"ผลไม้รถเข็น" จากสตรีทฟู้ดข้างทาง สู่ซอฟต์พาวเวอร์ไทยบนเวทีประชุม IMF-World Bank 2026 อีกหนึ่งซิกเนเจอร์แบบไทยๆ เสิร์ฟความอร่อยผลไม้ GI ให้แขกจากทั่วโลก
KEY POINTS
- ประเทศไทยนำเสนอ "ผลไม้รถเข็น" ซึ่งเป็นสตรีทฟู้ดและซอฟต์พาวเวอร์ไทย เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม IMF-World Bank 2026
- มีการให้บริการผลไม้สดตามฤดูกาลที่เป็นสินค้า GI และขนมไทยโบราณ โดยเมนูจะหมุนเวียนไปในแต่ละวันเพื่อสร้างความหลากหลาย
- ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมประชุมชาวต่างชาติ ซึ่งชื่นชมในรสชาติความสดอร่อยของผลไม้ไทย โดยเฉพาะสับปะรดภูแล หลายคนประทับใจทั้งในรสชาติและรูปแบบการนำเสนอ
อีกหนึ่งภาพจำแบบไทยๆ ที่สร้างสีสันความอร่อย และเรียกรอยยิ้มให้ผู้ร่วมงาน ประชุม IMF-World Bank 2026 ได้ไม่น้อย นั่นคือ “ผลไม้รถเข็น” สตรีทฟู้ดซิกเนเจอร์ไทยแลนด์ ที่นำผลไม้สดตามฤดูกาลและขนมไทยมาให้บริการภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จนแขกชาวต่างชาติหลายคนติดใจในรสชาติ กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ความเป็นไทยที่น่าจดจำบนเวทีโลก
ผลไม้รถเข็น เป็นมากกว่าของว่างในงานประชุมระดับโลก
ปีนี้ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (The 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปีที่ไทยกลับมาจัดงานสำคัญระดับโลกนี้อีกครั้ง พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารภาคธุรกิจ และผู้แทนจาก 191 ประเทศ
แม้การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญสำหรับหารือทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก แต่สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพยังเป็นโอกาสในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมให้ผู้มาเยือนได้รู้จักมากขึ้น
โดยอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ไทยที่น่าสนใจคือ การนำผลไม้รถเข็นมาเสิร์ฟให้แขกในงานประชุมได้ลิ้มลองกัน ซึ่งการที่ผลไม้รถเข็นริมถนนของไทย ได้มาอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมระดับนานาชาติแบบนี้ ก็ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ทำความรู้จักกับวัตถุดิบ GI และวัฒนธรรมอาหารไทยในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการจัดอาหารว่างทั่วไป
ผลไม้ไทย GI หมุนเวียนมาเสิร์ฟไม่ซ้ำทุกวัน สดใหม่ตามฤดูกาล
เจ้าหน้าที่ประจำบูธผลไม้รถเข็น ให้ข้อมูลว่า การเสิร์ฟผลไม้แก่แขกที่มาร่วมประชุมครั้งนี้ มีการจัดบูธผลไม้และของว่าง วันละ 2 รอบ ได้แก่ ช่วงเช้าเวลา 10.00 น. และช่วงบ่ายประมาณ 14.00 น. โดยมีรถเข็นผลไม้ 2 คันออกมาให้บริการในแต่ละรอบ พร้อมหมุนเวียนรายการอาหารและผลไม้ไปเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับเมนูซ้ำเดิมตลอดช่วงการจัดประชุม
ในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่สองของงาน รอบเช้ามีผลไม้ให้บริการ 2 ชนิด ได้แก่ เงาะจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสับปะรดภูแล GI จากจังหวัดเชียงราย ส่วนรอบบ่ายเปลี่ยนเป็นไอศกรีมกะทิ
ขณะที่เมนูของวันก่อนหน้า (12 ตุลาคม 2569 วันแรกของการประชุม) มีทั้ง "มะม่วง" และ "แตงโมเหลือง" ในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเป็นขนมไทย ได้แก่ "ขนมตาล" และ "วุ้นมะพร้าวรูปเป็ด" ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความหลากหลายให้กับของว่างแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จักทั้งผลไม้ไทยและขนมไทยโบราณ ที่ชาวต่างชาติอาจไม่รู้จักมาก่อน
รายการผลไม้และขนมจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละวัน โดยเมนูในช่วงบ่ายอาจมีขนมไทยโบราณชนิดอื่นเข้ามาเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดเตรียมของทางครัวส่วนกลาง
แขกต่างชาติแห่ชิมผลไม้ไทย ชมสับปะรดภูแลอร่อยจนติดใจ
นอกจากความน่าสนใจของตัวรถเข็นแล้ว อีกสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของผู้เข้าร่วมงานคือ บรรยากาศที่คึกคักบริเวณบูธผลไม้ โดย กรุงเทพธุรกิจ ได้สอบถามแขกผู้มีเกียรติชาวต่างชาติหลายคนบริเวณหน้าห้องประชุม พบว่า ส่วนใหญ่ชื่นชอบผลไม้ที่นำมาให้บริการ ทั้งรสชาติที่หวานอร่อย สดใหม่ โดยเฉพาะ สับปะรดภูแล ของดีจากจังหวัดเชียงราย ที่ทำให้ผู้ร่วมงานชาวต่างชาติรายหนึ่งถึงกับเอ่ยปากชมว่าเป็นหนึ่งในสับปะรดที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยรับประทานมา
เสียงตอบรับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผลไม้ไทยที่หลายคนคุ้นเคยสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนจากต่างประเทศได้ไม่น้อยเลย ขณะเดียวกัน แขกผู้มีเกียรติหลายคนมองว่า การนำผลไม้มาให้บริการผ่านรถเข็นแบบไทยๆ เป็นไอเดียที่น่ารักและน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นภาพที่แตกต่างจากการจัดอาหารว่างในงานประชุมทั่วไป ทั้งยังช่วยเพิ่มสีสันให้กับบรรยากาศภายในงาน
เจ้าหน้าที่ประจำบูธเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ในวันก่อนหน้ามีผู้เข้าร่วมงานเดินแวะเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนผลไม้ที่เตรียมไว้หมดลงภายในเวลาอันรวดเร็วประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ประจำบูธผลไม้รถเข็นยังมองว่า การนำผลไม้และขนมไทยมาจัดแสดงในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ช่วยให้ชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทยเป็นครั้งแรกได้เรียนรู้วัฒนธรรมอาหารของประเทศมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้ลองชิมแล้ว ยังได้เห็นหน้าตาและวิธีนำเสนออาหารแต่ละชนิดอย่างใกล้ชิด
ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงการแจกจ่ายของว่างให้กับผู้ร่วมงาน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้พูดคุย ทดลองชิม ถ่ายภาพ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างเป็นกันเอง รถเข็นผลไม้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยจึงกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์เล็ก ๆ ที่ช่วยสร้างบทสนทนาและเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้รู้จักผลไม้ไทยมากขึ้น
การนำรถเข็นผลไม้มาเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม IMF-World Bank 2026 สะท้อนให้เห็นว่า การนำเสนอวัฒนธรรมไทยไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบของการแสดงหรือกิจกรรมขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากสิ่งที่ผู้คนพบเห็นและสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน
หากการนำเสนอเช่นนี้สามารถเชื่อมโยงไปถึงการสร้างโอกาสให้ผลผลิตจากเกษตรกรไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวของผลไม้ไทยมีความหมายมากกว่าการเป็นของว่างในงานประชุม ทั้งยังช่วยให้ผู้คนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมอาหาร และวิถีชีวิตของคนไทยได้อีกด้วย





