จากเทรนด์ ‘ชีสบอร์ด’ สู่เทรนด์การกินชีสปี 2026 พร้อมรีวิว 6 เมนูอร่อยจาก Artisan Cheese แคลิฟอร์เนีย นำมาจับคู่ ‘อาหารไทย’ เกิดเป็นศิลปะรสชาติบทใหม่ ทลายทุกกฎการกินชีส
KEY POINTS
- นำเสนอแนวคิดการจับคู่ชีสและผลิตภัณฑ์นมคุณภาพจากแคลิฟอร์เนียเข้ากับเมนูอาหารไทย เพื่อสร้างมิติใหม่ของรสชาติ
- เชฟบาร์บาร่า อเล็กซานเดอร์ ได้รังสรรค์เมนูอาหารไทยฟิวชัน 6 คอร์ส โดยใช้ชีสแคลิฟอร์เนียเป็นวัตถุดิบหลักในงาน Chef’s Table
- เมนูเด่นที่น่าสนใจคือการนำบลูชีสมาทำเป็นพานาคอตต้าของคาวทานคู่กับยำมะม่วงส้มโอ และการใช้ชีสรมควันในมันบดที่เสิร์ฟพร้อมแกงมัสมั่นเนื้อวากิว
- กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 15 ปีของ Real California Milk ในประเทศไทย และแสดงศักยภาพของวัตถุดิบในการปรุงอาหารไทยร่วมสมัย
พูดถึงเทรนด์การกินอาหารในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้คนไม่ได้มองหาเพียงแค่ความอิ่มท้อง แต่ยังมองหาประสบการณ์ ความสนุกสนาน และไลฟ์สไตล์ที่ช่วยสะท้อนตัวตน หนึ่งในเทรนด์การกินที่นักชิมคนไทยให้การตอบรับอย่างอบอุ่นและกลายเป็นไลฟ์สไตล์การกินของคนยุคใหม่ไปแล้วก็คือ "การกินชีสบอร์ด" เมนูทานเล่นที่รวมชีสหลากชนิดมาจัดวางอย่างมีศิลปะร่วมกับเครื่องเคียงนานาชนิด
และถ้าใครคิดว่า "ชีส" เป็นเพียงแค่ผลิตภัณฑ์นมแบบแผ่นสี่เหลี่ยมที่ให้รสเค็มๆ มันๆ ในเบอร์เกอร์ วันนี้ "ชีส" ไม่ได้ทำหน้าที่แค่นั้นอีกต่อไป แต่วัฒนธรรมการกินชีสในไทยกำลังก้าวข้ามไปอีกขั้น สู่การเป็นไลฟ์สไตล์ที่ผสมผสานศาสตร์แห่งความสุนทรีย์ และเทรนด์สุขภาพเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
กรุงเทพธุรกิจ ชวนเจาะลึกเทรนด์การกินชีสบอร์ดว่าจริงๆ แล้ว มีวิธีการกินอย่างไร? จับคู่กินกับอะไรถึงจะเป๊ะถูกต้องตามหลัก? รวมถึงหาคำตอบว่าเทรนด์การกินชีสในปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง? พร้อมกันนั้น เราจะพาไปชิมเมนูอาหารไทยฟิวชันที่ปรุงด้วยชีส แบบที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน
จาก ‘การถนอมอาหาร’ สู่ศิลปะบนบอร์ดอาหารว่าง
เมื่อพูดถึงต้นกำเนิดของ ชีส หลายคนอาจคิดว่าเป็นการตั้งใจของเกษตรกรที่ผลิตอาหารชนิดนี้ขึ้นมาจากนมสด แต่ความจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของก้อนชีสรสเข้มข้น กลับเกิดจากความบังเอิญในการถนอมอาหารของคนยุคโบราณ ที่ต้องการยืดอายุการเก็บรักษาน้ำนมให้นานขึ้น ก่อนจะวิวัฒนาการมาสู่การผลิตชีสเพื่อนำมาปรุงอาหาร และจากนั้นก็พัฒนาไปอีกขั้น สู่การเป็นชีสที่มีรสชาติหลากหลายในปัจจุบัน เหมาะกับการทานเล่นได้ จนกลายมาเป็นวัฒนธรรมการกินชีสบอร์ด เป็นต้น
ธีรวี อังกุวรกุล ตัวแทนคณะกรรมการส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์นมจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับวัฒนธรรมนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า วัฒนธรรมการทานชีสบอร์ด แท้จริงแล้วคือความสนุกที่ไร้กรอบตายตัว มันคือ การนำชีสหลากประเภท มาจัดวางร่วมกับเครื่องเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถั่ว ผลไม้แห้ง ผลไม้สด หรือแม้กระทั่งน้ำผึ้งและช็อกโกแลต เพื่อทำหน้าที่เป็นสแน็ก ของว่าง หรือเมนูเรียกน้ำย่อย (Appetizer) ก่อนมื้อหลัก
สำหรับในประเทศไทย กระแสชีสบอร์ดไม่ได้เป็นเพียงแค่แฟชั่นอาหารที่มาแล้วไป แต่ได้หลอมรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองอย่างชัดเจน ผ่านการนำเสนอของเหล่าบล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และร้านอาหารต่างๆ จนเกิดไอเดียจับคู่รสชาติใหม่ๆ ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับการกินในทุกวัน
การกินชีสบอร์ดคือเซนส์และศิลปะที่สนุกสาน ไม่มีหลักการตายตัว
สำหรับมือใหม่ที่อยากก้าวเข้าสู่วงการชีสบอร์ด หรืออยากเริ่มหัดกินชีสชนิดต่างๆ แต่คำถามยอดฮิตคือ "ต้องกินอย่างไรถึงจะถูกหลัก? ต้องจับคู่กับผลไม้หรือขนมปังแบบไหน?" ธีรวี บอกว่าเรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ให้ใช้ คอมมอนเซนส์ และความชอบส่วนตัวเป็นตัวนำทาง
หลักการคิดจะคล้ายกับการสั่งอาหารไทยหลายๆ เมนูในหนึ่งโต๊ะหนึ่งมื้ออาหาร ที่ต้องมีความหลากหลายของรสชาติ เพื่อส่งเสริมและบาลานซ์รสชาติกันและกันในมื้อนั้นๆ การกินชีสบอร์ดก็เช่นกัน ทั้งนี้ มีคำแนะนำเบื้องต้นที่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกจับคู่ชีสและของว่างต่างๆ ดังนี้
1. ชีสรสเผ็ดหรือรสจัด: ควรจับคู่กับเครื่องเคียงรสจืด หรือรสละมุนเพื่อลดความเผ็ดรุนแรง เช่น แคร็กเกอร์รสจืด
2. ชีสกลิ่นสโมค (รมควัน): ควรทานคู่กับถั่วที่ให้รสชาติมัน เข้มข้น
3. ชีสกลิ่นฉุนหรือรสแรง: ควรทานคู่กับน้ำผึ้ง เพื่อตัดรสแรงๆ ของชีสด้วยความหวานธรรมชาติ
4. ชีสรสเค็มจัด: ควรจับคู่กับผลไม้แห้งที่มีความหวานหนึบ อย่างลูกเกดหรืออินทผลัมแห้ง ลูกมะเดื่อแห้ง
5. ชีสเนื้อครีมมี่ (Creamy): ควรจับคู่กับผลไม้สดเพิ่มความสดชื่น และเพื่อตัดความเลี่ยน
ชีสไม่ใช่แค่ของอร่อย แต่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งแคลเซียม โปรตีน และวิตามินหลากชนิด การจัดชีสบอร์ดจึงเป็นทั้งกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานในกลุ่มเพื่อน และเป็นสแน็กที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไปพร้อมกัน
เทรนด์การกินชีสปี 2026 เน้น ‘High Protein’ และ ‘Artisan Cheese’ ก็ยังมาแรง
ไม่เพียงเท่านั้น ธีรวี ก็เล่าให้ฟังว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทำให้อุตสาหกรรมชีสในปีนี้แตกแขนงออกเป็น 2 เทรนด์หลักที่น่าจับตามอง
1. ชีสโปรตีนสูง (High Protein Cheese)
ตอบโจทย์คนรักสุขภาพและสายออกกำลังกายที่มองหาของว่างทางเลือกใหม่ โดยมี คอทเทจชีส (Cottage Cheese) เป็นตัวชูโรงที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้
2. อาร์ทิซานชีส (Artisan Cheese)
หากต้องการสัมผัสความสุนทรีย์ในการกินที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผู้บริโภคยุคนี้เริ่มขยับจากชีสกลุ่มแมสทั่วไป (Mass Cheese) อย่างมอสซาเรลล่าที่เน้นความยืดแต่รสไม่เด่น หรือพาเมซานที่คุ้นเคยในพิซซ่า ไปสู่ชีสระดับพรีเมียมที่เป็นสูตรเฉพาะของแต่ละโรงงาน เช่น พอยท์เรย์สโทม่า (Point Reyes Toma), ออร์แกนิกชีส และวินเทจเชดดาร์ ซึ่งเป็นชีสที่ใช้ศาสตร์และศิลปะในการบ่ม มอบมิติรสชาติที่เลียนแบบไม่ได้
เมื่อชีสแคลิฟอร์เนีย โคจรมาพบกับ อัตลักษณ์อาหารไทย
หลังจากได้อัปเดตเทรนด์การกินชีสกันแล้ว คราวนี้มาถึงการลิ้มลองเมนูอาหารไทยฟิวชันในรูปแบบ Chef’s Table สุดเอ็กซ์คลูซีฟกันบ้าง โดยความน่าตื่นเต้นครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 15 ปีของ Real California Milk ในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของผลิตภัณฑ์นมและชีสคุณภาพระดับพรีเมียมจากรัฐแคลิฟอร์เนีย สู่จานอาหารไทยร่วมสมัยอย่างมีระดับ
ในการรับประทานอาหารมื้อพิเศษนี้ เมนูทุกเมนูเป็นผลงานรังสรรค์จาก เชฟบาร์บาร่า อเล็กซานเดอร์ (Chef Barbara Alexander) เชฟระดับ Certified Executive Chef และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Culinary Education จากสถาบัน CIA (The Culinary Institute of America) ผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี มาร่วมรังสรรค์เมนูกับทีมเชฟชาวไทย พร้อมด้วย จูเลีย (Julia) ทายาทรุ่นที่ 3 ของ Point Reyes Farmstead Cheese และ เอลลี่ (Ellie) ทายาทรุ่นที่ 3 ของเกษตรกรโคนมในแคลิฟอร์เนีย ที่มาร่วมบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุดิบส่งตรงจากฟาร์มแท้ๆ
บรรยากาศแห่งการต้อนรับเริ่มต้นอย่างน่าประทับใจ ด้วยการพูดคุยถึงแหล่งที่มาของชีสแท้ 100% จากฟาร์ม ก่อนจะนำพาทุกคนเดินทางเข้าสู่คอร์สอาหารทั้ง 6 เมนู( อาหารอเมริกันดั้งเดิม 1 เมนู + อาหารไทยฟิวชัน 5 เมนู) ที่นำชีสประเภทต่างๆ มาเป็นส่วนผสมในการปรุงและตีความใหม่กลายเป็นจานอร่อยได้อย่างน่าทึ่ง
เปิด 6 เมนูอาหารฟิวชัน รังสรรค์จากชีสแคลิฟอร์เนีย จับคู่เมนูไทย
การนำชีสและผลิตภัณฑ์นมมาผสานเข้ากับอาหารไทยอันมีเอกลักษณ์และรสชาติจัดจ้าน ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายระดับ "ปราบเซียน" แต่เชฟบาร์บาร่าและทีมงานได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยม ผ่าน 6 เมนูสุดพิเศษที่ทะลุทุกกรอบความคุ้นเคย ดังนี้
เมนูที่ 1: Cacio e Pepe Chips & Dip ชิปส์แอนด์ดิป
นี่คือการยกระดับเมนู "ชิปส์แอนด์ดิป" สุดคลาสสิกของชาวอเมริกันที่มีมาตั้งแต่ยุค 1970 โดยเชฟเลือกนำเสนอในสไตล์อิตาเลียนยอดฮิตอย่าง "Cacio e Pepe" (ชีสและพริกไทย) เพื่อให้ผู้รับประทานได้เพลิดเพลินกับการทานด้วยมือแบบอเมริกันสไตล์
ความน่าสนใจอยู่ที่การเลือกรังสรรค์ดิปด้วยชีสถึง 3 ชนิด ได้แก่ Cascade Dairy Cream Cheese (US ครีมชีส) ซึ่งเป็นครีมชีสที่มีเนื้อสัมผัสเนียนแน่นและมีความครีมมี่เข้มข้นที่สุด ถัดมาคือ Lionza (Fiscalini Leonza) ชีสสไตล์ Alpine (บ่มเลียนแบบสไตล์สวิส) มอบรสสัมผัสที่ผสมผสานระหว่างพาร์เมซานและครีมชีส ช่วยให้รสชาติมีความนัว กลมมน และกลมกล่อม ส่วน Point Reyes Toma เป็นชีสที่เชฟขนานนามว่าเป็น "Chef Cheese" เนื่องจากสามารถเข้ากันได้ดีกับอาหารทุกประเภท และละลายตัวได้ยอดเยี่ยม
ทั้งนี้ คำว่า "Toma" หมายถึง "Farmhouse wheel" หรือชีสก้อนกลมจากฟาร์ม โดยจุดเด่นคือการผลิตแบบ Farmstead ที่ทุกกระบวนการตั้งแต่การปลูกหญ้า เลี้ยงวัว รีดนม และทำชีส สำเร็จครบถ้วนในฟาร์มเดียว มอบรสชาติและเนื้อสัมผัสคล้ายคลึงกับชีส Edam หรือ Gouda
เมนูที่ 2: Toma Truffle Croquette คร็อกเก็ตมันฝรั่งบนซอสน้ำผึ้งเชียงใหม่
เมนูนี้รังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิดการจับคู่รสชาติระดับโลก (Global flavor) โดยผสมผสานรสสัมผัสอันเข้มข้นของชีสตะวันตก เข้ากับความหวานหอมของวัตถุดิบไทยอย่าง น้ำผึ้งแท้จากเชียงใหม่ (Thai Honey Whip) พร้อมเคียงด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์และผักดอง
สำหรับเมนูนี้เลือกใช้ชีส Toma Truffle ซึ่งทำจากชีส Toma 100% ผสมผสานกับทรัฟเฟิลสดส่งตรงจากอิตาลี (Italian Fresh Truffles) โดยไม่ใช้น้ำมันทรัฟเฟิลสังเคราะห์ ทำให้กลิ่นทรัฟเฟิลสดจะไม่ฉุนกระแทกจมูกในตอนแรกแล้วหายไปเหมือนน้ำมันทรัฟเฟิลทั่วไป แต่จะค่อยๆ ซึมซาบหอมอบอวลอยู่ในปากขณะรับประทาน
เมื่อนำมาจับคู่กับน้ำผึ้งป่าเชียงใหม่ที่นำมาตีเป็นวิปเนื้อเบา (Honey Whip) ความหวานละมุนจากธรรมชาติจะเข้ามาช่วยชูรสและตัดรสเค็มมันของชีสได้อย่างลงตัว มอบรสชาติที่ซับซ้อนและน่าตื่นเต้นในทุกคำ
เมนูที่ 3: Original Blue Panna Cotta พานาคอตต้ายำมะม่วงส้มโอ
เชฟบาร์บาร่าได้เปลี่ยนภาพจำของพานาคอตต้าที่เป็นของหวานทั่วไป ให้กลายเป็น "พานาคอตต้าของคาว" โดยนำมาเสิร์ฟเคียงคู่กับ ยำมะม่วงส้มโอ (Green Mango Salad with Pomelo) รสเปรี้ยวเค็มเผ็ดจัดจ้านสไตล์ไทยแท้ โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่ง
วัตถุดิบชูโรงในเมนูนี้คือ Point Reyes Original Blue บลูชีสระดับตำนานที่เป็นชีสตัวแรกของครอบครัว Point Reyes ซึ่งผลิตขึ้นในปี 2000 และเป็นชีสที่ทำให้บลูชีสจากอเมริกามีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับโลก สำหรับคนไทยที่มักกลัวบลูชีสเพราะกลิ่นแรงฉุน บลูชีสแคลิฟอร์เนียตัวนี้ถูกคิดค้นมาให้มีกลิ่นอ่อนลง ตอบโจทย์มือใหม่หัดทานชีสอย่างยิ่ง ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถันจนได้รสชาติละมุน อ่อนโยน และมีความครีมมี่เป็นธรรมชาติสูง
เมื่อทานคู่กับยำมะม่วงส้มโอที่ราดด้วยน้ำยำสูตรเข้มข้น รสเปรี้ยวและหวานสดชื่นของผลไม้ไทยจะผสานเข้ากับรสเค็มกลมกล่อมของบลูชีสได้อย่างอัศจรรย์ ทานง่าย และเกิดเป็นมิติรสชาติใหม่ที่ลงตัวที่สุด
เมนูที่ 4: Tom Kha Tiger Prawn ต้มข่ากุ้งลายเสือ
เมนูนี้ยกระดับเมนูอาหารไทยยอดนิยมอย่าง ต้มข่าไก่ มาดัดแปลงเป็น ต้มข่ากุ้งลายเสือ โดยใช้กุ้งลายเสือตัวโต เนื้อแน่น สดหวาน เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปต้มข่าสูตรเข้มข้นที่ใช้วิธีเทราดซุปสดๆ บนโต๊ะอาหาร ยิ่งช่วยชวนให้น้ำลายสอ
ในจานนี้ เชฟเลือกผสมผสานน้ำกะทิไทยเข้ากับ Challenge Whipping Cream ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง โดยใส่ในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง (50:50) เพื่อเพิ่มความครีมมี่และความนัวให้กับน้ำซุป ความพิเศษของ Challenge Whipping Cream คือผลิตจากนมแคลิฟอร์เนียแท้ 100% จากโรงงานระดับ 3 ล้านดอลลาร์ใน Bakersfield ที่ออกแบบมาเพื่อผลิตครีมชนิดนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้ครีมที่มีสีขาวบริสุทธิ์ (Very white color) และมีความสม่ำเสมอของคุณภาพตลอดทั้งปี
เชฟบาร์บาร่าอธิบายว่า วิปครีมทั่วไปในตลาดมักจะมีสีขาวอมเหลือง ซึ่งเมื่อผสมกะทิจะทำให้ซุปสีไม่สวย แต่ Challenge Whipping Cream ที่มีสีขาวสว่างบริสุทธิ์นี้ จะช่วยคงสีขาวนวลสดใสของน้ำซุปต้มข่าไว้ได้อย่างงดงาม ขับให้สีแดงส้มของกุ้งลายเสือ รวมถึงสีสันของเห็ดทรัมเป็ตและข้าวโพดอ่อนดูโดดเด่นสะดุดตาน่ารับประทานยิ่งขึ้น
เมนูที่ 5: Massaman Wagyu Short Rib with Smoked Jack Mashed Potato มัสมั่นเนื้อวากิวเสิร์ฟคู่มันบดชีส
เมนูฟิวชันร่วมสมัยที่นำ แกงมัสมั่นเนื้อวากิว รสชาติเข้มข้นหอมเครื่องเทศไทย มาจับคู่กับมันบดเนื้อเนียน (Mashed Potato) เสริมรสชาติด้วยหอมแดงกงฟีและขิงที่วางด้านบน
ความพิเศษของมันบดจานนี้อยู่ที่การใช้ชีส Vintage Smoked House Jack (Monterey Jack) โดย Monterey Jack เป็นชีสที่มีต้นกำเนิดและคิดค้นขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างแท้จริง สำหรับรุ่น Smoked House Jack นี้ ผ่านการรมควันจนได้กลิ่นหอมบาร์บีคิวจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ให้รสชาติอ่อนโยน นุ่มนวล มีความเป็นครีมมี่สูง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นทานชีส
นอกจากนี้ การทำชีสชนิดนี้ 1 กิโลกรัม ต้องใช้น้ำนมดิบเข้มข้นถึง 10 กิโลกรัม จึงอุดมไปด้วยโปรตีนและแคลเซียมสูง เมื่อนำมาปรุงรสในมันฝรั่งบด เนย และครีม กลิ่นหอมอบอวลจากการรมควันและรสสัมผัสเหนียวนุ่มของมันบด จึงเข้ากันกับน้ำแกงมัสมั่นไทยได้อย่างลงตัว
เมนูที่ 6: Mango Sticky Rice Pavlova เมอร์แรงก์ข้าวเหนียวมะม่วง
ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานไทยอันดับหนึ่งในใจชาวต่างชาติอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งเชฟท้าทายตนเองด้วยการนำมาตีความใหม่ในรูปแบบขนมหวานสากลยอดฮิตอย่าง "พัฟโลวาเมอแรงก์" (Pavlova Meringue)
ตัวขนมจัดเสิร์ฟเป็นเลเยอร์อย่างประณีต ด้านล่างสุดเป็นข้าวเหนียวมูนกะทิและมะม่วงสุกหั่นเต๋า ชั้นถัดมาเป็น White Chocolate Cremeux ที่รังสรรค์ขึ้นจากการนำ Challenge Whipping Cream มาต้มละลายผสมผสานกับไวท์ช็อกโกแลตชั้นดีจนเนียนละเอียดเข้มข้น ก่อนท็อปด้านบนด้วยเมอแรงก์กรอบและเนื้อมะม่วงสุก
เนื่องจากเมอแรงก์มีความหวานค่อนข้างมาก เชฟบาร์บาร่าจึงทำซอส Passion Fruit Caramel (คาราเมลเสาวรสไทย) มาราดเพื่อตัดรสชาติ ความเปรี้ยวจี๊ดสดชื่นของเสาวรสไทยสดๆ จะช่วยบาลานซ์ความหวานของเมอแรงก์และไวท์ช็อกโกแลตครีมได้อย่างพอเหมาะพอดี มอบสัมผัสที่สดชื่น ไม่เลี่ยน และปิดท้ายมื้อได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่น่าเชื่อเลยว่า ‘ชีส’ และผลิตภัณฑ์นมหลากประเภทจะสามารถนำมาปรุงรสและประยุกต์เข้ากับอาหารไทยได้อย่างแนบเนียน สร้างสรรค์มิติรสชาติใหม่ที่ทานสนุก ตื่นเต้น และอร่อยไม่แพ้อาหารไทยรสดั้งเดิม
สำหรับใครที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ หรือทดลองนำชีสและครีมสดคุณภาพสูงมาสร้างสรรค์เมนูโปรดด้วยตัวเองที่บ้าน สามารถมองหาผลิตภัณฑ์ที่มี ตราสัญลักษณ์ Real California Milk บนแพ็กเกจ ซึ่งการันตีได้ทันทีว่าเป็นผลิตภัณฑ์นมคุณภาพสูงส่งตรงจากแคลิฟอร์เนีย และยังถือเป็นการสนับสนุนเกษตรกรโคนมโดยตรงให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย





