ท่ามกลางเสน่ห์อันเหนือกาลเวลาของ เมืองเก่าสงขลา เมืองที่วิวัฒนาการทางความคิดไม่เคยหยุดนิ่ง มี ‘อาคารหลังใหม่’ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อ ‘ก๊อปปี้’ อดีต แต่สร้างขึ้นเพื่อ ‘ขัดเน้น’ จิตวิญญาณของวันวานให้เด่นชัดขึ้นในโลกปัจจุบัน
อาคารหลังใหม่นี้คือ อาคาร CEA South หรือ ‘CEA ภาคใต้’ ของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (CEA) ตั้งอยู่บนพื้นที่สถานีดับเพลิงสงขลาเดิม ช่วงรอยต่อระหว่างเมืองใหม่และใจกลางย่านเมืองเก่าใกล้กับถนนสายวัฒนธรรมสำคัญ ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม
CEA จัดงานเปิดอาคารพร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์ “Refining Southern Spectrum : ผนึกแสงสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้” ระหว่าง 19-21 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา
อาคาร CEA ภาคใต้ ไม่ใช่เพียงแค่อาคารราชการที่สร้างจากอิฐและปูน แต่คือปรากฏการณ์ทางสถาปัตยกรรมที่พยายามดึงมนุษย์กลับสู่ธรรมชาติ ผ่านร่องรอยประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ
Save the Wall เมื่อซากปรักหักพังคือจุดเริ่มต้น
จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจไม่ได้มาจากพิมพ์เขียวที่ซับซ้อน แต่มาจากการเดินผ่าน ซากกำแพงเมืองเก่า ที่กำลังร่วงโรย
สถาปนิกมองเห็นความงามในแบบ “สัจจะของวัสดุ” ที่ธรรมชาติพยายามดึงสถาปัตยกรรมกลับสู่จุดเริ่มต้น ภาพของรากไม้ที่เกาะกุมก้อนอิฐดินเผา กลายเป็นที่มาของคอนเซปต์ Save the Wall ที่ต้องการรักษา “Texture” ของกาลเวลาเอาไว้
“เราเดินผ่านซากกำแพงเมืองเก่าสงขลาเกือบทุกวัน แล้วก็ปิ๊งไอเดีย สถาปัตยกรรมที่ดี นอกจากตอบฟังก์ชันใช้สอยภายในอาคารแล้ว ถ้ามันสร้างปรากฏการณ์ให้เกิดการอนุรักษ์กำแพงเมืองขึ้นมาได้ด้วยล่ะ ก็ตรงกับคอนเซ็ปต์ที่เราตกผลึกด้านการอนุรักษ์ที่นี่ด้วย”
ปกรณ์ เนมิตรมานสุข สถาปนิกในทีมบริษัท ควอเทร์ อาคิเทค (Quatre Architect) ซึ่งชนะการประกวดออกแบบ อาคาร CEA ภาคใต้ ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบและคอนเซปต์ Save the Wall ซึ่งมาจากการใช้วิธีลงพื้นที่เดินดูบรรยากาศและสิ่งต่างๆ ที่อยู่โดยรอบพื้นที่ที่จะสร้างอาคาร
ปกรณ์ เนมิตรมานสุข
“สงขลาเป็นเมืองเก่าติดทะเลสาบ มีภูเขา มีธรรมชาติรอบๆ ที่งดงาม เราอยากให้อาคารนี้เชื่อมโยงระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติด้วย ฉะนั้นคอนเซปต์ Save the Wall นอกจากจะช่วยอนุรักษ์แล้ว ยังทำให้คนเข้าใจว่าการอนุรักษ์ที่ดีคือควรจะเก็บสิ่งที่ผ่านกาลเวลา ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปก๊อปปี้หรือเอามาใช้ แค่สร้างความสอดคล้องกัน แล้วสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการอนุรักษ์” ปกรณ์ กล่าว
อาคารแห่งนี้จึงได้รับการออกแบบมาให้ดูเหมือนมีรากไม้เกาะเกี่ยวอยู่บนดิน เปรียบเสมือนรอยต่อที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่เข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน
ความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ
ภายใต้โครงสร้างที่ดูเรียบนิ่ง อาคาร CEA ภาคใต้ ซ่อนปรัชญา Wabi-sabi (วะบิ-ซะบิ) หรือการยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบเอาไว้ สถาปนิกเลือกใช้ อิฐดินเผาดินสองน้ำ วัสดุพื้นถิ่นที่สำคัญของสงขลา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งที่มาและพุทธศิลป์ของตัววัสดุ
อิฐชนิดนี้ผลิตจากดินในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา บริเวณที่ น้ำจืดและน้ำทะเลมาบรรจบกัน ทำให้เนื้อดินมีคุณสมบัติพิเศษและมีความเป็นธรรมชาติสูง
เอกลักษณ์ทางกายภาพคือ เมื่อเผาแล้วจะเกิดลวดลายขึ้นเองตามธรรมชาติคล้าย ‘ก้นหอย’ อยู่ในเนื้ออิฐ
สีของอิฐเป็นโทนสีนุ่มนวล (Soft) เกิดจากการเผาแบบโบราณ ไม่มีการผสมสีเพิ่มเติม อิฐแต่ละก้อนมีความโค้งมนและเฉดสีที่แตกต่างกันเล็กน้อยตามธรรมชาติ เคยเป็นวัสดุหลักที่ใช้สร้างเมืองเก่าสงขลาในอดีต รวมทั้งกำแพงเมือง
งานออกแบบ หลังคา คืออีกหนึ่งไฮไลท์ที่สะท้อนความใส่ใจในบริบท ทีมสถาปนิกได้รับแรงบันดาลใจจากการขึ้นไปบนตึกพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งแล้วมองลงมาเห็นหลังคาโบราณในเมืองเก่าสงขลา
ความสวยงามที่พบไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่เป็นความสวยงามแบบสุ่ม (Random) ของหลังคาที่บางส่วนพังทลายลงตามกาลเวลาซึ่งดูน่าสนใจและมีเสน่ห์ แล้วนำมาตีความใหม่
โดยทีมสถาปนิกเลือกใช้กรอบสามเหลี่ยมของหลังคา ทรงปั้นหยา เพราะสามารถทำสโลปต่ำได้ มาตกแต่งเป็นหย่อมๆ บนหลังคาของอาคาร ‘CEA ภาคใต้’ ที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็น ‘ดาดฟ้ากว้าง’ เพื่อเปิดมุมมองไปยัง ‘เขาตังกวน’ แลนด์มาร์คสำคัญของสงขลาโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง สร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวัฒนธรรมและธรรมชาติของเมือง
หากยืนอยู่ด้านล่างและแหงนมองขึ้นไป จะไม่เห็นตัวหลังคา ทำให้ภาพรวมของอาคารดูเรียบนิ่งราวกับงานโมเดิร์น
จนเมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้นบนซึ่งใช้ประโยชน์เป็น ‘ห้องสมุด TCDC’ หลังคาจะค่อยๆ เฉลยตัวเองผ่านช่องแสง (Skylight) ซึ่งเกิดจากการที่สถาปนิกใช้การตัดทอนรูปทรงปั้นหยา เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาหล่อเลี้ยงพื้นที่ภายในอาคาร และยังช่วยสร้างจังหวะ (Rhythm) ให้กับพื้นที่ห้องสมุด
บันไดสร้างสรรค์ : พื้นที่ ‘ฟรี’ สู่โลกแห่งการเรียนรู้
ทีมสถาปนิกยังต้องการเปลี่ยนภาพจำจาก ‘อาคารราชการ’ ที่ดูปิดกั้น เป็นอาคารที่เปิดโล่งให้ประชาชนรู้สึกกล้าเข้าใช้งาน เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และพื้นที่ครึ่งหนึ่งเป็น พื้นที่ของประชาชน อย่างแท้จริง ผ่านการออกแบบพื้นที่ในรูปแบบ สเตเดียม (Stadium) ตรงขั้นบันไดทางขึ้นอาคาร มีความเป็นพื้นที่สาธารณะสูงจากเหตุผลเชิงฟังก์ชันและจิตวิทยาทางสถาปัตยกรรม
“เส้นเฉียงของสเตเดียมทำหน้าที่เปิดพื้นที่ (Open Space) เพื่อ ‘ดึงดูด’ และ ‘ดูด’ ผู้คนให้ไหลเข้ามาภายในอาคาร” ปกรณ์ กล่าว
สเตเดียมตรงนี้ออกแบบมาให้เป็น พื้นที่อเนกประสงค์เพื่อการเรียนรู้ (Multi-functional Space) มากกว่าทางเดิน โดยมีการจัดจังหวะขั้นบันได เช่น ขึ้น 3 ขั้น มีชานพักกว้าง เพื่อให้สามารถใช้เป็นที่นั่งสำหรับจัด เสวนา สัมมนา หรือทำ กิจกรรม Open Air ได้จริงเหมือนโรงหนังกลางแจ้ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ CEA ที่ต้องการเผยแพร่ความคิดสร้างสรรค์สู่คนหมู่มาก
การทำเป็นสเต็ปบันไดขนาดใหญ่ ยังทำให้คนรู้สึกว่าการขึ้นไปยังห้องสมุดเป็นเรื่องง่ายและน่ารื่นรมย์ ไม่เหมือนการเดินขึ้นตึกทั่วไป
ปกรณ์กล่าวด้วยว่า รูปแบบพื้นที่แบบสเตเดียม ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามานั่งใช้บริการได้ฟรี อาคารราชการที่สร้างจากภาษีประชาชนแห่งนี้เหมือนได้คืนประโยชน์กลับสู่ประชาชนอย่างแท้จริง
สายลมจากสองทะเล
อีกหนึ่งลักษณะเฉพาะทางสถาปัตยกรรมของ ‘อาคาร CEA ภาคใต้’ คือการออกแบบให้มี ใต้ถุนสูงในอาคาร มีประโยชน์และเหตุผลสำคัญหลายด้าน ทั้งเชิงฟังก์ชัน การอนุรักษ์ และความสัมพันธ์กับผู้คน
ทีมสถาปนิกออกแบบอาคารนี้ให้เป็น อาคารประหยัดพลังงาน โดยใช้พื้นที่ครึ่งหนึ่งของตึกเป็นใต้ถุนเพื่อรับลมธรรมชาติจาก “ลมสองทะเล” (ทะเลสาบสงขลาและทะเลอ่าวไทย)
การยกใต้ถุนสูงช่วยให้รับลมได้ดีกว่าระดับพื้นดิน และทำให้พื้นที่นี้ใช้งานได้จริงอย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ
การมีใต้ถุนที่โปร่งโล่งยังช่วยลดความรู้สึกปิดกั้นของตึกราชการ ทำให้คนทั่วไปและผู้ประกอบการกล้าเข้ามาใกล้ชิดและใช้งานพื้นที่สร้างสรรค์มากขึ้น
ปกรณ์กล่าวด้วยว่า รูปแบบใต้ถุนสูง เป็นการตีความสถาปัตยกรรมที่ บียอนด์ (Beyond) ไปมากกว่ายุคเมืองเก่า โดยย้อนกลับไปสู่รากเหง้าดั้งเดิมของพื้นที่ซึ่งเคยเป็น “บ้านใต้ถุน” ที่ใช้เลี้ยงวัวเลี้ยงควายในที่โล่งก่อนจะเกิดเป็นเมืองเก่าสงขลา
ช่วยให้ผู้คนหลีกหนีมลพิษจากระดับพื้นดิน และสอดรับกับการออกแบบ สเตเดียม ที่ช่วยให้คนเดินขึ้นไปอีกเพียงครึ่งชั้นก็ถึงห้องสมุดชั้น 2 ทำให้พื้นที่การเรียนรู้เข้าถึงได้ง่ายและต่อเนื่อง
ตัวอาคารเป็น โครงสร้าง 3 ช่วงเสา (3-span) อ้างอิงจากบ้านใต้ถุนในอดีต และมีช่องประตูตรงกลางที่ให้ความรู้สึกสมมาตร (Symmetry) เลียนแบบสถาปัตยกรรมของที่ว่าการอำเภอในสมัยก่อนซึ่งเคยตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
สถาปัตยกรรมหายตัวได้ และกรอบรูปบรรจุลมหายใจเมือง
อาคาร CEA ภาคใต้ ยังได้รับการออกแบบให้เปรียบเสมือน กรอบรูปขนาดใหญ่ ด้วยแนวคิดที่ต้องการสร้าง ความเคลื่อนไหวภายใต้ความเรียบนิ่ง (Dynamic within Static) เพื่อทำหน้าที่รวบรวมและขับเน้นบริบทอันหลากหลายของเมืองสงขลา
ปกรณ์กล่าวว่า เนื่องจากที่ตั้งของอาคารเป็นรอยต่อระหว่าง “เมืองเก่า” และ “เมืองใหม่” ซึ่งมีสถาปัตยกรรมหลากหลายยุคผสมผสานกัน ทั้งตึกสมัยใหม่ วัด และลานจอดรถที่มีความวุ่นวาย (Dynamic) สูง
สถาปนิกจึงออกแบบอาคารให้มี รูปทรงเรียบนิ่ง เพื่อทำหน้าที่เป็น “กรอบรูป” ที่สะกดและดึงเอาความเคลื่อนไหวสะเปะสะปะรอบๆ ให้ไหลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมุมมองอาคาร
ผนังขนาดใหญ่ทั้งสามด้านของอาคารกรุ กระจกใส เพื่อให้ไม่บังทัศนียภาพรอบด้าน โดยเฉพาะ “เขาตังกวน” แลนด์มาร์คที่รวมเอาทั้งความเป็นธรรมชาติและวัฒนธรรมของสงขลาไว้ด้วยกัน
ยามกลางวัน อาคารจึงทำหน้าที่เหมือน ‘กรอบรูป’ เปิดให้ทุกคนที่เข้ามาใช้งานมองเห็นทัศนียภาพนี้ได้อย่างชัดเจนจากทุกมุมมอง
ยามค่ำคืน เมื่อดวงไฟภายในอาคารสว่างขึ้น กระจกใสที่ถูกจัดวางระยะเข้าไปด้านในจะ “หายตัวไปอย่างลึกลับ” ไม่สะท้อนเป็นเงาบนตัวกระจก ทิ้งไว้เพียงแสงสว่างที่สาดส่องลงบนผนังอิฐและไม้ตะเคียนสีเข้ม ราวอาคารนี้ไร้ผนัง ช่วยขับเน้นความงามของวัสดุภายในและทัศนียภาพภายนอกเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ
แทนที่จะสร้างสิ่งใหม่เพื่อบดบังของเดิม ทีมสถาปนิกตั้งใจให้ อาคาร CEA ภาคใต้ เป็นกรอบรูปที่ช่วย “ขับเน้น” สิ่งงดงามในอดีต เช่น ซากกำแพงเมืองเก่า ลักษณะบ้านใต้ถุนโบราณ ให้กลับมามีชีวิตและโดดเด่นขึ้นมาในมุมมองของคนรุ่นปัจจุบัน
การเป็น “กรอบรูป” คือกลยุทธ์ทางสถาปัตยกรรมที่ใช้ความนิ่งเพื่อสะกดและรวบรวม จิตวิญญาณของเมือง (Sense of Place) ทั้งความเก่า ความใหม่ และธรรมชาติ ให้มาปรากฏตัวร่วมกันอย่างมีชั้นเชิง
สถาปัตยกรรมแห่งนี้ประกาศว่า การอนุรักษ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่การหยุดเวลาไว้ในตู้กระจก แต่คือการทำให้ประวัติศาสตร์สามารถเติบโตและงดงามไปพร้อมกับกาลเวลาที่เคลื่อนผ่านไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน


