จากการแก้ปัญหาในชุมชนสู่การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ ตามรอย 5 แนวคิดการทรงงาน ‘ในหลวง ร.9’ ผ่าน Royal Pavilion ในงาน IMF–World Bank 2026 ถ่ายทอดศาสตร์พระราชาสู่ประชาคมโลก เพื่อรับมือโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน
KEY POINTS
- ประเทศไทยจะนำเสนอแนวคิดการพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเวทีการประชุมประจำปี IMF–World Bank ปี 2569 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ผ่านนิทรรศการ Royal Pavilion
- นิทรรศการจะคัดเลือก 5 หลักคิดสำคัญจาก "ศาสตร์พระราชา" มาจัดแสดง ได้แก่ การแก้ปัญหาจากจุดเล็กสู่ภาพใหญ่, การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง, การพัฒนาตามลำดับขั้น, การใช้ธรรมชาติแก้ปัญหา และการสร้างภูมิคุ้มกัน
- มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการพัฒนาของไทยให้ประชาคมโลกเห็นว่าสามารถประยุกต์ใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนได้
ตลอดรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาได้วางรากฐานความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีความเข้าใจปัญหาและประโยชน์ของราษฎรเป็นหัวใจสำคัญของการทรงงาน
จากการแก้ปัญหาในท้องถิ่นและชุมชน สู่การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ แนวพระราชดำริเหล่านี้ยังคงมีคุณค่าให้ศึกษาและน้อมนำมาประยุกต์ใช้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้การพัฒนาต้องคำนึงถึงทั้งโอกาสข้างหน้าและความพร้อมรับมือความผันผวน
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดงาน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการพัฒนามาถ่ายทอดผ่าน Royal Pavilion นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใน Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience”
นิทรรศการนี้เปิดมุมมองให้ประชาคมโลกได้เรียนรู้ศาสตร์พระราชา ผ่านหลักคิดที่เสริมพลังประชาชน ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งผ่านการทดลองและลงมือปฏิบัติจริงตลอดรัชสมัยของพระองค์
วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า การเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาของไทย เมื่อคณะทำงานของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกันพิจารณาถึงต้นแบบที่สะท้อนทั้งการยกระดับชีวิตประชาชนและการสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ พระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงเป็นแนวทางสำคัญที่นำมานำเสนอ
จากหลักการทรงงานที่มีอยู่หลากหลาย คณะทำงานได้คัดเลือก 5 หลักคิดสำคัญ โดยนิทรรศการเชื่อมโยงหลักคิดเหล่านี้กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs และวาระสำคัญของประชาคมโลก เพื่อชวนผู้เข้าร่วมประชุมพิจารณาว่า ประสบการณ์การพัฒนาของไทยจะช่วยตอบโจทย์ความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไร
จากจุดเล็กของชุมชน สู่โจทย์ใหญ่ของประเทศ
เบื้องหลังปัญหาใหญ่ของประเทศ คือความเดือดร้อนและข้อจำกัดที่ปรากฏอยู่ในชีวิตของผู้คนแต่ละพื้นที่ การลงไปทำความเข้าใจปัญหาเหล่านั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนา
วิรไทอธิบายว่า หลักการทรงงานประการแรกที่นำมาถ่ายทอด คือการให้ความสำคัญกับโจทย์ระดับมหภาค หรือ Macro Problems ขณะเดียวกันก็ทรงเริ่มต้นแก้ไขจากจุดเล็กในท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้ผลของการลงมือทำเชื่อมไปถึงการแก้ปัญหาในภาพใหญ่
แนวทางนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาประเทศกับชีวิตของประชาชน การมองเห็นเป้าหมายใหญ่ต้องดำเนินควบคู่กับความเข้าใจว่า ผู้คนในพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาใด และจะช่วยให้พวกเขาก้าวผ่านข้อจำกัดเหล่านั้นได้อย่างไร
การเริ่มจากจุดเล็กจึงมีเป้าหมายระดับประเทศกำกับอยู่ โดยอาศัยการแก้ปัญหาในพื้นที่เป็นรากฐานให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้น
ประชาชนเป็นหัวใจของการพัฒนา
เมื่อการพัฒนาเริ่มจากพื้นที่ ความต้องการของผู้คนในพื้นที่นั้นย่อมมีความหมายต่อการกำหนดแนวทางทำงาน
หลักการประการที่สอง คือ การมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง หรือ People-Centric โดยวิรไทอธิบายว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับปัญหา ความต้องการ และความท้าทายของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างรอบด้าน เป็นแนวทางที่เขามองว่าเป็นต้นแบบของ การพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ หรือ Area-Based Development
วิรไทตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาบางรูปแบบในยุคหลังมักให้ความสำคัญกับกิจกรรมหรือข้อจำกัดของหน่วยงานเป็นตัวตั้ง ขณะที่แนวทางการทรงงานของพระองค์เริ่มจากประชาชน แล้วจึงพิจารณาวิธีตอบโจทย์ให้เหมาะสมกับพื้นที่
หัวใจของหลักคิดนี้จึงอยู่ที่การทำความเข้าใจชีวิตผู้คนก่อนกำหนดวิธีพัฒนา เพราะแต่ละชุมชนมีบริบทและปัญหาต่างกัน การมองอย่างรอบด้านช่วยให้การทำงานเชื่อมถึงความต้องการในพื้นที่ และมีประโยชน์ที่ประชาชนได้รับเป็นเป้าหมายสำคัญ
‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ ก้าวตามลำดับเพื่อความยั่งยืน
ความเข้าใจเป็นพื้นฐานของการลงมือทำ หลักการทรงงานประการที่สามจึงให้ความสำคัญกับ การพัฒนาตามลำดับขั้น
วิรไทเน้นย้ำว่า การพัฒนาไม่มีทางลัด ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต้องอาศัยกระบวนการที่เหมาะสม โดยยกหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นตัวอย่างของการทำงานที่เริ่มจากความเข้าใจปัญหา เข้าถึงประชาชน แล้วจึงนำไปสู่การพัฒนา
แต่ละขั้นเป็นพื้นฐานของขั้นต่อไป การเข้าใจช่วยให้มองเห็นปัญหาและบริบท ส่วนการเข้าถึงทำให้การทำงานเชื่อมโยงกับประชาชน ก่อนนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้กำหนดแนวทางที่เหมาะสม
ในวันที่สังคมคาดหวังผลลัพธ์รวดเร็ว หลักคิดนี้ชวนให้กลับมาพิจารณาความพร้อมก่อนลงมือ ทั้งความรู้เกี่ยวกับปัญหาและความเข้าใจชีวิตของผู้คน เพราะคุณภาพของกระบวนการตั้งแต่ต้นมีส่วนสำคัญต่อความยั่งยืนในระยะยาว
ธรรมชาติแก้ธรรมชาติ แนวทางที่เชื่อมถึงโลกวันนี้
การเรียนรู้ธรรมชาติและนำกระบวนการทางธรรมชาติมาใช้แก้ปัญหา เป็นอีกแนวทางตามพระราชดำริที่นำมาถ่ายทอดในนิทรรศการครั้งนี้
วิรไทอธิบายว่า หลัก “ใช้ธรรมชาติแก้ปัญหาธรรมชาติ” เชื่อมโยงกับแนวคิดที่โลกปัจจุบันเรียกว่า Nature-Based Solutions หรือการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ พร้อมยกตัวอย่างการแกล้งดิน โครงการแก้มลิง และการใช้หญ้าแฝกช่วยแก้ปัญหาดิน
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนการทำความเข้าใจสภาพพื้นที่ และพิจารณาว่าธรรมชาติจะเป็นส่วนสำคัญของทางออกได้อย่างไร การเลือกวิธีแก้ไขจึงต้องสัมพันธ์กับลักษณะและเงื่อนไขของปัญหาในพื้นที่นั้น
เมื่อความยั่งยืนเป็นวาระสำคัญของประชาคมโลก ประสบการณ์ตามแนวพระราชดำริจึงมีคุณค่าให้ศึกษาและแลกเปลี่ยน ทั้งในด้านวิธีมองปัญหาและการลงมือทำที่อาศัยความเข้าใจธรรมชาติเป็นพื้นฐาน
สร้างภูมิคุ้มกัน จากชีวิตผู้คนถึงเศรษฐกิจประเทศ
ความก้าวหน้าของการพัฒนาต้องดำเนินควบคู่กับความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง หลักคิดประการสุดท้ายจึงเป็นเรื่องของ การสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งวิรไทกล่าวว่า เป็นหนึ่งในหัวใจของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในโลกที่ผันผวน ภูมิคุ้มกันทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับแรงกระแทก ช่วยให้ผู้คน สังคม และระบบเศรษฐกิจสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลง พร้อมฟื้นตัวกลับมาได้
วิรไทอธิบายว่า พระองค์พระราชทานแนวทางนี้ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ไปจนถึงการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ โดยกล่าวถึงช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเป็นบริบทสำคัญของการนำหลักคิดเรื่องภูมิคุ้มกันมาพิจารณา
ความเข้มแข็งในแต่ละระดับจึงเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ความพร้อมของคนหนึ่งคนไปจนถึงระบบเศรษฐกิจ การพัฒนาที่คำนึงถึงภูมิคุ้มกันย่อมให้ความสำคัญกับความสามารถในการรองรับความยากลำบาก และการเดินหน้าต่อเมื่อเผชิญแรงกระแทก
ถักทอความร่วมมือ สืบต่อแนวคิดสู่อนาคต
นอกเหนือจากการถ่ายทอดหลักคิดทั้ง 5 ประการ Royal Pavilion ยังจัดแสดง ประติมากรรม Impact Piece Sculpture โดยนำวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถักทอเป็นผลงาน ONE THAILAND WEAVING CONNECTIONS และ ONE THAILAND WEAVING THE FUTURE สะท้อนพลังแห่งความร่วมมือในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต
ทั้งหลักคิดด้านการพัฒนาและผลงานที่จัดแสดงร่วมกันถ่ายทอดสารสำคัญของนิทรรศการ คือการเสริมพลังผู้คนและสร้างความเข้มแข็งที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง
วิรไทกล่าวถึงความหมายของการนำเสนอครั้งนี้ว่า “ในการประชุมคราวนี้ก็จะเป็นโอกาสที่เราจะได้นำเสนอแนวทางการพัฒนา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่หลักคิดนะครับ แต่เป็นหลักที่พระองค์ท่านได้ทดลองใช้ ได้ทรงทำตลอดรัชสมัยของพระองค์ท่านนะครับ เป็นแนวทางที่เราเชื่อมั่นว่าจะช่วยตอบโจทย์ความท้าทายที่โลกกำลังจะเผชิญอยู่ได้ครับ”
จากจุดเล็กของชุมชนสู่เวทีประชาคมโลก หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังคงเป็นแนวทางให้คนรุ่นปัจจุบันศึกษาและน้อมนำมาประยุกต์ใช้ โดยมีความเข้าใจ ประโยชน์ของประชาชน และความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง เป็นรากฐานของการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน





