นิทรรศการ "Speak Up - ไม่ยอมจำนน" เป็นการเปลี่ยนเรื่องร้องทุกข์ของผู้บริโภคให้กลายเป็นผลงานศิลปะ เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารและต่อสู้เพื่อสิทธิ
KEY POINTS
- นิทรรศการ "Speak Up - ไม่ยอมจำนน" เป็นการเปลี่ยนเรื่องร้องทุกข์ของผู้บริโภคให้กลายเป็นผลงานศิลปะ เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารและต่อสู้เพื่อสิทธิ
- นำเสนอผ่านผลงานของ 2 ศิลปิน คือ ภาพวาดชาร์โคลเชิงสัญลักษณ์ของ บุญเชิด เข็มเงิน และภาพพอร์เทรต 150 ชีวิตของผู้เดือดร้อนจริงโดย จาริณี เมธีกุล
- สะท้อน 4 ปัญหาหลักของผู้บริโภคไทย ได้แก่ สายสื่อสารรกรุงรัง, ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะแพง, ค่าไฟหอพักมหาโหด และการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์
- มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้คนธรรมดาลุกขึ้นมาส่งเสียงเรียกร้องสิทธิ์เมื่อเผชิญความไม่เป็นธรรม แทนการบ่นโดยไม่ลงมือทำ ภายใต้แนวคิด "ร้องเรียน 1 ครั้ง ดีกว่าบ่น 1,000 ครั้ง"
คุณจ่ายค่ารถเมล์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และรถไฟฟ้าวันละเท่าไร สำหรับใครบางคนในเมืองใหญ่ที่ต้องต่อรถถึง 5 ทอดเพื่อไปทำงาน พวกเขาต้องสูญเสียเงินค่าเดินทางสูงถึง 250 บาทต่อวัน จากรายได้ขั้นต่ำเพียงวันละ 600 บาท ซ้ำร้ายเมื่อกลับถึงห้องเช่าเล็กๆ ยังต้องเผชิญกับบิลค่าไฟมหาโหดหน่วยละ 15 บาท ที่ทำให้เงินเก็บแทบไม่เหลือ
บนถนนหนทางที่ประชาชนใช้สัญจรกันตามปกติ ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์หลายคนต้องสังเวยชีวิตและประสบอุบัติเหตุจากสายสื่อสารที่ห้อยย้อยลงมา
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าชวนหดหู่ แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน ทว่าแทนที่จะจบลงด้วยการบ่นระบายในโลกออนไลน์อย่างไร้จุดหมาย วันนี้เรื่องราวความทุกข์ร้อนเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็น “อาวุธทางศิลปะ” ผ่านนิทรรศการ Speak Up - ไม่ยอมจำนน ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่ซึ่งลายเส้นชาร์โคล (Charcoal) อันทรงพลังของ บุญเชิด เข็มเงิน และภาพพอร์เทรตสีสันฉูดฉาดของคนธรรมดา 150 ชีวิต ของ เปิ้ล - จาริณี เมธีกุล จะมาตะโกนบอกเราว่า “ผู้บริโภคต้องไม่ยอมจำนนอีกต่อไป”
บุญเชิด เข็มเงิน และ จาริณี เมธีกุล
ตัวตนสองศิลปิน
บุญเชิด เข็มเงิน เป็นนักวาด Storyboard (สตอรีบอร์ด) การวางแผนลำดับของภาพหรือฉากต่างๆ ผู้ยังคงยึดมั่นในการวาดภาพด้วยมือ ซึ่งในปัจจุบันเป็นทักษะที่หาตัวจับยากมากในประเทศไทย เพราะสตูดิโอส่วนใหญ่หันไปใช้ AI หรือวาดในคอมพิวเตอร์กันเกือบหมดแล้ว
จาริณี เมธีกุล ลูกศิษย์ศิลปะที่ครูโต (ม.ล.จิราธร จิรประวัติ) ให้กำลังใจการวาดภาพพอร์เทรต (ภาพเหมือนบุคคล) ว่า “ไม่ต้องสวย ไม่ต้องเหมือนก็ได้ เอาที่เปิ้ลวาดแล้วมีความสุข” และได้รับเกียรติจาก เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2554 เป็นประธานกล่าวเปิดนิทรรศการศิลปะครั้งแรกในชีวิตให้เมื่อปี 2567
จุดเปลี่ยนจาก ‘ไมค์สัมภาษณ์’ สู่ ‘พู่กันและถ่านชาร์โคล’
เปิ้ล-จาริณี ให้สัมภาษณ์ว่า นอกจากทำงานศิลปะยังทำหน้าที่ผลิตคอนเทนต์และรายการออนไลน์ให้กับ สภาองค์กรของผู้บริโภค มานานกว่า 4 ปี พบว่าการอธิบายปัญหาความเดือดร้อนของผู้บริโภคผ่านรูปแบบรายการสนทนาเชิงวิเคราะห์เข้มข้น (Hard Talk) มีข้อจำกัดในการเข้าถึงประชาชนทั่วไป เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่อยากเสพเนื้อหาเคร่งเครียด
ในฐานะครีเอทีฟ จึงคิดหาทางเลือกใหม่ด้วยการนำศิลปินมาวาดรูปและเล่าเรื่องราวความเดือดร้อนในเชิงศิลปะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและต่อสู้เพื่อสิทธิผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง
ปีนี้ ‘สภาองค์กรของผู้บริโภค’ กำลังขับเคลื่อนการแก้ปัญหาหลักใน 4 ประเด็น คือ ปัญหาสายสื่อสารรกรุงรัง, ขนส่งสาธารณะราคาแพง, ค่าไฟหอพักมหาโหด และการฟ้องร้องแพลตฟอร์ม Facebook
“เปิ้ลได้เชิญ พี่เชิด (บุญเชิด เข็มเงิน) นักวาดสตอรีบอร์ดด้วยมือที่หาตัวจับยากในปัจจุบันมาร่วมงาน พี่เชิดใช้ถ่านชาร์โคลเพียงแท่งเดียวตีความปัญหาเชิงนโยบายที่ซับซ้อนให้ออกมาเป็นภาพสัญลักษณ์เชิงศิลปะที่ทรงพลัง เช่น ภาพ ‘สูบเลือดสูบเนื้อ’ แทนขนส่งสาธารณะราคาแพง หรือภาพ ‘สุสานสายสื่อสาร’ เพราะทำให้มีคนตาย" จาริณีกล่าวและว่า ส่วนตัวเธอรับหน้าที่สัมภาษณ์ผู้เดือดร้อนใน 4 ประเด็นดังกล่าวผ่านวิดีโอคอล
ระหว่างที่ผู้ร้องเรียนเล่าเรื่องราวความทุกข์ร้อนอย่างตั้งใจ ใบหน้าเหล่านั้นเต็มไปด้วยพลังความรู้สึกที่น่าสนใจ จาริณีจึงทั้งนั่งฟังและนั่งสเก็ตช์ภาพพอร์เทรตใบหน้าของพวกเขาสดๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์ลงบนกระดาษรีไซเคิล และกลัวจะลืมว่าแต่ละคนพูดเรื่องอะไร จึงได้เขียนถ้อยคำบอกเล่าจริงของพวกเขาซ่อนลงไปในภาพวาดด้วย
ท้ายที่สุดเธอได้วาดภาพใบหน้าคนธรรมดาและบุคคลสาธารณะรวมทั้งสิ้น 150 ภาพในสไตล์ของเธอเอง
ส่วนลายมือที่อ่านยากในภาพ จาริณีเปรียบเสมือนเสียงของประชาชนที่ปกติมักจะยากในการส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจได้ยิน
เดิมที ภาพวาดทั้งหมดของเปิ้ลและบุญเชิดได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้ถ่ายทำในรายการโทรทัศน์เท่านั้น โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะนำมาจัดแสดงนิทรรศการ
“แต่เพราะผลงานของพี่เชิดสวยงามและมีพลังมาก เปิ้ลจึงชวนพี่เชิดมาร่วมจัดงานนิทรรศการและนำไอเดียนี้ไปเสนอต่อพี่สารี (สารี อ๋องสมหวัง) เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งพี่สารีเห็นชอบในทันทีและผลักดันให้เกิดการติดต่อกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเพื่อเปิดพื้นที่แสดงผลงาน” จาริณีกล่าวถึงที่มาของนิทรรศการ Speak Up - ไม่ยอมจำนน
แนวคิดหลักของนิทรรศการขับเคลื่อนด้วยวลี “ไม่ยอมจำนน” ซึ่งเป็นคำที่จาริณีได้ยินจาก สารี อ๋องสมหวัง มาตลอด 4-5 ปี ว่าผู้บริโภคต้องมีอำนาจต่อรองและไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม
นำมาสู่ชื่อนิทรรศการ “Speak Up - ไม่ยอมจำนน” ที่ต้องการกระตุ้นให้คนธรรมดาที่เคยเงียบเสียง ลุกขึ้นมาส่งเสียงและทำบางสิ่งบางอย่างเมื่อเจอความอยุติธรรม ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “ร้องเรียน 1 ครั้ง ดีกว่าบ่น 1,000 ครั้ง” เพราะหากเราบ่นแต่ไม่ทำอะไร การเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีวันเกิดขึ้น
4 บาดแผลร่วมสมัยของผู้บริโภคไทย
ลองจินตนาการถึงการตื่นเช้ามาเปิดระเบียงห้องพักชั้นสองแล้วพบขด สายสื่อสาร สีดำทะมึนขยุกขยุยพาดกองเข้ามาเกือบถึงตัวบ้านอย่างน่าหวาดเสียว ทว่ามักถูกชาวต่างชาติถ่ายรูปไปโพสต์ประชดปนขำขันในฐานะเสน่ห์แปลกตาของเมืองไทย แต่เบื้องหลังกลับแฝงไปด้วยโศกนาฏกรรมของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์
ภาพสเกตช์ชาร์โคลสีดำทะมึนรูป “สุสานสายสื่อสาร” ที่มีผู้คนห้อยแขวนอย่างไร้ชีวิตของศิลปินบุญเชิด จึงไม่ใช่แค่ภาพจินตนาการฝันร้ายเกินจริง แต่คือเครื่องเตือนสติอันทรงพลัง หากผู้บริโภคยังเลือกที่จะเงียบและยอมจำนนให้กับความชุ่ยของ “สายมรณะ” ท้องถนนในเมืองไทยก็อาจกลายเป็นสุสานของคนธรรมดาคนต่อไปได้ทุกเมื่อ
สำหรับนักศึกษาหรือคนทำงานหาเช้ากินค่ำ “บ้านเช่าหรือหอพัก” ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพักผ่อนหลังผ่านวันอันเหน็ดเหนื่อย ทว่าความจริงที่ผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญ คือการถูกขูดรีดค่าสาธารณูปโภคที่บวกเพิ่มตามใจชอบของผู้ประกอบการ
นิทรรศการนี้บอกเล่าเรื่องราวของนักศึกษาคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับ ค่าไฟหอพัก อัตราสูงถึงหน่วยละ 15 บาท จนทำให้ยอดบิลค่าไฟเฉพาะในห้องเช่าเล็กๆ พุ่งสูงถึง 1,900 บาทต่อเดือน ทั้งที่ค่าเช่าห้องอยู่ที่ 4,000 บาทเท่านั้น
เมื่อพยายามทวงถามความเป็นธรรมจากเจ้าของหอ คำตอบที่ได้รับกลับมาคือความเย็นชาว่า “ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่” ความกลัวไม่มีที่ซุกหัวนอน ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกที่จะ “เงียบ” และก้มหน้ายอมรับชะตากรรม บางรายแก้ปัญหาด้วยการย้ายหอพักหนีค่าไฟแพงมาแล้วถึง 12 ครั้งในชีวิต
บางคนเล่าว่าแทบไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศเลย แต่กลับต้องจ่ายค่าไฟเกือบ 1,000 บาทต่อเดือนอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการซื้อไฟจากการไฟฟ้าฯ มาในราคาเพียงหน่วยละประมาณ 4 บาท แต่กลับนำมาโขกสับขายต่อให้ลูกบ้านสูงถึงหน่วยละ 10-15 บาท
อีกหนึ่งฝันร้ายร่วมสมัยของผู้บริโภคยุคดิจิทัล คือภัยเงียบจาก แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ยอดนิยมอย่าง Facebook หลายคนคงคุ้นเคยกับคำสารภาพสุดช้ำใจอย่าง “เจ็บไม่จำ” ที่ซื้อของออนไลน์แล้วโดนโกงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดคำถามค้างคาใจทำไมผู้บริโภคยุคนี้ต้องกลายมาเป็นนักสืบเอกชน คอยสืบประวัติร้านค้าทุกครั้งก่อนจะกดสั่งซื้อของเพียงชิ้นเดียว
ความเจ็บปวดนี้ถูกถ่ายทอดอย่างแสบสันผ่านปลายพู่กันชาร์โคล บุญเชิด วาดภาพ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กำลังจับไม้จับมือกับเหล่าผีร้ายเพื่อเชิญชวนให้มาซื้อพื้นที่โฆษณา จนกลายเป็นสโลแกนตลกร้ายว่า “ยินดีต้อนรับสู่การซื้อของกับผี” สะท้อนภาพแพลตฟอร์มที่เปิดทางให้มิจฉาชีพและบัญชีม้าเข้ามาหลอกลวงประชาชนอย่างง่ายดายเพียงแค่ยอมจ่ายเงินค่าโฆษณาหรือไม่
ขณะที่ ค่าการเดินทางขนส่งสาธารณะ สะท้อนผ่านชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องแบกรับค่าเดินทางต่อรถสูงถึง 250 บาทต่อวัน เป็นภาระที่หนักหนาสาหัสเมื่อเทียบกับค่าแรงวันละ 600 บาท และต่างจังหวัดกลับกลายเป็นพื้นที่ “ไร้ทางเลือก” เพราะไม่มีระบบขนส่งสาธารณะพื้นฐาน ผู้บริโภคที่อยากเรียกร้องสิทธิ์ยังต้องยอมจำนนและหวาดหวั่นว่าจะมีปัญหากับผู้มีอิทธิพลเดิม
4 บาดแผล 4 แนวทางแก้ไข
สภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่าเหยื่อจำนวนมากของ สายสื่อสาร มักเลือกที่จะเงียบและเจ็บตัวฟรี ใช้เพียงสิทธิ์ประกันสังคมรักษาตัวเอง เพราะหลงเข้าใจผิดไปเองว่า “ฉันเป็นคนขับรถไม่ระวังจนชนสายไฟเอง” ทั้งที่ในแง่ของสิทธิผู้บริโภค สายทุกเส้นบนเสาไฟไม่ว่าจะยังมีสัญญาณหรืออยู่ในสถานะ ‘สายตาย’ ล้วนระบุตัวเจ้าของสายได้ และผู้รับใบอนุญาตพาดสายเหล่านั้นต้องชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด
จาริณีกล่าวว่าปัญหานี้คาราคาซังส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างที่ทับซ้อน คนทั่วไปมักไปร้องเรียนกับการไฟฟ้าฯ ที่ทำหน้าที่เพียงให้เช่าเสา แต่ผู้คุมกฎตัวจริงของสายสื่อสารชั้นล่างกลับคือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
เรื่อง ค่าไฟ ในแง่กฎหมาย ไฟฟ้าถือเป็นทรัพย์สินของประเทศ มีเพียงรัฐเท่านั้นที่มีสิทธิ์ขายไฟ ผู้ประกอบการหอพักไม่มีสิทธิ์บวกกำไรขายต่อเอง ซึ่งกฎหมายควบคุมฉบับนี้มีโทษปรับสูงถึง 200,000 บาท ทว่าที่ผ่านมามาตรการของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กลับไม่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจังในทางปฏิบัติ
‘สภาองค์กรของผู้บริโภค’ จึงต้องเข้ามาทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลความเดือดร้อนจากเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อส่งแรงกระตุ้นและกดดันให้ สคบ. ลุกขึ้นมาบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อปกป้องประชาชน
เช่นเดียวกับ การถูกหลอกซื้อของออนไลน์ ครั้งนี้ ‘สภาองค์กรของผู้บริโภค’ เลือกไม่ปล่อยผ่านและลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการยื่นฟ้องร้องบริษัท Facebook ถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กล้าเปิดศึกกับแพลตฟอร์มระดับโลกเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยเยียวยาให้กับผู้เสียหายชาวไทยเป็นมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท
นำตัวแทนเหยื่อผู้เสียหายจริง 7-8 คนร่วมฟ้องร้องเป็นคดีตัวอย่าง ยื่น 4 ข้อเสนอให้ยักษ์ใหญ่ไอทีต้องรับผิดชอบ โดยโต้แย้งข้ออ้างเดิมๆ ของแพลตฟอร์มที่ว่า “ไม่รู้เห็นกับการฉ้อโกงหรือบัญชีม้า” ในเมื่อเป็นผู้รับเงินค่าโฆษณาโดยตรง จะอ้างไม่รู้ไม่ได้ และต้องมีระบบจัดการข้อมูลความปลอดภัยที่โปร่งใสเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคไทยตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป
ประเด็น ค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ อันแสนสาหัสในกรุงเทพฯ สภาองค์กรฯ กำลังขับเคลื่อนนโยบาย “ตั๋วร่วม 40 บาท” เมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำในเมืองหลวง
นิทรรศการศิลปะ Speak Up - ไม่ยอมจำนน เข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วันนี้ถึง 30 สิงหาคม 2569 ณ ห้องนิทรรศการ 3 ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (ปิดทุกวันจันทร์)





