วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

เห็นอะไรจากเหตุไฟป่าอินโดฯ ฝุ่นควัน PM2.5 ท่วมอาเซียนตอนล่าง

ซูเปอร์เอลนีโญทำพิษอาเซียน ไฟป่ารุนแรงที่กาลิมันตัน อินโดนีเซีย สร้างมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 ปกคลุมในอาเซียนตอนล่าง ส่งผลกระทบข้ามแดนไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และหาดใหญ่

KEY POINTS

  • ไฟป่ารุนแรงที่กาลิมันตัน อินโดนีเซีย ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ได้สร้างมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 ปกคลุมเป็นวงกว้างในอาเซียนตอนล่าง
  • หมอกควันพิษได้ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และบางส่วนของภาคใต้ในประเทศไทย
  • เหตุการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบภัยพิบัติ โดยมีแหล่งกำเนิดไฟป่าแห่งใหม่ที่กาลิมันตัน แทนที่เกาะสุมาตราซึ่งเป็นพื้นที่เดิม และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปกติควรเป็นฤดูฝน
  • เป็นบทเรียนและคำเตือนถึงประเทศไทยให้เตรียมรับมือผลกระทบจากเอลนีโญ ที่อาจก่อให้เกิดภัยแล้งและไฟป่ารุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา

ต้นตุลาคมที่ผ่านมา เหตุไฟป่า “กาลิมันตัน” อินโดนีเซียก่อคาร์บอนมอนอกไซด์ครอบคลุมอาเซียนตอนใต้กว้างใหญ่มาก ระดับที่มากกว่าการปล่อยก๊าซฯ ของทั้งประเทศในยุโรปบางประเทศรวมกันตลอดทั้งปี และกลุ่มควันครอบคลุมพื้นที่พอๆ กับพื้นที่ครึ่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน พร้อมๆ กับมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 ข้ามไปถึงเพื่อนบ้านมาเลเซีย สิงคโปร์ และมีถึงหาดใหญ่ของไทยในบางวัน 

คนทั่วโลกได้เห็นปรากฏการณ์สภาพอากาศสีส้มน่าสะพรึงกลัวผ่านสื่อ พร้อมกับคำอธิบายว่า นี่เป็นผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญ เมื่อฟากมหาสมุทรทางตะวันออกร้อนกว่าผิวทะเลคาบสมุทรอาเซียน ฝนทางนี้จึงเลื่อนออกไป ปกติอินโดนีเซียจะเริ่มมีฝนตุลาคมแต่ปีนี้คาดว่าจะเลื่อนไปถึงพฤศจิกายน

เหตุการณ์นี้เป็นคำเตือนแรงๆ ถึงประเทศไทยที่แม้จะได้รับผลกระทบไม่มากแค่บางเมืองในภาคใต้ เพราะความแปรปรวนและความรุนแรงของภูมิอากาศ ได้เปลี่ยนแปลงระบบแบบแผนประสบการณ์เดิม เหตุไฟป่ากาลิมันตันรอบนี้ก็เปลี่ยนแปลงจากแบบแผนฝุ่นไฟอินโดฯ แบบที่เคยเกิดเหมือนกัน

ผู้เขียนมีความสนใจปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันไฟป่ามาก่อน เมื่อปี 2015 อันเป็นปีที่เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ที่เกาะสุมาตรา ส่งฝุ่นควันข้ามมาถึงสิงคโปร์ในช่วงปลายเดือนกันยายน ผลกระทบหนักมากถึงขนาดต้องสั่งปิดโรงเรียน หยุดเดินเรือเฟอร์รี จนต่อมาต้องออกกฎหมายเอาผิดทุนเอกชนที่ดำเนินกิจการในประเทศเพื่อนบ้านแต่ส่งผลกระทบฝุ่นพิษข้ามมาถึงสิงคโปร์ เป็นกฎหมาย PM2.5 ข้ามพรมแดนฉบับแรกๆ ในปีนั้น

ผู้เขียนเดินทางไปเกาะชวา แวะเปลี่ยนเครื่องที่ชางงี สิงคโปร์ จึงได้สัมผัสปัญหาความรุนแรงของฝุ่นข้ามแดนด้วยตาตัวเอง ที่อินโดนีเซียเฝ้าดูรายงานข่าวการพยายามแก้ปัญหาไฟป่าสุมาตรา ในปีนั้นประธานาธิบดีต้องลงไปบัญชาการดับไฟด้วยตัวเอง

ผู้เขียนติดตามการพยายามแก้ปัญหาของอินโดนีเซียเพื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ได้พบว่า แรงกดดันจากประเทศเพื่อนบ้านและมาตรการร่วมของอาเซียนได้ผลในระดับสำคัญ เพราะนับแต่ 2016 เป็นต้นมา อินโดนีเซียกดดันผู้ประกอบการบริษัทกระดาษ บริษัทปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ผู้เล่นรายใหญ่ในสุมาตราโซนเหนือ สามารถทำให้สถิติจุดความร้อนของสุมาตราเหนือลดลงอย่างชัดเจน

ตลอดระยะหลายปีมานี้ อาเซียนเข้าใจว่าสามารถแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนจากอินโดนีเซีย ไปยังสิงคโปร์และมาเลเซียได้สำเร็จ ซึ่งก็สำเร็จจริงหากมองตาม แบบแผนประสบการณ์เดิม!

นั่นก็คือ แบบแผนของฤดูร้อนอินโดนีเซียมีการเผามากระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน จากนั้นตุลาคมก็เข้าฝน ปัญหาไฟและมลพิษจบในเดือนตุลาคมตามแบบแผนเดิม พื้นที่ต้นทางไฟไหม้แหล่งกำเนิดฝุ่นควันที่เข้าโจมตีสิงคโปร์ก็คือ “สุมาตราเหนือ” ลมกันยายนพัดจากตะวันออก (ชวากลาง) ผ่านสุมาตรา แล้ววกกลับใต้เส้นศูนย์สูตรพัดจากหัวเกาะสุมาตราเข้าสิงคโปร์มาเลเซียต่อ

แต่แบบแผนที่ว่า เปลี่ยนแปลงไปในปีนี้!

ภูมิอากาศรุนแรงขึ้นเป็นซูเปอร์เอลนีโญ น้ำในมหาสมุทรด้านฮาวายร้อนกว่า แม้ทางนี้จะร้อนขึ้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ฝนตกฟากมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งโน้น ส่วนฝั่งอาเซียนเกิดแห้งแล้ง ฤดูฝนล่าช้าออกไป ตุลาคมปีนี้เป็นตุลาคมที่สถิติฝนตกในกาลิมันตันต่ำสุด เมื่อรวมกับฤดูร้อนช่วงกรกฎาคม-กันยายนที่ผ่านมาที่แทบไม่มีฝน น้ำใต้ดินในป่าพรุแห้ง สัญญาณป่าพรุเกิดมีไฟไหม้มากขึ้นส่งออกมาตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง

ป่าพรุทำให้ไฟไหม้มาก เกิดไฟป่าระดับรุนแรง และดับยาก สถิติไฟป่าเดือนตุลาคมสูงสุดในรอบหลายสิบปี ความเปลี่ยนแปลงแรกคือ เดือนตุลาคมควรเป็นเดือนฝนตกแต่มันล่าช้าออกไป ความเปลี่ยนแปลงที่สองก็คือทิศทางลมไม่เป็นไปตามแบบแผนปกติ!

ลมเขตหมู่เกาะอินโดนีเซียเดือนตุลาคมต่างกับกันยายน มันพัดตรงจากกาลิมันตัน เฉียงทแยงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าสิงคโปร์และมาเลเซียโดยตรง ต่างจากปี 2015 ที่วกอ้อมหัวเกาะสุมาตรา

ปกติแล้วกาลิมันตันก็มีไฟป่ามากในทุกฤดูแล้ง เป็นไฟเกษตรทั่วไป หรือไม่ก็ไฟในป่าที่ไม่ใช่ไฟพรุ และอาจจะเนื่องด้วยไฟโซนนี้ไม่ได้กระทบต่อเพื่อนบ้าน จึงไม่ถูกเพ่งเล็งให้จัดการเช่นเดียวกับสุมาตราตอนเหนือ 

ปี 2026 มีความแห้งแล้งกว่าปกติ ไฟจึงไหม้ยาวต่อเนื่องตั้งแต่ปลายกรกฎาคมมาจนถึงกลางตุลาคม พื้นที่ปกติไม่ไหม้ คือป่าพรุโซนใดเกิดไหม้ใหญ่ดับยาก จังหวะที่ลมพัดเฉียงตรงเข้าคาบสมุทรมาเลย์พอดี ไฟล่าออก ทิศทางลมเปลี่ยน สมทบให้กลายเป็นภัยพิบัติข้ามแดนขยายผลกระทบทันที

ปีเอลนีโญเป็นปีแล้งที่แม้จะรู้ล่วงหน้าว่าอาจจะเป็นระดับรุนแรง แต่ไม่มีแผนรองรับปัญหาที่เกิดในแหล่งกำเนิดอื่น คือ เกาะกาลิมันตัน แทนที่จะเป็นสุมาตราเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่มีการจัดการลงตัวแล้ว จึงมีปัญหาเรื่องความพร้อมการเผชิญเหตุและบริหารจัดการ ข่าวที่ออกมาประชาชนกาลิมันตันเรียกร้องตรงให้ประธานาธิบดีช่วยแก้ปัญหา แทนที่จะปล่อยให้หน่วยงานท้องถิ่นจัดการรับมือ

บทเรียนของ “กาลิมันตัน” บ่งบอกต่ออาเซียนทั้งหมดว่า ปัญหาไฟและมลพิษฝุ่นอันเป็นพิบัติภัยใหญ่ของภูมิภาคไม่ได้หายไปไหน ซ้ำยังเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการต่างจากแบบแผนดั้งเดิม ประสบการณ์เดิมที่พุ่งเป้าพื้นที่แหล่งกำเนิดต้นทางสุมาตราเหนือเพื่อแก้ปัญหาควันข้ามมะละกา กลายมาเป็นพื้นที่แหล่งกำเนิดใหม่คือกาลิมันตันที่จัดการยากยิ่งกว่า

บทเรียนข้อต่อมาก็คือ ภัยพิบัติไฟกาลิมันตันครั้งนี้ย้ำว่าฝุ่น PM2.5 สามารถเดินทางไกลเป็นพันกิโลเมตร และโจมตีพื้นที่ห่างไกลได้ชนิดที่ค่าฝุ่นปลายทางที่สิงคโปร์อยู่สูงระหว่าง 200-300 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งเป็นค่าเข้มข้นมาก ส่วนต้นทางที่ปาลังการายา กาลิมันตันกลาง ค่าฝุ่นเข้มข้น 3,340 ไมโครกรัม/ลบ.ม. จากค่ามาตรฐานปกติ 35-50 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ฟ้าสีส้มจนสื่อเรียกว่าเป็นวันโลกาวินาศ วันโลกแตก ความรุนแรงของภัยพิบัติยิ่งมาก็ยิ่งรุนแรง

ที่เกี่ยวข้องพึงสังวรที่สุดอีกประการคือ ระดับความรุนแรงของภัยแล้ง เมื่อฝนทิ้งไปนานเกิน 60-80 วัน กาลิมันตันโซนใต้ซึ่งปกติมีความชุ่มชื้น มีพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่กลับกลายเป็นเชื้อเพลิงไฟไหม้ ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยดูจะยังไม่ได้เตรียมเผชิญเรื่องภัยแล้งหนัก ระดับเดียวกับกาลิมันตันเท่าที่ควร

เพราะตลอดสองเดือนมานี้มีแต่เรื่องของน้ำท่วมและการระวังอุทกภัย พื้นที่เสี่ยงของภัยแล้งอันกระทบจากเอลนีโญคือคาบสมุทรภาคใต้ ที่ปกติปริมาณฝนฤดูแล้ง มกราคม-มีนาคม มีน้อยลง แต่ก็ยังพอมี สถิติเฉลี่ยของฝั่งตะวันออก (ที่จะเผชิญเอลนีโญก่อน) มกราคม 80-140 มม. กุมภาพันธ์ 30-60 มม. มีนาคม 50-80 มม. เมษายน 90-130 มม. กล่าวคือแม้จะน้อยแต่ก็ยังพอมี

แต่อย่าลืมว่าบทเรียนของกาลิมันตันในปีซูเปอร์เอลนีโญ ฤดูแล้งของเขาปกติมีฝนบ้างแต่ปีนี้แทบไม่มีเลย สถิติฝนต่ำกว่า 7 มม. เท่านั้น ถ้าภาคใต้เกิดแล้งทิ้งช่วงไม่มีฝนยาวต่อเนื่องกุมภาพันธ์-มีนาคม แค่ 60 วัน ก็จะกระทบใหญ่ถ้วนหน้า ทั้งสวนปาล์ม สวนยาง สวนผลไม้พืชเศรษฐกิจทั้งปวง

สำหรับภาคเหนือ สถิติไฟป่าฝุ่นควันย้อนหลังบ่งบอกชัดเจนว่าปีเอลนีโญ ไฟป่าจะเกิดมากกว่าปีปกติ ซึ่งก็แปลกที่รัฐบาลและหน่วยเกี่ยวข้องรู้ทั้งรู้ถึงสถิตินี้ แต่จนบัดนี้กลางตุลาคมยังไม่ขยับเตรียมการอะไรเป็นพิเศษ

 

 

 

..........................................

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ