background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ค่า SPF ใน 'ครีมกันแดด' คืออะไร? รู้ไว้ก่อนพกไป 'เที่ยวทะเล'

ค่า SPF ใน 'ครีมกันแดด' คืออะไร? รู้ไว้ก่อนพกไป 'เที่ยวทะเล'

ก่อนจะไปปักหมุด "เที่ยวทะเล" ชวนขาเที่ยวมารู้จักวิธีเลือก "ครีมกันแดด" ที่มีสิทธิภาพดีที่สุดในการปกป้องผิวจากรังสียูวี พร้อมทำความเข้าใจเรื่องค่า SPF ใน "ครีมกันแดด" ว่าทำไมถึงสามารถป้องกันผิวไหม้จากแสงแดดได้

นับตั้งแต่ ศบค. ประกาศผ่อนคลายล็อคดาวน์ในระยะที่ 4 และ 5 ซึ่งทำให้สามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ รวมถึงศูนย์การค้า ร้านค้า ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ก็ทยอยเปิดให้บริการได้แล้ว จึงเห็นภาพคนไทยเริ่มท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยเฉพาะคนที่ชอบ “เที่ยวทะเล” แม้ช่วงนี้จะหน้าฝน แต่ก็มีชายหาดหลายแห่งเปิดให้เที่ยวได้แล้ว แต่ก่อนจะเดินทางไป “เที่ยวทะเล” กลางแดดจ้า สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมักจะพกติดตัวไปด้วย (และต้องใช้ก่อนออกจากบ้าน) ก็คือ “ครีมกันแดด”

เราใช้ “ครีมกันแดด” กันทุกวัน แต่บางคนก็อาจจะยังไม่รู้ว่าครีมกันแดดที่ใช้อยู่นั้นมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวได้มากน้อยแค่ไหน และข้อมูลบางอย่างที่ระบุอยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์อย่าง ค่า “SPF” และ ค่า “PA+++” รู้หรือเปล่าว่ามันหมายถึงอะไร? และความสำคัญยังไง?

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จะพาไปเจาะลึกเรื่อง “ครีมกันแดด” กันสักหน่อยเพื่อที่จะได้รู้วิธีใช้ให้ถูกต้อง พร้อมแนะนำวิธีเลือกซื้อ “ครีมกันแดด” ให้เหมาะกับลักษณะผิวของแต่ละคน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

  • รังสี UV ในแสงแดดคืออะไร?

รังสียูวีมีผลกระทบต่อผิวหนังค่อนข้างมาก สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามช่วงความยาวคลื่น ได้แก่

1. รังสี UV-A (ความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 320–400 nm)  สามารถทะลุผ่านผิวหนังถึงชั้นหนังแท้ เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อคอลลาเจนและเส้นใยอิลาสติก ทำให้เซลล์ผิวเกิดภาวะแก่ก่อนวัย

2. รังสี UV-B (มีช่วงความยาวคลื่น 290–320 nm) เมื่อได้รับเป็นเวลานานจะทำให้ผิวหนังบวมแดง พองและลอกออก เกิดอาการไหม้แดด (sunburn) และเมื่อได้รับรังสีอย่างต่อเนื่อง ก็อาจพัฒนาให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

159317111648

  • “ครีมกันแดด” ป้องกันผิวจากรังสี UV ได้ยังไง?

ในผลิตภัณฑ์กันแดดประกอบด้วยสารที่ทำหน้าที่ป้องกันรังสี UV ซึ่งสารดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามคุณสมบัติในการป้องกันรังสี UV ได้ดังนี้

1. ป้องกันรังสี UV โดยการดูดซับรังสี สารกลุ่มนี้จะเคลือบอยู่บนผิวหนังแล้วดูดกลืนรังสี UV ไว้ ทำให้รังสี UV ไม่สามารถทะลุผ่านเข้ามาทำอันตรายต่อผิวหนัง หลังจากนั้นจึงค่อยๆ คายพลังงานออกมาในรูปรังสีที่ไม่เป็นอันตราย โดยมีทั้งกลุ่มสารดูดซับรังสี UV-A  และกลุ่มสารดูดซับรังสี UV-B จุดเด่นคือ สามารถป้องกันรังสี UV ได้ดี เพราะสามารถดูดกลืนรังสีไว้ได้ทั้งหมด แต่มีโอกาสเกิดการแพ้ได้ เพราะสารบางส่วนสามารถซึมผ่านชั้นผิวหนังและเกิดอาการแพ้ได้

2. ป้องกันรังสี UV โดยการสะท้อนรังสี สารกลุ่มนี้จะเคลือบอยู่บนผิวหนังแล้วทำการสะท้อนหรือกระจายรังสี UV เสมือนเป็นร่มให้กับผิวหนัง จึงสามารถป้องกันรังสี UV ได้  จุดเด่นของสารกลุ่มนี้ คือ ไม่ถูกดูดซึมผ่านผิวหนังจึงมีความปลอดภัยสูงกว่ากลุ่มแรก และมีโอกาสเกิดการแพ้ได้น้อย แต่มีข้อด้อยคือ สารกลุ่มนี้มีขนาดอนุภาคที่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อทาที่ผิวจะเกิดการสะท้อนแสง ทำให้เกิดปื้นขาวบริเวณที่ทาและแลดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่สมัยนี้ถูกพัฒนาสูตรให้อนุภาคเล็กลง แก้ปัญหาปื้นขาวได้ดี

  • ค่า SPF และค่า PA++ ใน “ครีมกันแดด” คืออะไร?

ผลิตภัณฑ์กันแดดแต่ละตัว จะมีความสามารถในการป้องกันแดดได้แตกต่างกัน จึงได้มีการกำหนดค่าชี้วัดประสิทธิภาพในการป้องกันแดดที่สำคัญเอาไว้ คือ

1. SPF (Sun Protection Factor)

SPF คือ ค่าที่วัดประสิทธิภาพในการป้องกันการไหม้แดงของผิวหนังที่เกิดจากรังสี UV-B โดยใช้ตัวเลขแสดงระดับของประสิทธิภาพและความสามารถในการดูดซับรังสี UV-B เช่น SPF 15 ดูดซับ UV-B ได้ 93% , SPF 30 ดูดซับ UV-B ได้ 96% , SPF 50 ดูดซับ UV-B ได้ 98% อย่างไรก็ตามค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV-B ได้ไม่แตกต่างกันมากนัก

2. PFA (มักมีเรตติ้งในรูปแบบ PA++)

PFA (Protection Factor of UV-A) คือ ค่าที่วัดประสิทธิภาพในการป้องกันอาการดำคล้ำของผิวหนังที่เกิดจากรังสี UV-A โดยสัญลักษณ์ในการแสดงระดับของประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV-A มีทั้งแสดงในรูปแบบของ PA++ หรือ ดอกจัน (*)

159317111684

  • ค่า SPF และค่า PA++ แค่ไหนถึงจะดี?

มีข้อมูลจากบทความวิชาการของหน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุถึงการวัดระดับประสิทธิภาพของ SPF และ PA++ ใน “ครีมกันแดด” เอาไว้ดังนี้

1. ค่า SPF 2-15   หมายถึง ดูดซับรังสี UV-B ได้ 50-93%

2. ค่า SPF 15-30 หมายถึง ดูดซับรังสี UV-B ได้ 93-96%

3. ค่า SPF 30-50 หมายถึง ดูดซับรังสี UV-B ได้ 96-98%

ส่วนประสิทธิภาพของค่า PFA ได้แก่

1. ค่า PA+ (หรือ *)       หมายถึง ป้องกัน UV-A ได้ต่ำ

2. ค่า PA++ (หรือ **)    หมายถึง ป้องกัน UV-A ได้ปานกลาง

3. ค่า PA+++ (หรือ ***) หมายถึง ป้องกัน UV-A ได้สูง

4. ค่า PA++++  หมายถึง ป้องกัน UV-A ได้สูงมาก

  • “ครีมกันแดด” แบบกันน้ำช่วยป้องกันแดดได้แค่ไหน?

ผลิตภัณฑ์กันแดดบางชนิด ระบุคุณลักษณะพิเศษในการกันน้ำ (water resistance) เพื่อแสดงให้ผู้บริโภคทราบว่า ผลิตภัณฑ์กันแดดประเภทนี้ยังคงสภาพ SPF ตามที่กำหนดเมื่อทาผลิตภัณฑ์แล้วมีการแช่น้ำ ซึ่งความสามารถในการกันน้ำ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

1. Water resistance product  คือ ผลิตภัณฑ์ที่สามารถคงสภาพ SPF ได้ตามที่กำหนด หลังจากแช่น้ำนาน 40 นาที

2. Very water resistance product  คือ ผลิตภัณฑ์ที่ยังคงสามารถคงสภาพ SPF ได้ตามที่กำหนด หลังจากแช่น้ำนาน 80 นาที

  • “ครีมกันแดด” ไม่ได้มีแค่แบบครีมเท่านั้น

ผลิตภัณฑ์กันแดดในท้องตลาด มีรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน สำหรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้กัน ได้แก่

1. รูปแบบอิมัลชัน ได้แก่ ครีม โลชัน เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด มีความหนืดที่แตกต่างกันไป ข้อดีคือ มีความสามารถในการกระจายตัวบนผิวได้ดี รวมทั้งเคลือบและยึดติดบนผิวได้ดี แต่ข้อเสียคือความเหนอะหนะค่อนข้างมาก

2. รูปแบบเจล ข้อดีคือเนื้อผลิตภัณฑ์ใส น่าใช้ ซึมซาบง่าย แต่ข้อเสียคือมักมีราคาแพง และฟิล์มที่เกิดจากเจลสามารถถูกชะออกโดยน้ำหรือเหงื่อได้ง่าย ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพในการกันแดด

3. รูปแบบแอโรซอล (ฉีดพ่นหรือสเปรย์) ข้อดีคือใช้กับผิวหนังบริเวณกว้างได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ มักเกิดฟิล์มกันแดดที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ประสิทธิภาพในการกันแดดลดลง

159317187386

  • วิธีใช้ “ครีมกันแดด” ให้ถูกต้อง

รู้หรือไม่? การใช้ครีมกันแดดที่ถูกวิธี จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์กันแดดสามารถป้องกันรังสี UV ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ผิวพรรณปลอดภัยได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

1. ควรทาผลิตภัณฑ์กันแดดอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน แต่หากต้องการให้ได้ผลในการป้องกันผิวจากแสงแดดมากที่สุด แนะนำให้ทาผลิตภัณฑ์กันแดดทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะเวลาที่มีเหงื่อออก หรือหลังจากว่ายน้ำ หรือเช็ดตัว

2. ควรทาให้เป็นฟิล์มเคลือบบนผิวให้สม่ำเสมอ และปกคลุมทั่วผิว แต่ไม่ต้องถูนวด

3. ทาผลิตภัณฑ์กันแดดในปริมาณที่เหมาะสมกับบริเวณของร่างกายที่สัมผัสกับแสงแดด เช่น จมูก ใบหู โหนกแก้ม เป็นบริเวณที่สัมผัสแสงแดดได้มากกว่าบริเวณอื่น จึงอาจต้องทาในปริมาณมากขึ้น

4. หลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตาหรือเนื้อเยื่ออ่อน เพราะอาจเกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้ง่าย

5. ควรทาก่อนออกแดดประมาณ 20 – 30 นาที เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์ต้องใช้เวลาในการจัดเรียงตัวและปกคลุมผิวหนัง

  • วิธีเลือกซื้อ “ครีมกันแดด” ให้เหมาะกับสภาพผิว

มีข้อมูลจาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า การเลือกซื้อครีมกันแดดควรเลือกชนิดที่ป้องกันแสงแดดและรังสียูวี ได้ทั้งรังสี UV-A และ UV-B และควรมีการระบุค่า SPF 30 ขึ้นไป และควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะของผิวพรรณ ดังนี้

1. ผิวมัน เป็นสิวง่าย : ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่เป็นเนื้อโลชั่นหรือเจล เพราะไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะบนใบหน้า

2. ผิวแห้ง : ควรเลือกใช้กันแดดชนิดครีม เพราะครีมมีส่วนที่เป็นน้ำมันบำรุงช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และไม่ควรใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้ง

3. ผิวแพ้ง่าย : ควรเลือกใช้กันแดดที่มีเนื้อบางเบา และต้องเป็นสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ

------------------------------

อ้างอิง : คณะเภสัชศาสตร์ มหิดล, สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์