เปิดปมคนวัย 50+ รุ่น Gen X และ Boomers ทำงานมาทั้งชีวิต แต่กลัวเงินจะไม่พอใช้หลังเกษียณ กังวลวิกฤติเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่น Gen Y Gen Z
KEY POINTS
- ผลสำรวจจาก Allianz Life ระบุว่า 70% ของคน Gen X กลัวเงินไม่พอใช้ในอนาคตมากกว่ากลัวความตาย ซึ่งสูงกว่าคนรุ่นอื่นๆ
- ผลสำรวจพบว่า Gen X มีเงินออมเพื่อการเกษียณเฉลี่ยเพียง 108,600 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่ประเมินว่าต้องใช้เงินถึง 1.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อใช้ชีวิตอย่างสบาย
- ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของ Gen X อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z ที่มีความเชื่อมั่นสูงกว่า
เรามักได้ยินว่าคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Millennials (Gen Y) กำลังเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ทั้งค่าครองชีพสูง บ้านที่แพงเกินเอื้อม และความไม่แน่นอนในการทำงาน แต่ผลสำรวจหนึ่งกลับพบว่า คนรุ่น Gen X และ Baby Boomers กลับรู้สึกไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่นใหม่เสียอีก โดยเฉพาะกลัวเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ
ทั้งๆ ที่ คนรุ่นพ่อแม่ ผ่านประสบการณ์ทำงานมานานกว่า ทำงานหาเงินมานานกว่า มีทรัพย์สินและเงินออมสะสมมาหลายสิบปี ก็น่าจะมีความมั่นคงมากกว่า แต่ทำไมถึงยังกังวลเรื่องการเงินและเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่นลูก?
รายงานของ Fortune โดย ซาชา โรเกลเบิร์ก (Sasha Rogelberg) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ The Conference Board แสดงให้เห็นว่า คนรุ่น Gen X และ Baby Boomers มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Gen Z และ Millennials ยังคงมีความเชื่อมั่นในระดับที่สูงกว่า
โดยค่าเฉลี่ยดัชนีความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนของ Gen X อยู่ที่ประมาณ 60 คะแนน และแทบไม่ขยับจากระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ส่วน Baby Boomers มีคะแนนต่ำกว่า 50 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบหลายปีเช่นกัน ขณะที่ Gen Z มีคะแนนอยู่ประมาณ 100 และ Gen Y อยู่ที่ประมาณ 90 คะแนน
ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับภาพจำที่ว่าคนรุ่นใหม่ควรเป็นกลุ่มที่มองเศรษฐกิจในแง่ร้ายมากที่สุด เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างฐานะและความมั่นคงในชีวิต แต่ทำไมคนรุ่นที่มีอายุมากกว่าและผ่านประสบการณ์ทางเศรษฐกิจมามากกว่า กลับรู้สึกไม่มั่นใจต่ออนาคต? ...นี่คือเหตุผลบางประการที่อาจเป็นคำตอบ
Gen X บางคน ยังต้องดูแลทั้งพ่อแม่สูงวัยและลูกๆ
เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ ภาระที่เรียกว่า Sandwich Generation หรือคนวัยกลางคน (บางผลสำรวจระบุว่าเป็นกลุ่ม Gen Y แต่ก็มีความเชื่อมโยงคล้ายกัน) ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและดูแลคนในครอบครัวถึงสองรุ่นพร้อมกัน ทั้งพ่อแม่ที่เข้าสู่วัยสูงอายุและลูกที่ยังต้องพึ่งพิงทางการเงิน
ประชากรชาว Gen X ส่วนหนึ่ง แม้จะเข้าสู่วัย 50 ปีแล้ว แต่ยังคงมีภาระทางการเงินหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลและการดูแลพ่อแม่สูงวัย ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก ค่าเล่าเรียน ค่าที่อยู่อาศัย สถานการณ์นี้ทำให้พวกเขาต้องแบ่งเงินที่หามาได้ไปดูแลคนในครอบครัว แทนที่จะนำไปสะสมเป็นเงินออมเพื่อการเกษียณของตัวเอง
ข้อมูลจาก Allianz Life ระบุว่า คน Gen X มากถึง 70% กลัวการมีเงินไม่เพียงพอใช้ในอนาคตมากกว่ากลัวความตาย เมื่อเทียบกับ Gen Y ที่ 66% และ Baby Boomers ที่ 61% นอกจากนี้ 44% ของ Gen X ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเก็บเงินได้เพียงพอสำหรับวัยเกษียณ ซึ่งสูงกว่า Gen Y ที่ 35% และ Baby Boomers ที่ 40%
ขณะที่ผลสำรวจของ Northwestern Mutual ในปี 2024 พบว่า คน Gen X ประเมินว่าตัวเองจำเป็นต้องมีเงินประมาณ 1.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสบาย แต่กลับมีเงินออมเพื่อการเกษียณเฉลี่ยเพียง 108,600 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น หรือยังขาดเงินอีกประมาณ 1.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ Gen X จะอยู่ในวัยทำงานมานานและมีรายได้สะสมมาหลายปี แต่ภาระที่ต้องรับผิดชอบในปัจจุบันอาจทำให้การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
Baby Boomers มีทรัพย์สินมาก แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมั่งคั่ง
เมื่อพูดถึง Baby Boomers หลายคนอาจนึกถึงคนรุ่นที่มีโอกาสซื้อบ้านในราคาถูก มีงานที่มั่นคง และสามารถสะสมทรัพย์สินได้จากการทำงานตลอดชีวิต จนกลายเป็น Generation ที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การมีทรัพย์สินรวมจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าคนใน Generation นี้ทุกคนจะมีฐานะมั่นคงเท่ากัน
ข้อมูลจาก Pew Research Center พบว่า ในปี 2022 ครัวเรือน Baby Boomers ที่ร่ำรวยที่สุด 10% ถือครองความมั่งคั่งรวมกันถึง 71% ของทรัพย์สินทั้งหมดใน Generation นี้ นั่นหมายความว่า ความมั่งคั่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ขณะที่ Baby Boomers อีกจำนวนมากไม่ได้มีเงินเก็บหรือทรัพย์สินมากพอสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณ
ข้อมูลจากการสำรวจของ GoBankingRates ยังพบว่า ชาวอเมริกันที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปเกือบ 1 ใน 3 ไม่มีเงินออมเพื่อการเกษียณเลย ส่วนผู้ที่มีเงินออมประมาณครึ่งหนึ่ง มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ คนรุ่น Baby Boomers ยังต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น รวมถึงค่าครองชีพในช่วงวัยเกษียณที่ต้องบริหารจัดการด้วยรายได้จากเงินออมและเงินบำนาญที่มีอยู่อย่างจำกัด
มอร์แกน วอร์ด (Morgan Ward) ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคจาก Goizueta Business School มหาวิทยาลัย Emory อธิบายว่า เมื่อคนเราเหลือเวลาในการใช้ชีวิตน้อยลง ความผันผวนของตลาดการเงินยิ่งส่งผลต่อความรู้สึกมากขึ้น เพราะมีเวลาน้อยลงที่จะรอให้ตลาดฟื้นตัวก่อนนำเงินออกมาใช้
อีกทั้งรายงานของ AARP ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2026 ยังพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านเพิ่มขึ้น 7.9% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมเกือบสองเท่า และสูงกว่าเงินเฟ้อด้านการรักษาพยาบาลถึงสามเท่า
ขณะที่ค่าดูแลในสถานพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 25% ระหว่างปี 2019-2024 แต่รายได้ครัวเรือนของผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเพียง 22% ในช่วงเวลาเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่คนวัยเกษียณจำนวนหนึ่งจะรู้สึกกังวลว่าเงินที่สะสมมาตลอดชีวิตจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายหรือไม่
Gen Z และ Gen Y มีความหวังกับเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่นก่อน ?
แม้คนรุ่นใหม่จะต้องเผชิญกับราคาบ้านที่สูงขึ้นและความยากลำบากในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน แต่พวกเขากลับมีมุมมองต่ออนาคตที่แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ เหตุผลหนึ่งคือ Gen Z และ Gen Y ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างความมั่งคั่ง มีเวลาเรียนรู้ ทดลองลงทุน และปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพได้มากกว่าคนที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณ
ข้อมูลจาก World Economic Forum ในปี 2024 พบว่า Gen Z มากกว่าครึ่งเริ่มเรียนรู้เรื่องการลงทุนก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะที่ Baby Boomers มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น นอกจากนี้ Gen Z และ Millennials ยังมีเงินลงทุนในสินทรัพย์รวมกันสูงถึง 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้การซื้อบ้านจะยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนรุ่นใหม่ เนื่องจากราคาบ้านในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 235% นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2000 แต่คนรุ่นนี้ก็เริ่มมองหาวิธีสร้างความมั่งคั่งผ่านช่องทางอื่น เช่น การลงทุนในตลาดหุ้นและสินทรัพย์ทางการเงิน
เฉิน จ้าว (Chen Zhao) หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของ Redfin อธิบายว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองว่าการซื้อบ้านอาจยังเป็นเรื่องไกลตัว การลงทุนในตลาดการเงินจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสะสมเงินระหว่างรอวันที่มีความพร้อมจะซื้อบ้าน นอกจากนี้ วาร์ด ยังมองว่า Gen Z ซึ่งเติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัล มีแนวโน้มไม่ยึดติดกับการทำงานแบบเดิม ๆ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการด้วยตัวเอง
รายงานจาก Bank of America Institute ที่เผยแพร่ในปี 2026 พบว่า จำนวนการยื่นขอจัดตั้งธุรกิจใหม่ของ Gen Z ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 66% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ณ เดือนมิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกับจำนวนรวมของ Gen Y, Gen X และ Baby Boomers
ศาสตราจารย์วอร์ด มองว่า คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว เพื่อให้มีงานทำไปจนเกษียณเหมือนแนวคิดการทำงานในอดีต แต่สามารถมองหาโอกาสสร้างรายได้และความมั่นคงด้วยตัวเองได้มากขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งคือ คนรุ่นใหม่บางส่วนยังสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการอาศัยอยู่กับครอบครัวหลังเรียนจบ ทำให้ไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด
คนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้สบายใจเรื่องเศรษฐกิจไปทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การที่ Gen Z และ Millennials มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความกังวลเรื่องอนาคต โดยเฉพาะ Gen Z ที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนในตลาดแรงงานจากการเข้ามาของ AI ซึ่งอาจเข้ามาทำงานแทนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ที่คนเพิ่งจบการศึกษามักใช้เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพ
ผลสำรวจของ Gallup ในเดือนเมษายน 2026 พบว่า ความรู้สึกตื่นเต้นต่อ AI ของ Gen Z ลดลง 14 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 22% ขณะที่ความรู้สึกไม่พอใจต่อ AI เพิ่มขึ้น 9 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 31% นอกจากนี้ ผลการศึกษาของ Northwestern Mutual ในปี 2026 ยังพบว่า Gen Z จำนวน 34% กังวลว่าตัวเองอาจไม่มีโอกาสซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้เลยในอนาคต และอีก 31% ต้องเลื่อนแผนการซื้อบ้านออกไปเพราะข้อจำกัดทางการเงิน
ฟรานเชสโก ดาคุนโต (Francesco D’Acunto) ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก Georgetown University มองว่า ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างคนแต่ละรุ่น อาจไม่ได้เกิดจากสถานการณ์การจ้างงานหรือเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความคาดหวังที่แต่ละ Generation มีต่อชีวิตด้วย
คนรุ่น Gen Z เติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งการระบาดของโควิด-19 สงคราม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับการคาดการณ์อนาคตที่ยากลำบากอยู่แล้ว เมื่อมีข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ จึงอาจไม่ได้ทำให้รู้สึกหวั่นวิตกมากมายนัก ในทางกลับกัน Baby Boomers เติบโตมาในช่วงที่สามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินและการสะสมทรัพย์สินได้ตามเป้าหมาย แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มผันผวนหรือมีข่าวร้ายเกิดขึ้น จึงอาจรู้สึกกระทบต่อความมั่นใจมากกว่า
ดาคุนโต อธิบายว่า แม้ Gen Z อาจมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในภาพรวมที่มองโลกในแง่ร้ายกว่า แต่คนรุ่นที่มีอายุมากกว่าอาจรู้สึกประหลาดใจและรับมือกับข่าวร้ายทางเศรษฐกิจได้ยากกว่า เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับความคาดหวังที่เคยมี
ท้ายที่สุด ความแตกต่างของความรู้สึกทางเศรษฐกิจระหว่าง Generation จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีเงินมากกว่าหรือใครเผชิญปัญหาหนักกว่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนถึงช่วงชีวิต ภาระที่ต้องรับผิดชอบ และความคาดหวังต่ออนาคตที่แตกต่างกัน สำหรับคนรุ่นใหม่ อนาคตอาจยังเป็นพื้นที่ให้เริ่มต้นใหม่และทดลองได้อีกหลายครั้ง แต่สำหรับคนที่เข้าสู่วัยเกษียณ เงินที่มีอยู่ในวันนี้อาจเป็นทรัพยากรสำคัญที่ต้องใช้ดูแลชีวิตไปตลอดช่วงเวลาที่เหลืออยู่
อ้างอิง: Fortune, Finance Yahoo





