Exclusive Talk กับ ‘มาโลบิกา บาเนอร์จี’ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายคอนเทนต์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Netflix ผู้ผลักดันคอนเทนต์ไทยให้เฉิดฉาย ติดอันดับ Top Ten ของโลก
-
ปัจจุบันมี Thai Content มากกว่า 33 เรื่อง ติดชาร์ต Top 10 ทั่วโลกของ Netflix
-
‘Hunger คนหิว เกมกระหาย’ สามารถครองอันดับ 1 คอนเทนต์ Netflix ที่มีคนดูมากที่สุดทั่วโลก
-
ล่าสุด ‘เส้นตาย สายลวง’ (The Red Line) ติดอันดับ 2 บนชาร์ต Top 10 หมวดภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศที่มีผู้ชมสูงสุดทั่วโลกบน Netflix
นี่เป็นเพียงผลงานบางส่วนที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารงานของ มาโลบิกา บาเนอร์จี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายคอนเทนต์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Netflix
ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ‘กรุงเทพธุรกิจ’ เดินทางเยือนสำนักงาน Netflix ประจำกรุงเทพมหานคร เพื่อสัมภาษณ์พิเศษ มาโลบิกา บาเนอร์จี ถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของเธอ มุมมองที่มีต่อจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทย ตลอดจนถามถึงคอนเทนต์ไทยเรื่องโปรดของเธอ
นับเป็นครั้งแรกที่ มาโลบิกา บาเนอร์จี ให้สัมภาษณ์สื่อไทยแบบเอ็กซ์คลูซีฟอย่างเป็นทางการ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของคอนเทนต์ไทยบน Netflix มีสอดแทรกอยู่ในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ที่ถึงแม้จะยาว แต่คุ้มค่ากับการอ่านจนจบอย่างแน่นอน
จากประวัติของคุณมาโลบิกา ความน่าสนใจคือ Netflix เลือกผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการกฎหมายร่วม 15 ปี แบบคุณ มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายคอนเทนต์ แทนที่จะเป็นคนในวงการบันเทิงโดยตรง คุณคิดว่ามุมมองของการเป็นนักกฏหมายสร้างความสดใหม่ หรือความแตกต่างอะไรให้กับทาง Netflix บ้าง
มาโลบิกา: เส้นทางของฉันที่เน็ตฟลิกซ์มีความน่าสนใจตรงที่มันเป็นข้อพิสูจน์ถึงวัฒนธรรมภายในองค์กรว่าการแต่งตั้งผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่แค่สายงานเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการกล้าวางเดิมพันกับคนที่เป็นผู้นำ ให้โอกาสพวกเขาพัฒนาไปไกลกว่าความเชี่ยวชาญเดิมที่มีอยู่ แล้วนำมุมมองใหม่ ๆ เข้ามาสู่บทบาทใหม่ที่ได้รับ
ตอนเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายคอนเทนต์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Netflix ฉันมีประสบการณ์ด้านการดูแลทรัพย์สินทางปัญญา การรื้อปรับโครงสร้าง (Deconstruction) และการบริหารความเสี่ยงในตลาดที่มีความซับซ้อนอย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสิ่งที่ฉันนำมาพร้อมกับเรื่องเหล่านี้ด้วยก็คือ เซนส์ของความมีวินัย ในการจัดไลน์อัพคอนเทนต์ต่าง ๆ ไม่ได้แค่แยกเป็นเรื่อง ๆ เท่านั้น แต่ต้องดูด้วยว่าจะขยายในตลาดอย่างไร
เวลาพูดมันฟังดูเหมือนง่าย แต่การลงมือทำไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ การเดินทางครั้งนี้สอนฉันว่าการเป็นผู้บริหารด้านคอนเทนต์ โดยเฉพาะในตลาดที่ซับซ้อนแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันไม่ใช่แค่การส่งเสริมการเล่าเรื่อง แต่ต้องคิดถึงการวางกลยุทธ์ระยะยาวที่สร้างความยั่งยืนด้วย
อยากให้ช่วยอธิบาย “ความซับซ้อนของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ให้เราเข้าใจเพิ่มขึ้น
มาโลบิกา: ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นตลาดเดี่ยวแบบญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรืออินเดีย แต่เป็นกลุ่มประเทศที่มีความชอบในคอนเทนต์ และมีบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการออกแบบเนื้อหาที่จะลงไปในแต่ละตลาดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ต้องเข้าใจความต่างของตลาดแต่ละที่ด้วย เช่น ละครไทยจะประมาณ 15-25 ตอนจบ แต่ถ้าเป็นอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์จะ 100 ตอนขึ้นไป บางเรื่องมากกว่า 1,000 ตอนก็มี
ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบนิเวศและทรัพยากรบุคลากรมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เช่น ไทยมี Inbound Production เกิดขึ้นจำนวนมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีกองถ่ายหรือการผลิตจากต่างประเทศเข้ามาทำกับเราเป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงนี้ทำให้ระบบนิเวศของไทยเติบโตได้ค่อนข้างดี ในขณะที่ฝั่งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ยังเน้นการสร้างให้คนในพื้นที่รับชมมากกว่า
ส่วนในเรื่องของ creative strength อินโดนีเซียกับประเทศไทยโดดเด่นเรื่องสยองขวัญ ฟิลิปปินส์เด่นเรื่องโรแมนซ์ ดรามาครอบครัว ซึ่งฉันต้องเรียนรู้ความต่างตรงนี้เยอะมากหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ไม่ใช่แค่ในเรื่องรสนิยมที่ต่างกันของคนดูเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องจุดแข็งในงานสร้างสรรค์ของแต่ละตลาดว่าเป็นอย่างไร
ฉันโชคดีที่ผู้บริหารระดับอาวุโสในทีมมีประสบการณ์ มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ทำให้ฉันได้ใช้เวลาเรียนรู้ ซึมซับ และมองหาโอกาสพัฒนาเพื่อสร้างในสิ่งใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยทำกันมาก่อน ยกระดับความแข็งแกร่งของแต่ละตลาดให้มากขึ้นไปอีก
ในเบื้องต้นที่รับตำแหน่ง คุณมีวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานอย่างไร นับจากวันนั้นจวบจนถึงปัจจุบัน ช่วยยกตัวอย่างการนำวิสัยทัศน์ดังกล่าวของตัวเองมาใช้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง
มาโลบิกา: เป้าหมายแรกของฉันคือการสร้างเนื้อหาออริจินัลของไทยที่สมาชิก Netflix ในไทยชอบดู แล้วสามารถหาคนดูในต่างประเทศได้ด้วย ช่วงสองสามปีแรกเราใช้เวลาไปกับการทดลองหลายรูปแบบ ทั้งเรื่องราวที่แตกต่าง ฟอร์แมตรูปแบบต่าง ๆ ว่าอันไหนที่จะได้ผล
เรื่องที่ฉันอยากแชร์คือ ‘Hunger คนหิว เกมกระหาย’ มันเป็นความทรงจำที่ยอดเยี่ยมสำหรับฉัน เพราะเป็นเรื่องแรกที่สร้างหลังจากทีมของฉันจัดตั้งขึ้น แล้วหลังจากเปิดตัวก็สามารถขึ้นเป็นอันดับ 1 ทั่วโลก
มันจึงกลายเป็นบทพิสูจน์ว่า “เนื้อหาที่เราตั้งใจสร้างเพื่อตลาดท้องถิ่น สามารถขยายออกไปแล้วมีคนดูในวงกว้างได้ ไม่ต่างอะไรกับคอนเทนต์จากเกาหลีหรือฮอลลีวูดเช่นกัน”
"การเดินทางในช่วงแรก ๆ ไปกับการทดสอบทดลอง นอกจากจะไม่ง่ายแล้ว มันยังต้องมีทั้งในเรื่องของความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอยากรู้อยากเห็น แล้วก็ต้องมีการปรับจูนสัญชาติญาณของเรา เพราะความตั้งใจของเราไม่ใช่แค่ เสิร์ฟในสิ่งที่คนอยากดู แต่จะต้อง “เสิร์ฟในสิ่งที่แม้กระทั่งพวกเขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากจะดู”
หมายเหตุ: ‘Hunger คนหิว เกมกระหาย’ เป็นคอนเทนต์ไทยเรื่องแรกที่สามารถขึ้นครองอันดับ 1 การรับชมทั่วโลกทาง Netflix
การเติบโตของคอนเทนต์ไทย นับจากที่ Netflix เข้าสู่ประเทศไทยมาร่วมสิบปีแล้ว มีพัฒนาการอย่างไร ผ่านการลองผิดลองถูกอะไรมาบ้าง อยากให้ยกตัวอย่างคอนเทนต์ซักเรื่องขึ้นมาเป็น cast study ที่น่าสนใจของไทย
มาโลบิกา: พัฒนาการอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ผู้ชมไทยรับชมเนื้อหาจากประเทศไทยกันมากขึ้น เมื่อปีที่แล้ว (2025) กว่า 90% ของสมาชิกที่อยู่ในไทยรับชม local content แล้วไม่ใช่แค่นั้น เรายังได้เห็นคนนอกประเทศค้นพบเรื่องราวจากประเทศไทย จนส่งผลให้มี Thai Content มากถึง33 เรื่องที่ติด Top Ten ระดับโลก
นั่นคือพัฒนาการของคอนเทนต์ไทย ซึ่งถ้าให้มองจากมุมของ Netflix ฉันนึกถึง 3 ประเด็นหลักด้วยกัน
- ประเด็นแรก การช่วยให้เกิดการเล่าเรื่องในขอบเขตที่กว้างและหลากหลายขึ้น เช่น ‘สาธุ - The Believers’ ซึ่งผสมผสานเรื่องของความเชื่อเข้ากับสิ่งที่ทำให้คนดูแล้วติดหนึบ มีเรื่องของสแกมเมอร์ มิจฉาชีพเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้คนดูอยากจะติดตามไปจนจบ หรืออย่าง ‘เกมชนคนโสด’ Ready, Set, Love’ ที่เรานำเอาความขี้เล่น High Concept เข้ามาสู่คอนเทนต์แนวโรแมนซ์ ซึ่งสองเรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเราช่วยให้เกิดการเล่าเรื่องที่หลากหลายขึ้น
- ประเด็นที่ 2 คือการร่วมงานกับผู้สร้างที่อยากยกระดับ ผลักดันงานฝีมือและโปรดักชั่นให้มีความยิ่งใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ‘ปากกัดตีนถีบ – Ziam’, ‘Mad Unicorn – สงคราม ส่งด่วน’ หรือ ‘ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม - Dalah Death and the Flowers’ พวกนี้มีการเล่าเรื่องแบบ cinematic มีโปรดักชั่นที่อลังการ ในปีนี้เราจะมีเรื่อง ‘เพลิงพระนาง’ ซึ่งคุณจะไม่เคยเห็นงานโปรดักชั่นและงานหัตถศิลป์ในแบบนี้มาก่อน
- ประเด็นที่ 3 คือการเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถค้นพบคอนเทนต์ไทยได้ เช่น ‘สืบสันดาน – Master of the House’ และ ‘Hunger คนหิว เกมกระหาย’ ที่ขึ้นไปติด Top Ten ทำให้คนทั่วโลกได้ค้นพบเนื้อหาไทย
ติดตามบทสัมภาษณ์ครึ่งหลังที่ ‘มาโลบิกา บาเนอร์จี’ จะพูดถึงการวางกลยุทธ์คอนเทนต์ไทยของ Netflix ในปี 2569 รวมถึงหนัง ซีรีส์ไทยที่เธอชื่นชอบเป็นการส่วนตัวได้ที่ลิงค์นี้
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/entertainment/1228550





