วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘คอนเทนต์ไทย’ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน

CEA ร่วมกับ Netflix และธนาคารโลก จัดงานดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่สากล โดย Netflix ทุ่มแล้วกว่า 200 ล้านดอลลาร์ มองไทยมีศักยภาพเป็นดาวเด่น ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะไทยเร่งเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมเป็นรายได้ผ่าน IP ชัดเจน และใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน

KEY POINTS

  • CEA ร่วมกับ Netflix และธนาคารโลก จัดงานเสวนาเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย โดยเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้
  • ไทยมีศักยภาพสูงในการเป็น "เกาหลีใต้แห่งต่อไป" ในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ด้วยจุดเด่นด้านบุคลากรที่มีพรสวรรค์ เรื่องเล่าที่เป็นเอกลักษณ์ และความพร้อมด้านการผลิตที่ดึงดูดการลงทุนระดับโลก
  • ธนาคารโลกเสนอแนวทางสำคัญเพื่อปลดล็อกศักยภาพ ได้แก่ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อธุรกิจ การเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ให้สร้างรายได้จริง และการเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์สู่ตลาดโลก
  • ความสำเร็จของคอนเทนต์ไทยอยู่ที่การเล่าเรื่องแบบไทยในสไตล์สากล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนในการพัฒนานโยบายและโครงสร้างเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA (Creative Economy Agency) ร่วมกับ Netflix จัดงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ณ ห้องแอนดาซ แกรนด์ บอลรูม โครงการวัน แบงค็อก โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้กลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่

ในช่วงปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: The Creative Economy as a Growth Engine” เดนิส เมดเวเดฟ ผู้อำนวยการระดับโลกด้านการค้า การแข่งขัน และธุรกิจ ของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์หลากหลายด้าน ทั้งในกลุ่มอาหาร แฟชั่น การออกแบบ สถาปัตยกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และงานหัตถกรรม ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 

อีกทั้ง ยังมีบุคลากรที่มีพรสวรรค์และมีไอเดีย เพียงแต่ยังขาดโอกาสและโครงสร้างในการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่ขยายผลและดึงดูดการลงทุนในระดับสากลได้อย่างเป็นระบบ

แม้การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ของไทยจะเติบโตขึ้นกว่าสองเท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จนมีมูลค่าสูงถึง 8,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 แต่ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในสินค้าอัญมณี ดังนั้น โอกาสเติบโตที่แท้จริงของไทยจึงอยู่ที่การบริการสร้างสรรค์และคอนเทนต์ดิจิทัล ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1,400 ล้านล้านดอลลาร์ในระดับโลก และมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าการค้าสินค้าอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเกมและสื่อบันเทิง

‘คอนเทนต์ไทย’ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน

“อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มักถูกมองว่าเป็นเพียงอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่มหรือเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของระบบเศรษฐกิจ แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพียงแค่นิยามอย่างแคบก็คิดเป็นเกือบ 5% ของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) ของไทยแล้ว และหากใช้นิยามอย่างกว้างจะสูงถึงเกือบ 11% ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยเลย” เมดเวเดฟกล่าว

เพื่อปลดล็อกศักยภาพดังกล่าว กลุ่มธนาคารโลก ได้เสนอ 3 การเปลี่ยนผ่านสำคัญ ได้แก่ ประการแรก คือการเปลี่ยนจากการให้ทุนสนับสนุนเป็นรายโครงการ ไปสู่การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้องค์กรธุรกิจสร้างสรรค์เติบโตได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ สามารถขยายขนาดธุรกิจ จ้างงานในระบบเพิ่มขึ้น และยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าระยะเวลาของโครงการ

ประการถัดมา คือ การเปลี่ยนจากการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ไปสู่การสร้างรายได้จริง ผ่านการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ การบริหารจัดการสิทธิ์ และการเปลี่ยน IP เป็นหลักประกันทางการเงิน ส่วนประการสุดท้าย คือการเปลี่ยนจากผู้สร้างสรรค์ระดับประเทศไปสู่บริษัทที่แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยเข้ากับระบบการจัดจำหน่ายและผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งหากไทยสามารถพัฒนาคอนเทนต์ได้ใกล้เคียงกับเกาหลีใต้ คาดว่าจะสร้างงานในระบบเพิ่มขึ้นได้ถึง 3 ล้านตำแหน่งภายในปี 2583

เมดเวเดฟกล่าวถึงผู้ผลิตคอนเทนต์ว่า “ควรมองให้ออกไปมากกว่าหลักประกันที่เป็นสินทรัพย์ทางกายภาพ แต่มองไปที่ทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท ความสามารถในการสร้างฐานลูกค้า สัญญาทางธุรกิจ พรสวรรค์ของผู้สร้างสรรค์ และจุดตัดระหว่างทุนทางวัฒนธรรม เทคโนโลยีดิจิทัล กับตลาดสากลที่กำลังเติบโต”

‘คอนเทนต์ไทย’ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน

จากนั้นได้เข้าสู่การเสวนาในหัวข้อ “จากทุนสร้างสรรค์สู่ทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลก” ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้นำอุตสาหกรรมบันเทิงและสถาบันการเงินระดับโลก ได้แก่ แอนดรูว์ ยูร์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Netflix, ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการ ของ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) และ นายฟาริด เฟซัว ผู้อำนวยการระดับโลกด้านตราสารทุน กองทุน เวนเจอร์แคปปิตอล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC)

‘คอนเทนต์ไทย’ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน

แอนดรูว์ ยูร์ จาก Netflix เปิดเผยถึงหลักเกณฑ์ 4 ข้อในการพิจารณาลงทุนในคอนเทนต์ท้องถิ่น ได้แก่ ความเป็นเอกลักษณ์ของเรื่องเล่า การยอมรับจากคนในท้องถิ่น ซึ่งพบว่าสมาชิกไทยกว่า 90% นิยมรับชมคอนเทนต์ไทย ความพร้อมของทีมงานและโปรดักชัน และสุดท้ายคือนโยบายสิทธิประโยชน์ทางการเงินและกฎระเบียบของภาครัฐ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า คอนเทนต์ของประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นมาเป็น “อุตสาหกรรมดาวเด่น” ตัวต่อไปของระบบเศรษฐกิจไทย

“คำถามที่ว่า ประเทศไหนจะเป็นเกาหลีใต้แห่งต่อไป?' อาจต้องเปลี่ยนมามองที่ประเทศไทย ด้วยบุคลากรที่มีพรสวรรค์ โครงสร้างโปรดักชัน สถานที่ถ่ายทำ และแรงจูงใจจากภาครัฐ แต่คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะกลายเป็นอุตสาหกรรมดาวเด่น ของเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่?” ยูร์กล่าว

นอกจากนี้ ยูร์ยังระบุว่า Netflix ลงทุนในประเทศไทยไปแล้วกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ก่อให้เกิดการจ้างงานทางอ้อมกว่า 13,500 ตำแหน่ง พร้อมชี้ให้เห็นว่า คอนเทนต์ของไทยสามารถเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่จะช่วยให้ผู้ชมอยากมาท่องเที่ยวยังประเทศนั้น ๆ โดยงานวิจัยของธนาคารโลกพบว่า ผู้ที่ได้รับชมคอนเทนต์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง มีแนวโน้มอยากเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศนั้นเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศไทย

‘คอนเทนต์ไทย’ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน

ขณะที่ ถกลเกียรติ วีรวรรณ ในฐานะตัวแทนของผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยกล่าวถึง “สูตรลับ” ที่ทำให้ซีรีส์ ละคร และหนังไทยก้าวสู่สากลได้ เป็นเพราะนิสัยและคุณลักษณะเฉพาะของคนไทย เช่น ความใจดี ความมีน้ำใจ ความเห็นอกเห็นใจ และการประนีประนอม ถ่ายทอดผ่านตัวละคร แล้วนำมาผสมผสานเข้ากับประเด็นที่เป็นสากล เช่น ความฝัน ความรัก หรือความสัมพันธ์ในครอบครัวที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้

“จงเรียนรู้ที่จะเล่าเรื่องราวแบบไทย ๆ ในสไตล์สากล เพื่อให้เรื่องราวเหล่านั้นสามารถสื่อสารและเล่าขานในประเทศอื่น ๆ ได้ทั่วโลกเช่นกัน” ถกลเกียรติให้คำแนะนำแก่ผู้ผลิตคอนเทนต์

ถกลเกียรติ ยังยกตัวอย่างความสำเร็จของปรากฏการณ์ “ซีรีส์วาย” และ “ซีรีส์เกิร์ลเลิฟ” รวมถึงศิลปินไอดอลไทย ซึ่งขยายผลจากคอนเทนต์ไปสู่การจัดงานแฟนมีตติ้งในต่างประเทศมากกว่า 300 งานทั่วโลกในปีที่ผ่านมา พร้อมเน้นย้ำเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการเข้าถือสิทธิ์ของบริษัทและการแบ่งปัน “ค่าสิทธิ” ให้แก่ผู้เขียนและผู้สร้างสรรค์ดั้งเดิม เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เป็นธรรม

‘คอนเทนต์ไทย’ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน

ทางด้านฟาริด เฟซัว จาก บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ให้มุมมองในฐานะนักลงทุนว่า เงินทุนจะไม่ได้วิ่งตามแค่ “ศักยภาพ” แต่จะวิ่งหาโครงการที่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สิทธิการเป็นเจ้าของ IP ที่ชัดเจน ข้อมูลเชิงพาณิชย์และขนาดตลาดที่เชื่อถือได้ และการมองเห็นแนวทางการสร้างรายได้หรือกระแสเงินสดที่ชัดเจน

เฟซัว เปิดเผยว่า IFC ได้อนุมัติและระดมเงินทุนกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์ เข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั่วโลกตั้งแต่ปลายปี 2565 โดยมุ่งเน้นการช่วยลดความเสี่ยง ผ่านกลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกับธนาคารพาณิชย์ และการจัดหาเครื่องมือช่วยเหลือทางเทคนิค ให้แก่ผู้ประกอบการสร้างสรรค์รายย่อย เพื่อเปลี่ยนมุมมองของสถาบันการเงินให้กล้าปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจสร้างสรรค์มากขึ้น

“แม้ผลงานสร้างสรรค์จะงดงามเพียงใด แต่หากไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการขยายขนาดธุรกิจได้ มันจะกลายเป็นทางตันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” เฟชัวกล่าว

‘คอนเทนต์ไทย’ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน “เอไอ” เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่การผลิตคอนเทนต์ ซึ่งวิทยากรทุกคนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า เอไอจะเข้ามาเป็น “เครื่องมือเสริม” ของผู้สร้างสรรค์ มากกว่าการมาแทนที่คน โดยยูร์มองว่า เอไอช่วยลดต้นทุนและยกระดับศักยภาพของผู้สร้างสรรค์รายย่อย 

ขณะที่ ถกลเกียรติ ระบุว่า แม้ เอไอจะช่วยสร้างฉากยากๆ ได้ แต่ไม่สามารถทดแทนอารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณของมนุษย์ในการแสดงได้ ทางด้านเฟซัว มองว่า เอไอเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลตลาดและวิเคราะห์แผนธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเทศไทยมีวัฒนธรรม บุคลากร และสถานที่ถ่ายทำที่เข้มแข็งเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ก้าวสำคัญต่อไปคือการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในการปรับปรุงกฎหมาย นโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษี และโครงสร้างการบริหารจัดการ IP เพื่อเปลี่ยนทุนสร้างสรรค์ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

‘คอนเทนต์ไทย’ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน