background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

เรื่องเล่า"แม่โพสพ" เมืองพัทลุง ที่คนรุ่นใหม่หลงลืมไปแล้ว

เรื่องเล่า"แม่โพสพ" เมืองพัทลุง ที่คนรุ่นใหม่หลงลืมไปแล้ว

ก่อนปลูกข้าว ทำไมต้องมีพิธี"ทำขวัญข้าว" หรือทำขวัญ"แม่โพสพ" นี่คือ วัฒนธรรมดั้งเดิมที่เกษตรรุ่นใหม่ แทบจะหลงลืมไปแล้ว ลองอ่านเรื่องเล่าจากนักเขียนคนนี้

เรื่องเล่าวิถีชาวนาภาคใต้ในความจำของครูลำใย เพ็งแก้ว ที่หลานๆเรียกนามท่านว่า “อาดำ” ยังมีต่อไปอีกว่า

การเก็บข้าว คนใต้จะใช้แกระเก็บ แกระคือเครื่องมือเก็บเกี่ยวของคนใต้โบราณ (ปัจจุบันใช้เคียวแทน) โดยเก็บด้วยแกระทีละรวง แล้วมัดเป็นกำด้วยซังข้าว เรียกว่า “เลียง”

ผู้ชายจะหาบเลียงข้าวมาเก็บไว้บนเรินข้าว(ฉางข้าว) เมื่อเลียงข้าวแห้งแล้วจะนำมาวางเรียงกันเป็นชั้นๆ เรียกว่า “ลอมข้าว”

การทำลอมข้าวเริ่มจากเอาเลียงข้าวมาวางทับกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่ก่อนจะวางต้องทำเป็นหัวใจข้าวไว้ตรงกลางลอมก่อน

เรื่องเล่าแม่โพสพ : การทำหัวใจข้าว

การทำหัวใจข้าว ทำโดยการนำเลียงข้าวสามเลียงมา หันหลัง เข้าหากัน แล้วเอาด้ายสีขาว สีแดง มาผูกมัดด้วยกันโดยรอบ (หลัง หมายถึง ด้านที่พับซังที่ผูกเลียงข้าว)

แล้วนำเลียงอื่นมาวางคว่ำด้านหน้าลงรอบข้าวสามเลียงที่มัดรวมกันโดยรอบเท่ากระด้งใบใหญ่และสูงจนทับข้าวสามเลียงที่ผูกด้วยด้ายสีขาว แดงที่วางไว้ เรียกว่า “หัวใจข้าว” ปัจจุบันนี้หัวใจข้าวของย่านวล เพ็งแก้ว ยังอยู่ที่บ้านอาลำยอง เพ็งแก้ว โดยใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้ ย่าเคยเล่าให้ลูกๆ ฟังว่า “ย่าได้หัวใจข้าวนี้มาจากย่าของย่าอีกทีหนึ่ง”

เรื่องเล่า"แม่โพสพ" เมืองพัทลุง ที่คนรุ่นใหม่หลงลืมไปแล้ว
ภาพจากเฟซบุ๊ค นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

ถ้าได้มากก็ทำลอมใหญ่ รายรั้วทั้งห้องก็ได้ แถวแรกหันหัวเลียงข้าวออกข้างนอกตลอดจนรอบ

จากนั้นจึงหันหัวเลียงเข้าในวางทับรายรั้ว จนเต็มทั้งชั้น นิยมรายข้าวไปทางขวา ชั้นที่สองหันหัวเลียงข้าวเข้าในและวางทับไปทางขวาจนเต็มทั้งชั้น

ทำเช่นนี้ทุกชั้นจนหมดข้าวที่เกี่ยว เมื่อข้าวเก็บเกี่ยวจวนจะหมด ต้องเก็บเลียงข้าวไว้ทำข้าวชุมหัว

เมื่อทำหัวใจข้าวเสร็จแล้วจึงเอาเลียงข้าวมารายรั้วรอบหัวใจข้าวเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามที่เจ้าของต้องการ ให้ใหญ่เล็กขึ้นอยู่กับจำนวนข้าวที่ได้

เรื่องเล่า"แม่โพสพ" เมืองพัทลุง ที่คนรุ่นใหม่หลงลืมไปแล้ว

การทำขวัญแม่โพสพ

การทำข้าวชุมหัว จะทำโดยการนำข้าวสามเลียงมาหันหลังเข้าหากันแต่ไม่ต้องมัดด้วยด้าย ข้าวสามเลียงนี้ เรียกว่า “ข้าวชุมหัว” วางไว้ตรงกลางลอมข้าวแล้วเอาเลียงข้าวอื่นมาวางหันหลังเข้าหากันจนรอบข้าวชุมหัว ประมาณไม่เกิน 20 เลียง เรียกข้าวที่วางรอบข้าวชุมหัวนี้ว่า “เพื่อนข้าวชุมหัว” ขณะทำต้องมีคาถากำกับด้วย

การทำขวัญข้าว เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จทำลอมข้าวแล้ว จะรื้อข้าวบนลอมลงมานวดกินเลยไม่ได้ ต้องทำขวัญข้าวก่อน ถือกันว่าเป็นการทำขวัญแม่โพสพ

หากเก็บวันใดเสร็จให้ทำวันนั้นเลยไม่ต้องคำนึงถึงว่าวันดีหรือไม่ คนส่วนใหญ่จึงรอเก็บเกี่ยวให้หมดในวันดี อาจจะเว้นไว้นิดหน่อยก็ได้แล้วค่อยเก็บในวันดีเพื่อได้ทำขวัญข้าวตรงกับวันดี

ถ้าเก็บหมดแล้วไม่ทำขวัญข้าว ต้องไปถามหมอโบราณดูก่อนว่า วันไหนทำขวัญข้าวได้ แล้วรอทำวันนั้น

การทำขวัญข้าว มีของใช้ในพิธีดังนี้ คือ กล้วย อ้อย ถั่ว งา ปลามีหัวมีหาง ขนมโค ขนมขาว ขนมแดง และทำขนมไข่ไก่ ถ้วยสำหรับทำขวัญ เรียกว่า “ถ้วยขวัญ” ต้องใช้ถ้วยขวัญนี้ทำเป็นประจำทุกปี

และยังใช้เขาวัว หมากสามคำ พลูสามใบ โดยม้วนใบพลูมัดรวมกับหมากแล้วเอาแหวนทองหัวสีดำสวมไว้ (แหวนทำขวัญข้าวต้องใช้แหวนที่มีหัวโดยเฉพาะหัวสีดำ) นำเทียนมาวางตรงกลางใบพลู สายสิญจน์ หมากสี่คำ

เมื่อผู้ทำพิธีขึ้นไปบนลอมข้าว วางหมากสี่คำตามมุมลอมข้าวทั้งสี่ มุมละหนึ่งคำ แล้วนำถ้วยขวัญซึ่งจัดไว้เรียบร้อย

ในถ้วยมีขนมโค ขนมขาว ขนมแดง ขนมไข่ไก่ใส่ในถ้วยขวัญ นำพลูซึ่งสวมด้วยแหวนวางไว้ตรงกลางถ้วย เขาวัวใส่น้ำวางในถ้วยเช่นกัน

หมอจุดเทียนและว่าคาถาดังๆ ที่ลุงพร้อมจำได้มีว่า “แหวนเพชรหัวนิล งาช้าง วัวดิน เพชรนิล แหวนหัว เป็นของมงคล สำหรับพาตน กระดูกโคตรวัว...... ช่อตอช่อพร้าว ช่อข้าวสาลี......”

เมื่อหมอทำขวัญข้าวท่องคาถาจนจบซึ่งยาวมากใช้เวลาเกือบชั่วโมง หมอจะนำแหวนทองลงมาคืนเจ้าของพร้อมถ้วยขวัญ เป็นอันเสร็จพิธีการทำขวัญข้าวของต่างๆ ในถ้วยขวัญ เจ้าของจะช่วยกันรับประทานจนหมดไม่ทิ้งขว้างเลย ส่วนสายสิญจน์ติดไว้ก่อนจนครบ 3 วัน จึงเก็บได้

การรื้อข้าวจากลอม

จากนั้นจึงสามารถรื้อข้าวมานวด ตากกินได้ การรื้อข้าวจากลอม ต้องไม่รื้อในวันพระ และผู้หญิงที่มีประจำเดือนขึ้นไปบนลอมข้าวไม่ได้

นอกจากเรื่องการทำพิธีเกี่ยวกับข้าวแล้ว ครูลำใย เพ็งแก้ว ยังตรวจสอบบันทึกคำบอกเล่าเกี่ยวกับพิธีไหว้คอกควายเอาด้วย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

“การทำพิธีไหว้คอกควาย การทำคอกควาย ต้องมีประตูเข้าออกคอกควาย มีเสาประตูทางซ้ายขวาข้างละ 2 ต้นปักคู่กันทั้งสองข้าง เพื่อเอาไม้มาวางกันมิให้ควายออกจากคอกได้

ไม้กันนี้ต้องมี 3 อัน เรียกว่าหลอดคอก เสาประตูคู่ด้านซ้ายเรียกว่า หมรุนซ้าย คู่ด้านขวาเรียกว่า หมรุนขวา

และเวลาเปิดประตูคอกควาย ต้องเปิดหลอดคอกอันล่างสุดก่อน จากนั้นค่อยเปิดอันบนเรียงขึ้นตามลำดับ

เรื่องเล่า"แม่โพสพ" เมืองพัทลุง ที่คนรุ่นใหม่หลงลืมไปแล้ว

 

การไหวเจ้าที่คอกควาย เริ่มจากของเซ่น มีดังนี้
1. ไก่ตัวผู้รุ่นกะทง 1 ตัว นำมาฆ่าแล้วต้มโดยไม่ต้องตัดเล็บเท้า-จะงอยปากออก ผ่าท้องเอาเครื่องในออก ทำความสะอาดแล้วใส่คืนในท้องตามเดิมทุกอย่าง เอาหัวไก่ เท้าไก่พับใส่เข้าไปในท้องเช่นกัน เสร็จแล้วมัดด้วยใบตะไคร้ต้มจนสุก

2. เหล้าขาว 1 ขวด ต้องไปเปิดขวดที่ประตูคอกควาย

3. หางใบตอง 1 แผ่น (ปลายใบตอง)

4. เทียนแดง 1 เล่ม

5. หมากตำตะบันหมาก 1 คำ

6. ข้าวสุก 1 ถ้วย

เมื่อเตรียมอุปกรณ์ครบแล้ว นำไปที่ประตูคอกควาย วางทุกอย่างลงที่ประตูคอก แล้วเอาหางใบตองวางตรงหมรุนขวา ปักเทียน หมากตำ เนื้อไก่ฉีกจากตัว ต้องเอาเครื่องในไก่ข้างในออกมาทุกอย่าง ข้าวสุก เหล้า วางทุกอย่างลงบนหางใบตอง

เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จจุดเทียน ผู้ทำพิธี (ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของควาย) นั่งลงโดยไม่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก แล้วไหว้ชุมนุมเทวดาก่อนต่อด้วยคาถาไหว้คอกควายตามที่ลุงพร้อมจำได้ ขึ้นต้นว่า

“ไหว้ท้าวกรุงแถลง ฤทธิแรงแข็งกล้า ท่านเที่ยวหว่านยา ต้องวัวต้องควาย ต้องช้างต้องม้า มอดม้วยมรณา ฤทธิ์ยาชาญชัย เทพเจ้ารักษา เทียวเทียวไป......ให้เกิดแต่เหมีย

อย่าง่อยอย่าเพลีย อย่าหักอย่าราน รานคอกรานถุน รานนารานบ้าน จำหมอจำควาญ จำคอกจำโรง ให้รู้จักเจ้า ฝูงอื่นอย่าเข้า ให้มาใกล้มูล.......”

คาถาที่ลุงพร้อมจำได้มีแค่นี้ เมื่อว่าคาถาไหว้เสร็จ ผู้ทำพิธีรินเหล้าจากแก้วลงตรงเสาประตูคอกด้านขวาจนหมดครึ่งแก้ว แล้วรอประมาณ 10-15 นาที ก็นำของเซ่นเหล่านี้มารับประทานได้

นี้เป็นเรื่องเก่า เรื่องเล่าจากครอบครัวดิฉัน มีโอกาสจะมาแบ่งปันเล่าให้ฟังเป็นบันทึกความทรงจำจากไพร่บ้านพลเมือง ชาวนาไทย ที่บัดนี้วิถีดั้งเดิมได้เปลี่ยนแปลงไปแทบหมดสิ้น เค้าเงาที่เหลืออยู่ จึงมีค่ายิ่งกับการสืบต่อเก็บไว้ในความทรงจำของลูกหลานรุ่นหลัง

ซึ่งดิฉันมีความหวังมาตลอดว่า เรื่องเล่าของดิฉันจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้คนรุ่นใหม่กลับไปสืบค้นชีวิตครอบครัวของแต่ละคน แล้วบันทึกเป็นความจำของแต่ละบ้าน แต่ละชุมชนเก็บเอาไว้

ความทรงจำเหล่านี้มีค่ามากกับอนุชนรุ่นหลัง ขอเราเพียรทำหน้าที่นี้เก็บไว้ให้เป็นมรดกของครอบครัว ของไพร่บ้านเมืองสยามกันด้วยนะคะ

.............

ตามอ่านเรื่องราวได้ที่เฟซบุ๊ค นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว