ศรัทธาต่างแดน กฐินพระราชทาน

ศรัทธาต่างแดน  กฐินพระราชทาน

การทอดกฐิน นอกจากเป็นการทำบุญ ยังสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้คน โดยเฉพาะคนต่างบ้านต่างเมือง 

................................

 ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน มีเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ทำให้มนุษย์อายุยืนและมีความสะดวกสบายมากขึ้นเพียงใด แต่มนุษย์ก็ยังต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

ศาสนายังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ตลอดกาล

ถ้าเป็นชาวพุทธ ก็ถือปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า....สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น 

การทำบุญ ก็เป็นส่วนหนึ่งของคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีหลายรูปแบบ อาจจะทำบุญด้วยทรัพย์ ด้วยการให้ความรู้ ด้วยการเป็นจิตอาสา ฯลฯ ​

การทอดกฐินก็เป็นการทำบุญรูปแบบหนึ่ง โดยมีผ้าเป็นสื่อกลางในพิธีกรรมของสงฆ์ช่วงระยะเวลาในการทำบุญตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12หรือไม่เกิน 1 เดือน หลังจากออกพรรษา

สาเหตุที่ต้องมีการทอดกฐิน เนื่องจากในสมัยพุทธกาลบางท้องที่ พระภิกษุสามเณรหลายรูปมีผ้านุ่งผ้าห่มเก่าและขาด หาใหม่ไม่ได้พระพุทธเจ้าจึงทรงให้ช่วยกันหาเศษผ้า หรือ ท่อนผ้าที่เขาทิ้งตามถนนหนทางหรือตามป่าช้ามาซักแล้วตัดเย็บเป็นจีวรหรือผ้านุ่งผ้าห่ม โดยนำไปย้อมด้วยเปลือกไม้ จากนั้นมีการประชุมสงฆ์อย่างน้อย 5 รูปขึ้นไป แล้วทำพิธีมอบถวายให้พระภิกษุสามเณรที่มีจีวรผ้านุ่งผ้าห่มเก่าขาด

และนี่คือ ที่มาของการทอดกฐินที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล

 ส่วนระยะเวลาของการทอดกฐิน เรียกว่า กฐินกาล จะมีทั้งกฐินหลวง และ กฐินราษฎร์

ในส่วนของกฐินราษฎร์ คนที่มีจิตศรัทธาจะนำกฐินไปทอดถวายวัดทั่วไป มีทั้งมหากฐิน เป็นกฐินที่นิยมจัดเครื่องบริวารกฐินต่างๆ มากมาย และจุลกฐิน เป็นกฐินน้อยหรือกฐินรีบด่วน เพราะมีเวลาจัดเตรียมการน้อย

      

1

ส่วนกฐินหลวง เป็นกฐินที่ทอดถวายแด่พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษา ณ พระอารามหลวงแห่งใดแห่งหนึ่ง มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน คือ กฐินเสด็จพระราชดำเนิน เป็นกฐินหลวงที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปพระราชทานถวายด้วยพระองค์เองหรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ไปทอดถวายแทน, กฐินต้น เป็นกฐินส่วนพระองค์ที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระราชทานแก่วัดใด วัดหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นวัดหลวงหรือวัดราษฎร์ก็ได้     

กฐินหลวงอีกประเภท ก็คือ กฐินของพระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่หน่วยงานข้าราชการ คฤหบดี พ่อค้า และประชาชนผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทานผ้ากฐินนำไปทอดถวาย ณ พระอารามหลวง แห่งใดแห่งหนึ่ง  ซึ่งเป็นพิธีที่สำคัญ     การทอดกฐินพระราชทาน เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เริ่มมีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538  โดยดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เป็นผู้ริเริ่มให้นำกฐินพระราชทานไปทอดในประเทศเพื่อนบ้าน และถือปฎิบัติต่อเนื่องทุกปี 

แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับเครื่องบริวารพระกฐิน จำพวกเงิน วัตถุ สิ่งของ เพื่อนำมาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพุทธศาสนามากกว่าการถวายผ้าไตรจีวร แต่ในสังฆกรรมสำคัญของคณะสงฆ์ ผ้าไตรจีวรยังเป็นสิ่งสำคัญในการทอดกฐิน

การเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดที่วัดพุทธใน 13 ประเทศ ถือว่าเป็นการเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนในประเทศนั้นๆได้เป็นอย่างดี โดยมีพุทธศาสนาเป็นแกนหลักในการเชื่อมโยงผู้คนต่างชาติต่างภาษาเข้าไว้ด้วยกัน

2

ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีแรกของยุคสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องบริวารพระกฐินพระราชทานไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก รวม 13 ประเทศ คือ อินเดีย,มาเลเซีย ,กัมพูชา,เมียนมา,เนปาล,ศรีลังกา,สปป.ลาว,จีน ,บังกลาเทศ,สิงคโปร์,อินโดนีเซีย,ภูฏาน และเวียดนาม

“ผมไปภูฏานเมื่อปีที่แล้ว คนที่นั่นก็เป็นชาวพุทธเหมือนพวกเรา การถวายผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดที่นั่น สมเด็จพระชนนีและเจ้าหญิง ก็เสด็จมาในงานด้วย กฐินพระราชทานสามารถกระชับความสัมพันธ์ทั้งระดับประชาชนและระดับราชวงศ์ และเป็นเรื่องที่ดีมาก ” รุจ โสรัตน์ ผู้อำนวยการกองการทูตวัฒนธรรม กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เล่า และในปีนี้เขาได้ร่วมเดินทางมาถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่วัดพระพุทธโฆสาจารย์ (วัดเจินฎ็อมแฎก) กรุงพนมเปญ กัมพูชา ด้วย

วัดพระพุทธโฆสาจารย์ เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ สร้างขึ้นราวๆ พุทธศตวรรษที่ 20 ตามพระราชโองการของพระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าพญายาต) ผู้ตั้งเมืองพนมเปญเป็นราชธานีของราชอาณาจักรกัมพูชาครั้งแรก

หากถามว่า เหตุใดจึงนำกฐินพระราชทานมาทอดที่วัดแห่งนี้... 

ดามพ์ บุญธรรม อุปทูต สถานเอกอัครราชทูต กรุงพนมเปญ ซึ่งมีความสนใจและชอบศึกษาค้นคว้าเรื่องประวัติศาสตร์ เล่าว่า วัดแห่งนี้สร้างพร้อมๆ กับการสร้างกรุงพนมเปญเป็นเมืองหลวง ถ้าเปรียบประวัติศาสตร์คงจะอยู่ต้นกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) สร้างสิ่งก่อสร้างภายในวัดนี้หลายอย่าง อาทิ พระเจดีย์ และมีศิลาจารึกบันทึกไว้ว่า บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา  

ว่ากันว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ช่วงที่กองทัพเวียดนามบุกเข้ากรุงพนมเปญทำลายวัดวาอารามจำนวนมาก เมื่อปีพ.ศ. 2382 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา ยกทัพไปปราบกองทัพเวียดนาม และหลังจากทั้ังสองฝ่ายเจรจาสงบศึก เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงได้มีโอกาสบูรณะวัดพระพุทธโฆสาจารย์ และเมื่อปีพ.ศ.2485  ได้จารึกเรื่องราวการบูรณะวัดเป็นภาษาไทยไว้ในแผ่นศิลาจารึก

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมเคยเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วย ท่านเคยศึกษาศิลาจารึกและภาษาโบราณของเขมร เมื่อท่านได้เห็นศิลาจารึกของวัดนี้ ท่านให้นักโบราณคดีไทยช่วยอ่านและถอดความ เพราะศิลาจารึกเขียนเป็นภาษาไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 พุทธศาสนาเถรวาทของไทยและกัมพูชาคล้ายคลึงกันมาก”  อุปทูต เล่าให้ฟัง

3

ชาวไทยและชาวเขมร ต่างมีศรัทธาต่อพุุทธศาสนา ดังนั้นการทำบุญทอดกฐินร่วมกัน ย่อมเป็นเรื่องดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศ และวัดพระพุทธโฆสาจารย์ (วัดเจินฎ็อมแฎก)ก็มีความสัมพันธ์กับประเทศไทยมาเนิ่นนาน

“ไม่ว่างานบุญหรืองานอะไรก็ตามที่ต้องมาวัด ชาวบ้านจะช่วยเหลือกันเต็มที่ และแต่งตัวเต็มที่ จะนุ่งซิ่น ใส่เสื้อขาวมาทำบุญกันเต็มวัด” ล่ามชาวกัมพูชา เล่าให้ฟัง และได้เห็นว่าชาวกัมพูชา มีความศรัทธาเข้ามาร่วมพิธีทำบุญทอดกฐินเต็มวัด

พิธีทอดถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน (วันที่ 9 ตุลาคม 2560 ) จึงมีชาวพุทธทั้งไทยและกัมพูชาร่วมเตรียมงานและทำบุญจำนวนมาก ฝ่ายไทยมีพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา และประธานในพิธีเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ส่วนบุคคลสำคัญฝ่ายกัมพูชา มี สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์ (ฝ่ายมหานิกาย ) และสมเด็จพิชัยเสนา เตีย บัณห์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประธานสมาคมมิตรภาพกัมพูชา-ไทย การทอดกฐินพระราชทานครั้งนี้ มีเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธากว่าหนึ่งล้านบาท

ว่ากันว่าพุทธศาสนาในกัมพูชา จะมีความแตกต่างจากพุทธศาสนาในเมืองไทยในแง่รูปแบบการบริหารจัดการ เนื่องจากมีสมเด็จพระมหาสังฆราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์ ทรงครองผ้าสีเหลือง ทรงเป็นประมุขสงฆ์นิกายมหานิกายในกัมพูชา และสมเด็จพระมหาสังฆราชบัวคลี่ ทรงครองผ้าสีกรัก ทรงเป็นประมุขสงฆ์นิกายธรรมยุตในกัมพูชา 

แม้จะแตกต่างกันในแง่รูปแบบการบริหารจัดการคณะสงฆ์ แต่แก่นของพุทธศาสนาเหมือนกัน คือ ให้คนทำดี ละความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ 

ดาม เล่าต่อว่า ในกัมพูชาจะให้ความสำคัญทั้งสองนิกาย ไม่ว่าจะเป็นเถรวาท หรือธรรมยุต อย่างองค์ที่เสด็จมาสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์ ก็มีบทบาทในการฟื้นฟูการศึกษาและวัฒนธรรม โดยประเทศนี้จะมีประมุขสงฆ์สองฝ่าย มีสมเด็จพระสังฆนายกแห่งกัมพูชาติอีกองค์ ทรงทำหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์

"พุทธศาสนาเป็นตัวเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ โดยปราศเรื่องการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องดีมากๆ ชาวพุทธกัมพูชามาเยอะมากๆ พวกเขามีศรัทธาในพุทธศาสนา และผมก็มองว่าการศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญมาก เรานำความผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนแก้ปัญหาในปัจจุบัน งานที่ผมทำก็เกี่ยวกับการบริหารพื้นที่ชายแดน  ก็ต้องอาศัยความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ เพราะฝรั่งเศสเคยเป็นเจ้าอาณานิคมในพื้นที่แถบนี้” ดาม เล่าและบอกว่า ตัวเขาเอง ศึกษาพุทธศาสนาในแง่ประวัติศาสตร์ ไม่ได้ลงลึกเรื่องหลักธรรม

“ตัวผมเองก็ไหว้พระสวดมนต์เหมือนคนอื่นๆ ผมมองว่า พุทธฝ่ายเถรวาทในกัมพูชาคล้ายๆ พุทธศาสนาในเมืองไทย คนกัมพูชาก็ชอบไปวัดทำบุญเหมือนกัน"