วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

Gen X กลัวเงินหมดมากกว่ากลัวตาย ไม่มั่นใจ เงินจะพอใช้หลังเกษียณ?

เปิดปมคนวัย 50+ รุ่น Gen X และ Boomers ทำงานมาทั้งชีวิต แต่กลัวเงินจะไม่พอใช้หลังเกษียณ กังวลวิกฤติเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่น Gen Y Gen Z

KEY POINTS

  • ผลสำรวจจาก Allianz Life ระบุว่า 70% ของคน Gen X กลัวเงินไม่พอใช้ในอนาคตมากกว่ากลัวความตาย ซึ่งสูงกว่าคนรุ่นอื่นๆ
  • ผลสำรวจพบว่า Gen X มีเงินออมเพื่อการเกษียณเฉลี่ยเพียง 108,600 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่ประเมินว่าต้องใช้เงินถึง 1.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อใช้ชีวิตอย่างสบาย
  • ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของ Gen X อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z ที่มีความเชื่อมั่นสูงกว่า

เรามักได้ยินว่าคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Millennials (Gen Y) กำลังเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ทั้งค่าครองชีพสูง บ้านที่แพงเกินเอื้อม และความไม่แน่นอนในการทำงาน แต่ผลสำรวจหนึ่งกลับพบว่า คนรุ่น Gen X และ Baby Boomers กลับรู้สึกไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่นใหม่เสียอีก โดยเฉพาะกลัวเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ 

ทั้งๆ ที่ คนรุ่นพ่อแม่ ผ่านประสบการณ์ทำงานมานานกว่า ทำงานหาเงินมานานกว่า มีทรัพย์สินและเงินออมสะสมมาหลายสิบปี ก็น่าจะมีความมั่นคงมากกว่า แต่ทำไมถึงยังกังวลเรื่องการเงินและเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่นลูก? 

รายงานของ Fortune โดย ซาชา โรเกลเบิร์ก (Sasha Rogelberg) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ The Conference Board แสดงให้เห็นว่า คนรุ่น Gen X และ Baby Boomers มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Gen Z และ Millennials ยังคงมีความเชื่อมั่นในระดับที่สูงกว่า

โดยค่าเฉลี่ยดัชนีความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนของ Gen X อยู่ที่ประมาณ 60 คะแนน และแทบไม่ขยับจากระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ส่วน Baby Boomers มีคะแนนต่ำกว่า 50 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบหลายปีเช่นกัน ขณะที่ Gen Z มีคะแนนอยู่ประมาณ 100 และ Gen Y อยู่ที่ประมาณ 90 คะแนน

ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับภาพจำที่ว่าคนรุ่นใหม่ควรเป็นกลุ่มที่มองเศรษฐกิจในแง่ร้ายมากที่สุด เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างฐานะและความมั่นคงในชีวิต แต่ทำไมคนรุ่นที่มีอายุมากกว่าและผ่านประสบการณ์ทางเศรษฐกิจมามากกว่า กลับรู้สึกไม่มั่นใจต่ออนาคต? ...นี่คือเหตุผลบางประการที่อาจเป็นคำตอบ

Gen X บางคน ยังต้องดูแลทั้งพ่อแม่สูงวัยและลูกๆ

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ ภาระที่เรียกว่า Sandwich Generation หรือคนวัยกลางคน (บางผลสำรวจระบุว่าเป็นกลุ่ม Gen Y แต่ก็มีความเชื่อมโยงคล้ายกัน) ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและดูแลคนในครอบครัวถึงสองรุ่นพร้อมกัน ทั้งพ่อแม่ที่เข้าสู่วัยสูงอายุและลูกที่ยังต้องพึ่งพิงทางการเงิน

ประชากรชาว Gen X ส่วนหนึ่ง แม้จะเข้าสู่วัย 50 ปีแล้ว แต่ยังคงมีภาระทางการเงินหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลและการดูแลพ่อแม่สูงวัย ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก ค่าเล่าเรียน ค่าที่อยู่อาศัย สถานการณ์นี้ทำให้พวกเขาต้องแบ่งเงินที่หามาได้ไปดูแลคนในครอบครัว แทนที่จะนำไปสะสมเป็นเงินออมเพื่อการเกษียณของตัวเอง

ข้อมูลจาก Allianz Life ระบุว่า คน Gen X มากถึง 70% กลัวการมีเงินไม่เพียงพอใช้ในอนาคตมากกว่ากลัวความตาย เมื่อเทียบกับ Gen Y ที่ 66% และ Baby Boomers ที่ 61% นอกจากนี้ 44% ของ Gen X ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเก็บเงินได้เพียงพอสำหรับวัยเกษียณ ซึ่งสูงกว่า Gen Y ที่ 35% และ Baby Boomers ที่ 40%

ขณะที่ผลสำรวจของ Northwestern Mutual ในปี 2024 พบว่า คน Gen X ประเมินว่าตัวเองจำเป็นต้องมีเงินประมาณ 1.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสบาย แต่กลับมีเงินออมเพื่อการเกษียณเฉลี่ยเพียง 108,600 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น หรือยังขาดเงินอีกประมาณ 1.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ Gen X จะอยู่ในวัยทำงานมานานและมีรายได้สะสมมาหลายปี แต่ภาระที่ต้องรับผิดชอบในปัจจุบันอาจทำให้การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

Gen X กลัวเงินหมดมากกว่ากลัวตาย ไม่มั่นใจ เงินจะพอใช้หลังเกษียณ?

Baby Boomers มีทรัพย์สินมาก แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมั่งคั่ง

เมื่อพูดถึง Baby Boomers หลายคนอาจนึกถึงคนรุ่นที่มีโอกาสซื้อบ้านในราคาถูก มีงานที่มั่นคง และสามารถสะสมทรัพย์สินได้จากการทำงานตลอดชีวิต จนกลายเป็น Generation ที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การมีทรัพย์สินรวมจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าคนใน Generation นี้ทุกคนจะมีฐานะมั่นคงเท่ากัน

ข้อมูลจาก Pew Research Center พบว่า ในปี 2022 ครัวเรือน Baby Boomers ที่ร่ำรวยที่สุด 10% ถือครองความมั่งคั่งรวมกันถึง 71% ของทรัพย์สินทั้งหมดใน Generation นี้ นั่นหมายความว่า ความมั่งคั่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ขณะที่ Baby Boomers อีกจำนวนมากไม่ได้มีเงินเก็บหรือทรัพย์สินมากพอสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณ

ข้อมูลจากการสำรวจของ GoBankingRates ยังพบว่า ชาวอเมริกันที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปเกือบ 1 ใน 3 ไม่มีเงินออมเพื่อการเกษียณเลย ส่วนผู้ที่มีเงินออมประมาณครึ่งหนึ่ง มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ คนรุ่น Baby Boomers ยังต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น รวมถึงค่าครองชีพในช่วงวัยเกษียณที่ต้องบริหารจัดการด้วยรายได้จากเงินออมและเงินบำนาญที่มีอยู่อย่างจำกัด

มอร์แกน วอร์ด (Morgan Ward) ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคจาก Goizueta Business School มหาวิทยาลัย Emory อธิบายว่า เมื่อคนเราเหลือเวลาในการใช้ชีวิตน้อยลง ความผันผวนของตลาดการเงินยิ่งส่งผลต่อความรู้สึกมากขึ้น เพราะมีเวลาน้อยลงที่จะรอให้ตลาดฟื้นตัวก่อนนำเงินออกมาใช้

อีกทั้งรายงานของ AARP ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2026 ยังพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านเพิ่มขึ้น 7.9% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมเกือบสองเท่า และสูงกว่าเงินเฟ้อด้านการรักษาพยาบาลถึงสามเท่า

ขณะที่ค่าดูแลในสถานพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 25% ระหว่างปี 2019-2024 แต่รายได้ครัวเรือนของผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเพียง 22% ในช่วงเวลาเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่คนวัยเกษียณจำนวนหนึ่งจะรู้สึกกังวลว่าเงินที่สะสมมาตลอดชีวิตจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายหรือไม่

Gen Z และ Gen Y มีความหวังกับเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่นก่อน ?

แม้คนรุ่นใหม่จะต้องเผชิญกับราคาบ้านที่สูงขึ้นและความยากลำบากในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน แต่พวกเขากลับมีมุมมองต่ออนาคตที่แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ เหตุผลหนึ่งคือ Gen Z และ Gen Y ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างความมั่งคั่ง มีเวลาเรียนรู้ ทดลองลงทุน และปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพได้มากกว่าคนที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณ

ข้อมูลจาก World Economic Forum ในปี 2024 พบว่า Gen Z มากกว่าครึ่งเริ่มเรียนรู้เรื่องการลงทุนก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะที่ Baby Boomers มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น นอกจากนี้ Gen Z และ Millennials ยังมีเงินลงทุนในสินทรัพย์รวมกันสูงถึง 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้การซื้อบ้านจะยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนรุ่นใหม่ เนื่องจากราคาบ้านในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 235% นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2000 แต่คนรุ่นนี้ก็เริ่มมองหาวิธีสร้างความมั่งคั่งผ่านช่องทางอื่น เช่น การลงทุนในตลาดหุ้นและสินทรัพย์ทางการเงิน

เฉิน จ้าว (Chen Zhao) หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของ Redfin อธิบายว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองว่าการซื้อบ้านอาจยังเป็นเรื่องไกลตัว การลงทุนในตลาดการเงินจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสะสมเงินระหว่างรอวันที่มีความพร้อมจะซื้อบ้าน นอกจากนี้ วาร์ด ยังมองว่า Gen Z ซึ่งเติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัล มีแนวโน้มไม่ยึดติดกับการทำงานแบบเดิม ๆ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการด้วยตัวเอง

รายงานจาก Bank of America Institute ที่เผยแพร่ในปี 2026 พบว่า จำนวนการยื่นขอจัดตั้งธุรกิจใหม่ของ Gen Z ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 66% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ณ เดือนมิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกับจำนวนรวมของ Gen Y, Gen X และ Baby Boomers

ศาสตราจารย์วอร์ด มองว่า คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว เพื่อให้มีงานทำไปจนเกษียณเหมือนแนวคิดการทำงานในอดีต แต่สามารถมองหาโอกาสสร้างรายได้และความมั่นคงด้วยตัวเองได้มากขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งคือ คนรุ่นใหม่บางส่วนยังสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการอาศัยอยู่กับครอบครัวหลังเรียนจบ ทำให้ไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด

Gen X กลัวเงินหมดมากกว่ากลัวตาย ไม่มั่นใจ เงินจะพอใช้หลังเกษียณ?

คนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้สบายใจเรื่องเศรษฐกิจไปทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การที่ Gen Z และ Millennials มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความกังวลเรื่องอนาคต โดยเฉพาะ Gen Z ที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนในตลาดแรงงานจากการเข้ามาของ AI ซึ่งอาจเข้ามาทำงานแทนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ที่คนเพิ่งจบการศึกษามักใช้เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพ

ผลสำรวจของ Gallup ในเดือนเมษายน 2026 พบว่า ความรู้สึกตื่นเต้นต่อ AI ของ Gen Z ลดลง 14 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 22% ขณะที่ความรู้สึกไม่พอใจต่อ AI เพิ่มขึ้น 9 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 31% นอกจากนี้ ผลการศึกษาของ Northwestern Mutual ในปี 2026 ยังพบว่า Gen Z จำนวน 34% กังวลว่าตัวเองอาจไม่มีโอกาสซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้เลยในอนาคต และอีก 31% ต้องเลื่อนแผนการซื้อบ้านออกไปเพราะข้อจำกัดทางการเงิน

ฟรานเชสโก ดาคุนโต (Francesco D’Acunto) ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก Georgetown University มองว่า ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างคนแต่ละรุ่น อาจไม่ได้เกิดจากสถานการณ์การจ้างงานหรือเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความคาดหวังที่แต่ละ Generation มีต่อชีวิตด้วย

คนรุ่น Gen Z เติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งการระบาดของโควิด-19 สงคราม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับการคาดการณ์อนาคตที่ยากลำบากอยู่แล้ว เมื่อมีข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ จึงอาจไม่ได้ทำให้รู้สึกหวั่นวิตกมากมายนัก ในทางกลับกัน Baby Boomers เติบโตมาในช่วงที่สามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินและการสะสมทรัพย์สินได้ตามเป้าหมาย แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มผันผวนหรือมีข่าวร้ายเกิดขึ้น จึงอาจรู้สึกกระทบต่อความมั่นใจมากกว่า

ดาคุนโต อธิบายว่า แม้ Gen Z อาจมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในภาพรวมที่มองโลกในแง่ร้ายกว่า แต่คนรุ่นที่มีอายุมากกว่าอาจรู้สึกประหลาดใจและรับมือกับข่าวร้ายทางเศรษฐกิจได้ยากกว่า เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับความคาดหวังที่เคยมี

ท้ายที่สุด ความแตกต่างของความรู้สึกทางเศรษฐกิจระหว่าง Generation จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีเงินมากกว่าหรือใครเผชิญปัญหาหนักกว่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนถึงช่วงชีวิต ภาระที่ต้องรับผิดชอบ และความคาดหวังต่ออนาคตที่แตกต่างกัน สำหรับคนรุ่นใหม่ อนาคตอาจยังเป็นพื้นที่ให้เริ่มต้นใหม่และทดลองได้อีกหลายครั้ง แต่สำหรับคนที่เข้าสู่วัยเกษียณ เงินที่มีอยู่ในวันนี้อาจเป็นทรัพยากรสำคัญที่ต้องใช้ดูแลชีวิตไปตลอดช่วงเวลาที่เหลืออยู่

 

 

อ้างอิง: Fortune, Finance Yahoo