ไปกันต่อกับเรื่อง Brain-Based Leadership จากหนังสือ “สมองตัดสินด้วยหัวใจ” ของ ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในคอลัมน์สุดท้าย สรุป "หัวใจของสุดยอดผู้นำ" คือการเข้าใจสมอง ไม่ว่าจะเป็นของมนุษย์หรือเลียนแบบมนุษย์ (AI) หากเข้าใจว่ามันคิดอย่างไร เราจะนำได้ทั้งตัวเองและผู้อื่น ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน
เมื่อ 12 ปีที่แล้ว หนังสือเล่มแรกของผม “สมองตัดสินด้วยหัวใจ” ลงตีพิมพ์ และการเขียนคอลัมน์ร่วมหกร้อยเรื่อง เพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำงานของสมองมนุษย์กับภาวะผู้นำ
วันนี้จะเป็นคอลัมน์สุดท้ายครับ บทอำลาสมองมนุษย์ในบริบทของผู้นำจากผู้เขียน ข้อ 7-12 กับการ ‘นำสมอง’
7. ฮอร์โมนคือสิ่งที่ทำให้สมองเราว้าวุ่นอยู่ได้ Dopamine ที่ทำให้สมองกระฉับกระเฉงเกิดจากคำชม การรู้ว่าตนมีคุณค่า และการได้ทำตามไอเดียใหม่ๆ ของตนเอง Endorphins และ Oxytocin เป็นฮอร์โมนเปี่ยมสุข เพิ่มได้โดยการสร้างบรรยากาศทำงานที่เป็นมิตร สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในทีม ส่วนทางฝั่งผู้ร้ายเราก็มีเจ้า Cortisol ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวพันกับความเครียด หากเครียดน้อยไปก็ทำให้ชีวิตขาดความกระชุ่มกระชวย แต่ถ้าเครียดมากไปสมองจะเกิดอาการ overload
8. สมองให้น้ำหนัก ‘ความกลัว’ มากกว่า ‘ความหวัง’ หมายถึง คนเราจดจำและมีอารมณ์ร่วมกับข้อผิดพลาดหรือข้อตำหนิมากกว่าคำชมเชยประมาณ 5 เท่า หากใครด่าเราหนึ่งครั้ง เค้าต้องชมเราห้าครั้งสมองเราจึงจะกลับไปอยู่ที่เดิม ความกลัวทำให้สมองมนุษย์เครียด หยุดการคิดสร้างสรรค์ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง มุ่งที่เอาตัวรอดเป็นหลัก ลองพิจารณาว่าปัจจุบันอัตราส่วนการชมเชยต่อการตำหนิของคุณอยู่ที่เท่าไหร่? ห้าต่อหนึ่งหรือหนึ่งต่อห้า?
9. สมองต้องการสมาธิและความสงบในการคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ตรงกันข้ามคือความกดดัน ความกลัว และสิ่งรบกวน ในโลกที่โจทย์แห่งการแข่งขันคือนวัตกรรม พยายามสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้นำเห็นอะไรใหม่ๆ หลายๆ ด้าน พลิกวิกฤติให้เป็นมุมบวก ให้เวลาสิ่งเหล่านั้นตกผลึก ‘ฟัง’ ความคิดอย่างเปิดใจ สนับสนุนให้มีโอกาสลองผิดลองถูก และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริม อย่า Micromanage คนของคุณ Stay connected but empower with trust
10. สำหรับสมองเงินอาจไม่ได้เป็นตัวสร้างแรงจูงใจที่ดีที่สุด งานวิจัยพบว่าหากเรามีรายได้เดือนละประมาณหนึ่งแสนบาท ความสุขของมนุษย์จะมาจากอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงิน เพราะสมองเป็นสัตว์สังคม มีเงินแต่รู้สึกว่าต้องประสบกับความไม่ยุติธรรมสมองไม่ชอบ ใช้ชีวิตแบบไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างพรุ่งนี้ ใช้ชีวิตที่เจ้าตัวไม่มีสิทธิ์เลือก ขาดเพื่อนคู่คิดหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร รวมถึงสถานะทางสังคมที่ย่ำแย่ ทุกวันโดนแต่นายๆ ทั้งหลายกดขี่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สมองคนในองค์กร disengage
11. โดยธรรมชาติสมองทำงานด้วยการเน้นจุดแข็งแบบ Strengths-Based สมองเด็กน้อยเติบโตสูงสุดในวัยหกขวบ มีการเชื่อมต่อของเซลส์จำนวนมากกว่าตอนเจ้าตัวเป็นผู้ใหญ่ถึง 3-4 เท่า สมองใช้เวลาหลังจากนั้น ‘กำจัด’ แผนที่ที่ไม่ค่อยได้ใช้ออกไป เหมือนเราถอนวัชพืชที่มาแย่งน้ำหล่อเลี้ยงของต้นไม้ ดังนั้นอย่าเสียเวลาไล่ปลูกที่สมองเราขาด แต่ลองหาวิธีดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วของแต่ละคนออกมาใช้
12. สิ่งแวดล้อมมีผลอย่างมากต่อสมอง การชม ‘อย่างไร’ ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของมนุษย์ เด็กที่ถูกชมว่าเก่งจะขาดความพยายามและความกล้าที่จะรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ความล้มเหลวถูกมองเป็นอุปสรรคที่ถ้าเลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ส่วนเด็กที่ได้รับคำชมบนความพยายามและความวิริยะอุสาหะ จะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่น่าทดลอง สนุกกับการเรียนรู้ และมีความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ หากอยากเปลี่ยนพฤติกรรมลูกน้องเราสามารถเริ่มได้ด้วยการให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของหัวหน้า สร้างสิ่งแวดล้อมที่มองวิกฤติเป็นโอกาสมากกว่าการโฟกัสแค่เพียงวิกฤติ
หัวใจของสุดยอดผู้นำคือการเข้าใจสมอง ไม่ว่าจะเป็นของมนุษย์หรือเลียนแบบมนุษย์ (AI) เพราะหากเราเข้าใจว่ามันคิดอย่างไร เราจะนำได้ทั้งตัวเองและผู้อื่น ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน
ขอบพระคุณคุณผู้อ่านทุกท่านที่กรุณาเดินทางร่วมกันมาโดยตลอด สวัสดีครับ





