เพื่อฉลองกินสับปะรดให้อร่อยและหลากหลาย จึงมี วันสับปะรดแห่งชาติ วันที่ 27 มิถุนายน (National Pineapple Day) ก่อตั้งโดย แอนดรูว์และเจมส์ จากบริษัท Shortwave เมื่อปี 2011
แรกเริ่มสองหนุ่มคิดคำว่า “วันนำสับปะรดมาทำงานสากล” แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็น “วันสับปะรดสากล” ชาวสวนผู้ปลูกในอเมริกาก็เห็นดีเห็นงามด้วย ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้คนกินสับปะรดมากขึ้น
กำเนิดสับปะรด
ถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ทางตอนใต้ของบราซิล ปารากวัย เปรูจนถึงเม็กซิโก พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เชื่อว่า สับปะรดป่าเกิดขึ้นราว 1200-800 ปี ก่อน ค.ศ. ในเปรู ตามด้วยเม็กซิโกในอีกหลายปีต่อมา โดยชาวมายาและชาวแอซเท็กซ์ รู้จักปลูกสับปะรดเป็นพืชสวน จากนั้นสับปะรดก็ปลูกกันแพร่หลายช่วงปลายศตวรรษที่ 14 จากอเมริกาใต้จนถึงอเมริกากลาง จากนั้นก็เดินทางสู่ยุโรป ราวศตวรรษที่ 17
สับปะรดย่างกินกับอะไรก็อร่อย (Cr.australianpineapple.com.au)
สับปะรดกลายเป็นผลไม้เมืองร้อนยอดฮิต คนรวยต้องมีสับปะรดประดับบ้านเพื่ออวดความร่ำรวยด้วยราคาแพง หาซื้อยาก นักวิทยาศาสตร์ยุคปี 1820 เริ่มสร้างเรือนกระจกหรือกรีนเฮาส์เพื่อทดลองปลูกสับปะรด ทำให้สับปะรดกลายเป็นผลไม้ของชนชั้นสูง
ชื่อ Pineapple มาจากไหน
สับปะรด มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ananas comosus จัดอยู่ในวงศ์ Bromeliad ไม่ได้มีรสชาติเหมือนแอปเปิ้ล รูปร่างหน้าตาก็คนละเรื่อง ความเป็นมาของชื่อ pine+apple น่าจะมาจาก คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่เดินทางไปอเมริกากลางเมื่อปี 1493 นักสำรวจผู้นี้เจอผลไม้อะไรก็จะเก็บกลับไปสเปน (หวังว่าจะใช้ทำไวน์ได้) เมื่อเขาเจอผลไม้หน้าตาประหลาดเขาก็เรียกมันว่า piña de Indes แปลว่า pine of the Indians (โคลัมบัสคิดว่าตัวเองไปถึงอินเดีย) อย่างไรก็ดี เมื่อราวศตวรรษที่ 17 เมื่อชาวอังกฤษเห็นหน้าตาของสับปะรดเข้าก็ตั้งชื่อว่า pineapple จากรูปผลที่คล้ายลูกสน (pinecone)
ความคลั่งสับปะรด
ชาวยุโรปยุคนั้นคลั่งไคล้สับปะรดมาก ถึงกับเรียกว่า Europe’s obsession พยายามสรรหาวิธีปลูกสับปะรดในเรือนกระจก แต่เนื่องจากเป็นผลไม้เขตร้อน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในสมัยนั้น อยากกินต้องสั่งซื้อสับปะรดนำเข้าในราคาแพง (มาก) เล่ากันว่าสับปะรดลูกละหนึ่งพันปอนด์ เมื่อได้มาก็ต้องอวด ถึงขนาดจัดปาร์ตี้ให้คนมาชมสับปะรด ซึ่งบางครั้งก็เริ่มเน่าจากการขนส่ง
บาร์บีคิวต้องมีสับปะรด (Cr.australianpineapple.com.au)
อย่างไรก็ดี ชาวยุโรปไม่ละความพยายามในการปลูกสับปะรด ชาวเนเธอร์แลนด์เริ่มปลูกได้และส่งไปยังสวนอังกฤษในปี 1719 ปีต่อมาก็ส่งไปฝรั่งเศส เมื่อคนอังกฤษปลูกสับปะรดได้ที่สวนดอร์นีย์ คอร์ท ในบักกิ้งแฮม และที่สวนพฤกษศาสตร์เชลซีในปี 1723 ขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศสก็ชอบสับปะรด สั่งให้ปลูกในสวนพระราชวังแวร์ซายส์เมื่อปี 1733 รัสเซียซึ่งไม่ยอมแพ้ ควีนแคทเธอรีนคุยว่า พระองค์เสวยสับปะรดสดจากสวนของพระองค์ก่อนปี 1796
ภาพเขียนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ในท่ารับสับปะรดจากคนสวน
ภาพวาดสับปะรด
ที่โด่งดังที่สุดวาดโดยศิลปินชาวดัทช์ชื่อ Hendrick Danckerts ซึ่งวาดถวายพระเจ้าชาร์ลส์ที่สองแห่งอังกฤษ ในท่ายื่นมือรับลูกสับปะรดจากคนสวนชื่อ John Rose เป็นสับปะรดลูกแรกที่ปลูกได้ในอังกฤษ ปัจจุบันภาพวาดสีน้ำมันภาพนี้เป็นสมบัติของพระราชวังวินด์เซอร์
ราชวงศ์และชนชั้นสูงในยุโรป พากัน “ขิง” เรื่องกินสับปะรด นอกจากมีสับปะรดสดกินก็ยังใช้ตกแต่งบ้าน ลวดลายและผลของสับปะรดปรากฏในงานสถาปัตยกรรม เฟอร์นิเจอร์ ในอาคาร รั้ว กำแพง ในสวน ในวัง หรือตามบ้านคหบดีจะปั้นรูปสับปะรด กลายเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมยอดนิยมในยุคนั้น
ไอศกรีมสับปะรด (Cr.australianpineapple.com.au)
สับปะรด สัญลักษณ์แห่งความสุข
ความหายากและความแปลกใหม่ของสับปะรด บวกกับรสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อฉ่ำสีเหลืองสวย ทำให้สับปะรดกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและการต้อนรับด้วยมิตรไมตรี
ผลไม้ที่เดินทางข้ามมหาสมุทรสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ดีงามในหลายประเทศ เช่น ในโลกตะวันตก สับปะรดสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ การต้อนรับอย่างอบอุ่น ชนชั้นสูงในยุโรปมักวางสับปะรดไว้เป็นของตกแต่งหลักในงานเลี้ยง เพื่อแสดงถึงความมั่งคั่ง
ในแถบทะเลแคริบเบียน สับปะรดคือสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ในอดีตเมื่อกะลาสีเรือเดินทางกลับบ้านจากทะเล พวกเขาจะนำสับปะรดมาวางไว้หน้าบ้าน หมายถึงกลับบ้านอย่างปลอดภัย
ข้าวผัดสับปะรด (Cr.aheadofthyme.com)
ในเอเชีย หนามแหลมของสับปะรดสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองและโชคลาภ เปลือกที่มีหนามเชื่อว่าช่วยขับไล่พลังงานด้านลบ ในวัฒนธรรมจีน การออกเสียง “สับปะรด” 菠萝 (โปหลัว) คล้ายกับคำว่า “ขอให้โชคดี”
ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตกแต่งสับปะรดในงานเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน หมายถึงความอุดมสมบูรณ์
ในศาสนาฮินดู สับปะรดมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมและเครื่องบูชา รูปลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยส่วนยอดคล้ายมงกุฎและสีทองอร่าม แสดงถึงความบริสุทธิ์ การตรัสรู้ และพลังศักดิ์สิทธิ์
สับปะรด อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
สับปะรด 80 กรัม ให้พลังงาน 33 กิโลแคลอรี โปรตีน 0.3 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8.1 กรัม ไฟเบอร์ 1.3 กรัม วิตามินซี 10 มิลลิกรัม และแร่ธาตุเช่น โพแตสเซียม 128 มิลลิกรัม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี และมีฟลาโวนอยด์หนึ่งในสารสำคัญช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน มีไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ
เบอร์รี่กับสับปะรดย่าง (Cr.mantitlement.com)
เอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ในสับปะรดมีคุณสมบัติช่วยย่อยโปรตีน และวิตามินซีในสับปะรดช่วยการดูดซึมของธาตุเหล็กโดยเพิ่มความสมบูรณ์ของฮีโมโกลบินในเลือด ยังมีงานวิจัยระบุว่าโบรมีเลนช่วยต้านการอักเสบ ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังบาดเจ็บหรือผ่าตัด สามารถลดการเจ็บป่วยจากการผ่าตัดข้อเข่า
น้ำสับปะรด (Cr.notablyvegan.com)
เค้กสับปะรดอัปไซด์ดาวน์ (Cr.tastefullygrace.com )
เมนูสับปะรด
ชาวตะวันตกชอบรสหวานอมเปรี้ยวและสีสันอันสดใส เช่น พิซซ่าฮาวายเอี้ยน บาร์บีคิว ใส่ในไส้ทาโก้ ผัดกุ้ง ไก่ หมู หั่นเป็นแว่นย่างเล็กน้อยสอดไส้เบอร์เกอร์ กินกับสเต๊กเนื้อ แฮม ไก่ ซัลซ่าสับปะรด กินกับสลัดผัก เค้กสับปะรดอัปไซด์ดาวน์ ไอศกรีมช็อกโกแลตกับสับปะรดย่าง ฯลฯ
เมนูไทย ๆ เช่น แกงเผ็ดเป็ดย่างใส่สับปะรด แกงคั่ว ข้าวอบสับปะรด ม้าฮ่อ ขนมจีนซาวน้ำที่ขาดไม่ได้ ผัดเปรี้ยวหวาน ต้มผัดแกงตุ๋นใส่สับปะรดช่วยเพิ่มรสหวานตามธรรมชาติ
(Cr.Photo by Nvr Endng Anupam on Unsplash)
ข้อควรระวังในการทานสับปะรด
สับปะรดมีน้ำตาลสูง ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรกินมากเกินไป สับปะรดขนาดพอดีคำ 6 ชิ้น ก็เพียงพอสำหรับผู้ที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำตาล และเอนไซม์โบรมีเลนมีความเป็นกรดสูง กินสับปะรดช่วยย่อยได้ดีแต่ไม่ควรกินตอนท้องว่างอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ถ้ากินมากอาจทำให้แสบลิ้น
อ้างอิง: bbcgoodfood.com


