วิกฤติ Climate Change กำลังขโมยเงินในกระเป๋าเราทุกคน ชวนถอดรหัสทางรอดเกษตรกรไทย เปลี่ยนภาระเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางอาหารก่อนจะสายเกินแก้
KEY POINTS
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ไทยเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านบาทในปี 2567 และกระทบค่าครองชีพโดยตรง
- สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ภัยแล้งและฝนตกหนัก คุกคามผลผลิตทางการเกษตร กระทบรายได้เกษตรกร และสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
- แนวทางรับมือคือการเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการลงทุนป้องกันล่วงหน้า โดยใช้ข้อมูลสภาพอากาศและระบบเตือนภัย ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว
เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมเดี๋ยวนี้ของแพง ผักช้ำง่าย แถมฤดูกาลก็รวนจนเดาใจฟ้าฝนไม่ถูก ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า "วิกฤติโลกเดือด" กำลังล้วงเงินในกระเป๋าและเขย่าจานอาหารของเราทุกคนอย่างเงียบๆ
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ภัยไกลตัว แต่เป็นความท้าทายระดับชาติที่ต้องร่วมกันรับมืออย่างชาญฉลาดก่อนที่จะสายเกินแก้
เมื่อ "ธรรมชาติ" เช็กบิลย้อนหลังหลักแสนล้าน
ทุกวันนี้หลายคนยังไม่รู้ตัวว่าเงินมหาศาลกำลังมลายหายไป เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติได้สร้างความสูญเสียอย่างหนักให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย
พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ฝนตกหนัก พายุ ระดับอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น และความแปรปรวนจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง
"ปี 2567 ไทยเผชิญความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ มูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.57 ของจีดีพี จึงทำให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงวิกฤติชั่วคราวแล้วแต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน สร้างความไม่แน่นอนต่ออนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้"
เรื่องภัยธรรมชาติ คุ้มค่าแก่ "การลงทุน"
เมื่อธรรมชาติคาดเดาไม่ได้ การเปลี่ยนกลยุทธ์จากตั้งรับมาเป็นการป้องกันล่วงหน้าจึงคุ้มค่ากว่าการซับน้ำตาในภายหลัง
นิโคลา โพลลิตต์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ชี้ว่าสถานการณ์สภาพอากาศสุดขั้วกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยไทยเองก็เจอฝนตกหนักและคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนักอีก 1-2 เดือนข้างหน้า โดยตอกย้ำความน่ากังวลว่า
"ภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ กำลังเพิ่มความเสี่ยงทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำ ผลผลิตทางการเกษตร รายได้ ความเป็นอยู่ของเกษตรกร รวมถึงความมั่นคงด้านอาหาร"
รัฐบาลสหราชอาณาจักรจึงมีนโยบายชัดเจนว่าการรับมือและป้องกันล่วงหน้านั้นคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยสิ่งสำคัญคือการลงทุนด้านข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ระบบการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า การวางแผนระดับท้องถิ่น และเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยชุมชนบริหารจัดการความเสี่ยง
"สหราชอาณาจักร ได้สนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถจัดลำดับความสำคัญด้านการปรับตัวในระดับประเทศไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับเกษตรกรและชุมชน ผ่านโครงการ CARA มาตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกี่ยวข้องกับการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศ เข้ากับการดำเนินงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิผล รวมไปถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคี ที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการปรับตัวในระยะยาว"
ซึ่งมุมมองนี้สอดคล้องกับ เคน ชิมิซุ รองผู้แทนระดับภูมิภาค สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่มองว่าความร่วมมือนี้คือวาระสำคัญระดับโลก และความสำเร็จไม่ควรวัดที่นโยบาย แต่วัดจากความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตประชาชน โดยให้ข้อคิดว่า
"การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ควรถูกมองเป็นเพียง "ต้นทุน" ที่ต้องบริหารจัดการ แต่ควรมองเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน"
ในขณะที่ไทยกำลังมีร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะบูรณาการเรื่องแผนและการจัดทำงบประมาณเข้าไปอย่างเป็นรูปธรรม
ปลดล็อกทางรอดด้วยข้อมูล
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา บนเวทีหารือเชิงนโยบายระดับชาติที่จัดขึ้น ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้แทนกว่า 150 คนจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมนั้น เป็นผลพวงจากการดำเนินงาน 2 ปีของโครงการ Climate Action for a Resilient Asia (CARA) ภายใต้ความร่วมมือของ FAO กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (FCDO)
โครงการนี้มีเป้าหมายในการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนจากการรับมือหลังเกิดภัยไปสู่การลดความเสี่ยงเชิงรุก ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างชัดเจน ทั้งการจัดทำรายงานประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางของภาคเกษตรในจังหวัดสงขลาและอุดรธานี การประเมินขอบเขตการเข้าถึงและใช้บริการแจ้งข้อมูลสภาพอากาศเพื่อการเกษตร (ACS) และระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (EW) ตลอดจนการเสริมศักยภาพในการวางแผนปรับตัวระดับจังหวัด และจัดทำคู่มือส่งเสริมการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศภาคเกษตร
ผลผลิตทางวิชาการทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของแนวทางการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (NbS) ผ่านมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่และผสานองค์ความรู้ในท้องถิ่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปบรรจุไว้ในฐานข้อมูลของแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) เพื่อทำหน้าที่เป็นวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ภาคเกษตรกรรมไทยฟื้นตัวและทุกภาคส่วนรับมือกับสภาพภูมิอากาศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน





