พาเที่ยว 'เทศกาลนานาชาติ ม.แม่ฟ้าหลวง 2569' ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้แนวคิด "เชื่อมโยงวัฒนธรรม สร้างพลเมืองโลก" รวบรวมวัฒนธรรมอาหารจาก 16 ประเทศมาให้ได้ลิ้มลอง
KEY POINTS
-
ม.แม่ฟ้าหลวง จัดงานเทศกาลนานาชาติ 2569 ขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้แนวคิด "เชื่อมโยงวัฒนธรรม สร้างพลเมืองโลก" พร้อมรวบรวมวัฒนธรรมอาหารจาก 16 ประเทศมาให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลอง
-
สำรวจความแตกต่างในความเหมือนของ เกี๊ยวภูฏาน เกี๊ยวจีน เกี๊ยวอินโดนีเซีย และของหวานคลายร้อนสไตล์เอเชียอย่าง วุ้นเวียดนาม และลอดช่องเมียนมาร์
-
งานนี้เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้โชว์ฝีมือบริหารจัดการ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายรักษ์โลก "ขยะเหลือศูนย์" ที่ประสบความสำเร็จจากการที่ผู้ร่วมงานพร้อมใจนำภาชนะมาเอง
คึกคัก อบอุ่น และเนืองแน่นมาก สำหรับบูธกิจกรรมอาหารและวัฒนธรรมจากนักศึกษา 16 ประเทศ ในเทศกาลนานาชาติ 2569 ซึ่ง ม.แม่ฟ้าหลวงจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 – 18 กันยายน ที่ผ่านมา นอกจากจะได้เห็นนักศึกษาในเครื่องแต่งกายชุดประจำชาติที่สวยงามแล้ว เรายังได้ลิ้มรสเมนูอาหารจานเด็ดของหลายประเทศที่เปิดให้ชิมกันฟรี โดยมีกติกาให้ผู้ร่วมงานเตรียมภาชนะบรรจุอาหารมาเอง
ผศ.ดร.ร่มเย็น โกไศยกานนท์ รองอธิการบดี ม.แม่ฟ้าหลวง เล่าถึงที่มาในการจัดเทศกาลครั้งนี้ว่า “เราอยากตอบแทนสิ่งที่ดีให้กับเชียงรายบ้าง เราคิดว่า ม.แม่ฟ้าหลวงมีจุดแข็งเรื่องการเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ มีจำนวนนักศึกษาต่างชาติ 1,796 คนจาก 50 กว่าประเทศ
ถ้าเราจะนำเสนอความเป็น ‘นานาชาติ’ ควรเริ่มต้นที่บ้าน โดยนำจุดเด่นในความเป็นนานาชาติมาให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากทุนที่เรามีอยู่แล้ว โดยนำเสนอให้ผู้เข้ามาร่วมงานได้เห็นถึงความแตกต่าง ซึ่งไม่ใช่ความแตกต่างที่จะแบ่ง แต่เป็นความแตกต่างที่จะเชื่อม
ฟังดูอาจเป็นอุดมคติ แต่เราเชื่อเรื่องพลเมืองโลกที่มีมุมมองที่หลากหลาย สามารถสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และทำงานร่วมกันในโลกที่ไร้พรมแดนได้”
ดูเหมือนว่า “อาหาร” จะเป็นหนึ่งในตัวเชื่อมที่บอกเล่าถึงความแตกต่าง หลากหลาย รวมไปถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่ส่งผลให้แก่กันได้เป็นอย่างดี
เกี๊ยว เป็นหนึ่งในเมนูที่พาเราไปทำความรู้จักกับความเหมือนในความแตกต่างระหว่างเกี๊ยวของแต่ละประเทศ เริ่มต้นกันที่บูธอาหารจีน โดยนักศึกษาชาวจีนนำเอาเมนูเกี๊ยวนึ่งและเกี๊ยวทอด พร้อมน้ำจิ้มชนิดเปรี้ยวและชนิดเผ็ดให้เราได้เลือกชิมกันตามชอบ
จากเกี๊ยวซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารจีนที่เราคุ้นเคยกันดี เรายังได้พบกับเกี๊ยวภูฏาน รูปร่างเป็นทรงกลมๆ เนื้อแป้งจะหนาอยู่สักหน่อย น้องๆนักศึกษาจากภูฎานเล่าว่าเป็นอาหารว่างที่นิยมกินกัน ไส้ข้างในเป็นหมูสับ กินคู่กับพริกผัดปรุงรส รสชาติกลมกล่อมเข้ากันได้ดี ที่บูธนี้ยังมีข้าวกับแกงชีส เมนูประจำบ้านของชาวภูฎานที่มีส่วนผสมของพริกเขียวสดและชีส ปรุงรสด้วยเกลือ กระเทียม ซึ่งมีนักศึกษาถือกล่องอาหารเข้าคิวรอชิมกันอยู่หลายคน
เมนูเกี๊ยวจากจีนยังเชื่อมโยงไปยังเมนูเกี๊ยวปลา หรือ ขนมจีบอินโดนีเซีย ที่เรียกว่า Siomay นักศึกษาชาวอินโดนีเซียเล่าว่าเมนูนี้เป็นสตรีทฟู้ดยอดนิยมที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารจีนผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่น และกรรมวิธีทำที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น โดยนำเนื้อปลาทะเลมาปรุงเป็นไส้ ห่อด้วยมะระ กะหล่ำปลี มันฝรั่ง และเต้าหู้ ทีเด็ดอยู่ที่ซอสถั่ว
น้องๆบอกว่า Siomay เป็นอาหารเรียบง่าย แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสุข และความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหาร เป็นรสชาติความอร่อยที่ชวนให้คิดถึงบ้านไม่น้อยเลย
จากเกี๊ยวมาต่อกันที่แพนเค้กของสาธารณรัฐเช็ก ที่มีชื่อว่า Bramboráky เป็นหนึ่งในอาหารจานโปรดของชาวเช็ก เนื้อแพนเค้กทำมาจากมันฝรั่ง กระเทียม และสมุนไพรที่ขาดไม่ได้ คือ Marjoram แห้ง ผิวนอกทอดกรอบ เนื้อในจะมีความหนึบของมันฝรั่ง เคี้ยวมัน เคี้ยวเพลิน น้องๆนำมาจัดวางแล้วตกแต่งด้วยดอกไม้สวยงาม
มาถึงอาหารจานหลักกันบ้าง บูธอาหารไทยนำเสนอห่อหมกรสกลมกล่อมเสิร์ฟพร้อมข้าวสวย บูธอาหารเกาหลีจัดต๊อกบกกีมาชุดใหญ่ บูธอาหารญี่ปุ่นจัดชิราชิซูชิ ซูชิที่ไม่ต้องปั้นข้าวเป็นคำๆ เป็นข้าวหน้าต่างๆที่มีทั้งปลาแซลมอน ปลาไหลย่าง กุ้ง แครอท และเห็ด โรยหน้าด้วยสาหร่ายชนิดจัดเต็ม
นอกจากนี้ยังมี สลัดหัวปลีใส่ไก่ฉีกสไตล์เวียดนาม ก๋วยเตี๋ยวและข้าวเหนียวหุงกับขมิ้นจากเมียนมาร์ เป็นตัวอย่างของอาหารคาว
บูธอาหารญี่ปุ่นนำเสนอชิราชิซูชิ
ส่วนของหวานแบบไทยๆมีขนมลืมกลืน ทำออกมาเป็นชิ้นใหญ่หน่อยสีม่วงชวนรับประทาน มีวุ้นแบบเวียดนาม และลอดช่องเมียนมาร์ที่น้องๆบอกว่าในช่วงสงกรานต์เป็นเมนูที่จะทำแจกจ่ายให้รับประทานกัน รสชาติหวานน้อยคล้ายลอดช่องบ้านเรา
ความน่ารักของงานออกบูธอาหารนานาชาติ คือ การขอความร่วมมือให้ทุกคนเตรียมภาชนะมาใส่อาหาร ใครลืม มีบูธจำหน่ายภาชนะทำจากวัสดุธรรมชาติจำหน่ายให้ ส่วนใหญ่น้องๆนักศึกษาจะเตรียมกันมาอย่างพร้อมเพรียง ชวนให้คิดถึงถ้อยคำของ ผศ.ดร.ร่มเย็น โกไศยกานนท์ ที่กล่าวในวันเปิดงานว่า
“เราอยากให้พื้นที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่เยาวชนในท้องถิ่นได้ค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และเป็นพื้นที่ให้แขกผู้มาเยือนจากทั่วโลกได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเชียงรายที่เชื่อมโยงไปยังภูมิภาคและโลก
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ในขณะที่เรากำลังร่วมกันสร้างสังคมระดับโลก เราต้องมั่นใจว่าสังคมนี้เติบโตอย่างยั่งยืน คำว่า "ขยะเหลือศูนย์" (Zero Waste) ในแนวคิดการจัดงาน ย้ำเตือนให้เรารู้ว่าการเป็นพลเมืองโลกที่แท้จริง คือการร่วมรับผิดชอบต่อโลกใบนี้ การตัดสินใจของเราในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดโลกที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง และร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน”
เทศกาลนานาชาติ เปิดตัวครั้งแรกได้อย่างมีรสชาติ ใครที่พลาดโปรดติดตามในปีต่อไป




