพึ่งพาตัวเองได้อยู่แล้ว แต่ช่วงนั้นเห็นชัดขึ้นว่าทุกคนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเธอ ซึ่งเธอมองว่าเป็นข้อดี เพราะทำให้มีอิสระที่จะไปไหนมาไหน

ช่วงเริ่มเขียนหนังสือ เธอคิดมากและรู้สึกว่าเขียนไม่ได้ดังใจ ส่วนเวลามีคนชมการแสดง เธอก็แทบไม่พูดขอบคุณ เพราะรู้สึกว่าการขอบคุณเท่ากับยอมรับคำชมนั้น

เมื่อไตร่ตรอง คุณเจียพบว่าตัวเองใส่ใจและรักสิ่งที่ทำมาก ทั้งงานเล็ก งานใหญ่ และบทบาทการเป็นแม่หรือภรรยา ความรู้สึกไม่มั่นใจจึงเข้ามากระทบสิ่งที่เธอแคร์ ทั้งงานและครอบครัว และยิ่งหนักขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นหรือตัวเองในอดีต

“ผ่านมันมาได้ด้วยการยอมรับ แล้วบอกตัวเองว่า ‘ถ้าเราไม่เก่งเท่าเดิมก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่มีใครดีขึ้นทุกวัน เราไม่จำเป็นต้องเก่งขึ้นทุกวัน’ หรือถ้าทำได้ไม่เท่าเดิมก็ไม่เป็นไร ถ้าเผลอมองว่าคนอื่นทำอะไรได้เยอะแยะ ก็ลองถามตัวเองว่า ถ้าให้เราไปทำเยอะขนาดนั้น เราก็คงเหนื่อย และอาจไม่อยากทำเหมือนกัน สิ่งที่อยากให้กำลังใจทุกคนคือ ถ้ามีความรู้สึกแบบ Imposter Syndrome ขอให้เมตตาตัวเองมากๆ และอย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น”

ถ้า KPI วัดผลงาน แล้วอะไรวัดคุณค่าของเรา? คุยกับ ‘เจีย สฤญรัตน์’

ทำไมเราชื่นชมคนอื่นได้ง่าย แต่ชื่นชมตัวเองได้ยาก?

เมื่อถามว่าทำไมเราชื่นชมคนอื่นได้ง่าย แต่ชื่นชมตัวเองได้ยาก คุณเจียชวนทบทวนมาตรฐานที่เราใช้มองตัวเอง เช่น เวลาพูดถึง “ผู้หญิงเก่ง” เราอาจมีภาพว่าต้องเป็นแบบไหนหรือมีสิ่งใดครบ เพราะสังคมมีตัวอย่างให้เปรียบเทียบมาก หากยึดภาพนั้นตายตัวว่าแบบนี้จึงเรียกว่าเก่ง ดี หรือสวย ก็อาจยอมรับและชื่นชมตัวเองได้ยาก

“การชมตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราหลงระเริง แต่เป็นการยอมรับ ให้เกียรติ และให้กำลังใจตัวเอง”

เธอเสนอให้ลองนึกถึงคนที่เรารักที่สุด แล้วถามว่าเวลาชมเขาจากใจจริง เราชมอะไรและเพราะอะไร อย่างเวลาที่เธอชมน้องสาวว่าทำงานเก่ง ขยัน และสู้งาน ความรักอาจเป็นสิ่งที่ทำให้พูดคำชมได้เต็มปาก และเป็นสิ่งที่เราควรฝึกทำกับตัวเองด้วย

“เราอาจบอกตัวเองว่า ‘แกโคตรเก่งที่สุดในโลกเลย’ โดยไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในโลกจริงๆ เหมือนเวลาเราชมน้องสาว เราไม่ได้สนใจว่าเขาทำงานเก่งที่สุดไหม แต่เรารักเขามากที่สุด การพูดกับตัวเองแบบนี้จึงเป็นการบอกรักตัวเอง โดยไม่ต้องเขิน”

เราจะมอง KPI อย่างไร โดยไม่ให้มาตัดสินความสำเร็จทั้งหมดของชีวิต?

มาตรฐานในการประเมินตัวเองยังเกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อเราเอาความสำเร็จในงานมาเป็นความสำเร็จทั้งหมดของชีวิต คุณเจียจึงชวนมองให้ชัดว่า KPI มีไว้เพื่ออะไร และมีรายละเอียดด้านใดของเราที่มันไม่ได้บอก

“KPI เป็นตัววัดบางอย่าง แต่ต้องถามว่า มันวัดอะไร สำหรับงานหรือองค์กร เข้าใจว่ามันจำเป็น แต่เราไม่ควรเอา KPI มาเป็นมาตรวัดเดียวกันกับความสำเร็จส่วนตัวหรือความสำเร็จภายใน เราควรยุติธรรมกับตัวเองด้วยว่า สิ่งนั้นบ่งชี้อะไร มันไม่ได้บ่งชี้ทุกอย่าง และอาจไม่ได้บอกว่าเราพัฒนาตัวเองหรือเติบโตข้างในมากแค่ไหน”

เธอชวนให้ยุติธรรมกับตัวเองด้วยการพิจารณาว่า ตัวชี้วัดนั้นบ่งชี้อะไร เพราะมันไม่ได้บ่งชี้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการเติบโตภายในของเรา

การพูดคำว่า “ไม่” ทำไมถึงยาก สำหรับบางคน?

ความยากของการพูดว่า “ไม่” มีเหตุผลต่างกันในแต่ละคน คุณเจียอธิบายว่า บางคนกลัวเสียความสัมพันธ์หรือทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง บางคนเติบโตมากับการต้องตอบตกลง เพราะรู้สึกว่าช่วยรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้

ขณะที่บางคนรู้สึกว่าการปฏิเสธแปลว่าทำไม่เป็น ทำไม่ได้ หรือกำลังหลีกเลี่ยง จึงต้องตอบตกลงเพื่อยืนยันว่า “ฉันทำได้” สิ่งที่เธอชวนทำความเข้าใจคือ คำปฏิเสธนั้นมีขอบเขตเฉพาะเรื่อง

“การปฏิเสธไม่ได้หมายความว่าเรากำลังสิ้นสุดความสัมพันธ์กับคนคนนั้น มันเป็นการปฏิเสธเฉพาะเรื่อง ไม่ได้กำหนดทุกเรื่องในความสัมพันธ์ ต่อให้สนิทกัน การที่เราบอกว่าไม่ ก็หมายถึงไม่ในส่วนนั้น อย่าเอาคำว่า ‘ไม่’ ไปแทนความสัมพันธ์หรือชีวิตทั้งหมด เพราะมันไม่ใช่”

การฝึกปฏิเสธจึงเป็นทั้งการทำความเข้าใจกับตัวเองและการช่วยให้อีกฝ่ายเรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องตอบตกลงทุกครั้ง

“เราต้องฝึกให้รู้ว่า การปฏิเสธไม่ใช่ความผิด และไม่ได้แปลว่าไม่ใส่ใจคนคนนั้น เราอาจปฏิเสธแค่เรื่องนั้น อีกด้านหนึ่งก็ช่วยให้คนอื่นเรียนรู้ด้วยว่า การคาดหวังให้ใครตอบตกลงตลอดเวลาไม่ใช่วิถีที่เป็นจริงอยู่แล้ว”

ถ้า KPI วัดผลงาน แล้วอะไรวัดคุณค่าของเรา? คุยกับ ‘เจีย สฤญรัตน์’

เราเลือกหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานไม่ได้ แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างไร?

ในที่ทำงาน เราอาจเลือกหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานไม่ได้ คุณเจียชวนมองว่าเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของชีวิต ในขณะที่เรามีคำถามเรื่องการอยู่กับเขา อีกฝ่ายก็อาจมีคำถามเรื่องการอยู่กับเราเช่นกัน

ไม่ว่าจะอยู่กับคนที่เลือกได้หรือเลือกไม่ได้ เราก็ยังต้องเรียนรู้ที่จะพูดคุย สื่อสาร และเชื่อมโยงกับผู้อื่น พร้อมกับเป็นตัวเองในแบบที่ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน

“เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับทุกคน เพราะไม่มีทางทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่คนในครอบครัวก็ยังขัดใจกันได้ พื้นฐานคือ ความสัมพันธ์นั้นมีคุณค่าหรือสำคัญเพียงพอให้เรารักษาไว้ไหม ส่วนความขัดแย้งบางอย่างก็เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ”

หากยังจำเป็นต้องทำงานอยู่ เธอเสนอว่าอาจลองมองด้านดีของอีกฝ่ายด้วย คุณลักษณะบางอย่างของหัวหน้าที่เราไม่ชอบอาจเป็นสิ่งที่ทำให้งานหรือทีมอยู่ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาบทบาทและความรับผิดชอบของเขาในที่ทำงาน

“เราต้องมองบทบาทของเขาด้วยว่า ในที่ทำงานเขามีหน้าที่อะไร เขาไม่ใช่แม่ พี่สาว หรือเพื่อนรัก เขามีความรับผิดชอบต่องานของเขา เราอาจต้องพยายามมองคุณสมบัติด้านบวกของคน มากกว่ามองแต่ด้านลบ ถ้าเราไปบ่นกับเพื่อนว่า ‘ฉันก็มีด้านดีไม่ใช่เหรอ ทำไมหัวหน้าไม่เคยมอง’ มันก็หลักการเดียวกัน”

จะรู้ได้อย่างไรว่า เราอดทนไม่พอ หรือที่เจออยู่มันถึงเส้นแดงแล้วจริงๆ ?

เมื่อเริ่มสงสัยว่าตัวเองอดทนไม่พอ หรือสถานการณ์มาถึงเส้นแดงแล้ว คุณเจียชวนแยกให้ชัดว่า เราอยู่ในสถานการณ์แบบไหน กำลังถูกกระทำอะไร และทำไมจึงรู้สึกว่าต้องอดทนให้มากกว่านี้

“ก่อนอื่นต้องถามว่า เรากำลังอดทนกับอะไร และเพื่ออะไร ถ้าความอดทนนั้นคือการอดกลั้นและกดข่มตัวเอง ก็คิดว่าไม่ควรทำตั้งแต่แรก เพราะเหมือนเราขังตัวเองให้ทุกข์ทรมาน ไม่มีความสุข และอาจนำไปสู่ความรู้สึกติดขัดหรือหมดไฟ”

เธอไม่อยากให้รอจนถึงเส้นแดง เพราะเมื่อถึงแล้วอาจหมายถึงการอยู่ในภาวะหมดไฟหรือมีปัญหาไปแล้ว เพียงเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบใจ ความสุขลดลง ไม่อยากทำสิ่งที่เคยอยากทำ รู้สึกซังกะตาย หรือสังเกตได้ว่าข้างในตัวเองเปลี่ยนไป ก็ควรรับรู้ความเปลี่ยนแปลงนั้น

“แต่ถ้าถึงเส้นแดงจริงๆ ก็คิดว่าคนที่ตั้งคำถามเข้าใจอยู่แล้วว่า มันมาถึงจุดวิกฤติ เลยอยากบอกว่า อย่ารอให้ถึงวิกฤติ แต่ถ้าถึงแล้ว จะอดทนต่อไปทำไม ชีวิตมันสั้นนะคะ”

ถ้า KPI วัดผลงาน แล้วอะไรวัดคุณค่าของเรา? คุยกับ ‘เจีย สฤญรัตน์’

ดูแลความเครียดระหว่างวัน ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุด

การรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของตัวเองเชื่อมโยงกับการดูแลความเครียด คุณเจียอธิบายว่า ความรู้สึกหมดไฟ ติดขัด หรือจมอยู่กับอะไรบางอย่าง ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ร่างกายสะสมความเครียดไว้มากโดยไม่รู้ตัว

“บางคนคิดว่าต้องปวดหัว ทำงานได้ไม่ดี หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงก่อน ถึงจะเรียกว่าเครียด แต่แค่ทำงานหนัก ทำงานเยอะ หรือทำงานล่วงเวลา ก็สร้างความเครียดให้ร่างกายและจิตใจได้แล้ว คนที่ยังไม่มีปัญหาอาจเป็นเพราะเขาจัดการกับมันได้ แต่บางคนรอให้สะสมมากๆ แล้วค่อยมาจัดการทีเดียว ซึ่งมันจัดการได้ไม่หมด เราต้องค่อยๆ ดูแลไปเรื่อยๆ”

ความเครียดยังมาจากสิ่งที่พบระหว่างวัน ทั้งรถติด ฝุ่น และสภาพแวดล้อมต่างๆ เธอจึงเสนอให้ดูแลตัวเองทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุด

“เวลากลับถึงบ้าน อย่างน้อยลองเช็กตัวเองว่า วันนี้เราต้องการอะไรมากที่สุด ต้องการเวลาพัก 15–20 นาทีโดยยังไม่ต้องคุยกับใคร ต้องการอาบน้ำให้นานขึ้นเพื่อผ่อนคลาย หรือต้องการนั่งดื่มชา อ่านหนังสือสักพัก สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราควรเช็กกับตัวเองทุกวัน”

ทำให้การรักตัวเองมีความหมายที่ชัดเจน

“รักตัวเอง” เป็นหัวข้อใหญ่ที่แต่ละคนต้องกลับมาย่อยให้ชัดว่าหมายถึงอะไร บางคนหมายถึงการเคารพตัวเอง บางคนคือการไม่ปล่อยให้ผู้อื่นเอาเปรียบ บางคนอยากทำงานเต็มที่พร้อมแบ่งเวลาให้ชีวิตส่วนตัว หรือรู้สึกว่าการได้ให้กลับไปกับคนอื่นคือการรักตัวเอง

คุณเจียชวนให้ระบุความหมายเหล่านี้อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้มองเห็นว่าเราจะดูแลตัวเองผ่านการกระทำอะไรได้บ้าง

“ถ้าบอกแค่ว่ารักตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าการรักตัวเองที่เหมาะกับเราคืออะไร มันก็ยังเป็นแนวคิด เป็นทฤษฎีที่ทุกคนรู้ เช่น เอ็นดู เห็นอกเห็นใจ เข้าใจ และดูแลตัวเอง เราต้องแปลงมันให้เป็นสิ่งที่ลงมือทำได้ โดยระบุให้เฉพาะเจาะจง แล้วเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้”

หากการรักตัวเองหมายถึงการเคารพตัวเอง ก็ต้องถามต่อว่าจะเริ่มทำอย่างไร เช่น การพูดว่า “ไม่” เมื่อไม่ต้องการ โดยไม่ฝืนตอบตกลง เมื่อมีเป้าหมายชัด เราก็เปลี่ยนแนวคิดให้เป็นการลงมือทำได้ทันที

ยุค AI จะรักษาความเห็นอกเห็นใจกันอย่างไร?

เมื่อถูกถามว่า ในวันที่ AI เข้ามาและความเห็นอกเห็นใจในที่ทำงานอาจลดลง เราจะช่วยสร้างมันขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร คุณเจียมองว่า มนุษย์ยังเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ การพูดคุย และการเชื่อมโยงกัน เราจึงมีส่วนส่งต่อความเห็นอกเห็นใจได้ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งตัวเองเป็นตัวอย่าง

“มนุษย์เรียนรู้จากการเลียนแบบกัน จากการพูดคุยและเชื่อมโยงกัน เราไม่จำเป็นต้องตั้งตัวเองเป็นตัวอย่าง แค่ขอให้ไม่เลิกเห็นอกเห็นใจตัวเองและคนอื่น แล้วมันจะค่อยๆ สะท้อนต่อกันไปเหมือนกระจก”

อีกด้านหนึ่ง เธอชวนพิจารณาว่า ความรู้สึกไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจอาจทำให้เราเลือกไม่ทำอะไรเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียใจ ซึ่งก็อาจมีส่วนทำให้ความเห็นอกเห็นใจกันลดลง

“แต่ถ้ารู้สึกว่า ‘เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง คนอื่นไม่สนใจและไม่เห็นอกเห็นใจเรา เราก็ไม่ต้องทำอะไร จะได้ไม่เสียใจ’ ตรงนั้นแหละที่เราจะกลายเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ความเห็นอกเห็นใจกันลดลง

ถ้า KPI วัดผลงาน แล้วอะไรวัดคุณค่าของเรา? คุยกับ ‘เจีย สฤญรัตน์’

ภาพ : ณัฐริณีย์ พร้อมวงศ์

สถานที่ : SOLID Coffee & Bar (SOULSMITH)