นักซ่อมกีตาร์คนนี้ เรียนรู้การซ่อมเอง และไม่ว่าจะทำเรื่องใด ต้องสนุกและชอบก่อน ไม่อย่างนั้นจะทำไปทำไม
.........................
นักซ่อมกีตาร์วัย 60 ปีคนนี้ ไม่มีคำว่าเกษียณ เพราะสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะสร้างรายได้หรือไม่ก็ตาม เขาเรียกมันว่า งานอดิเรก
คเชนทร์ แสงภักดี เจ้าของร้าน Alicela Guitars ซึ่งคนในแวดวงกีตาร์รู้จักเป็นอย่างดี เขาเรียนรู้การซ่อมและประดิษฐ์กีตาร์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง
แน่นอนว่า เขาต้องเล่นดนตรีเป็น แต่ตอนอายุ 16 เล่นกีตาร์ไม่เป็น ก็ทำกีตาร์โปร่ง เพื่อที่จะหัดเล่น
นอกจากซ่อมกีตาร์มานานกว่า 30 ปี เขายังเป็นคนที่ชอบประดิษฐ์ เรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ตัดรองเท้าใส่เอง ทำเฟอร์นิเจอร์ใช้เอง และประดิษฐ์ลำโพงใช้เอง ใครเห็นแล้วชอบ ก็ซื้อไป
ถ้าอย่างนั้น เรื่องสนุกๆ ที่เขาเรียกว่า งานอดิเรก มันสนุกตรงไหน
อะไรทำให้คุณชอบลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
ตอนอายุ 16 ผมไปเก็บเศษไม้และซื้อไม้อัดมาทำกีตาร์โปร่ง โดยยืมเครื่องมือคนข้างบ้าน ตอนทำส่งครู ครูบอกว่า ไปซื้อมาส่งหรือ ผมดีใจนะ ก็ใช้กีตาร์ตัวนั้นฝึกเล่น จากนั้นมาทำกีตาร์ไฟฟ้า มีวงเล่นไปเรื่อยๆ ผมเรียนวิจิตรศิลป์ แต่ไม่จบ ไปเป็นช่างอยู่โรงงานผลิตยา ผมซ่อมได้ตั้งแต่เครื่องจักรจนถึงลิฟต์ อายุ 20 กว่าๆ ผมเรียนรู้งานช่างทั้งหมด
ที่ผ่านมาคุณเคยลงมือประดิษฐ์อะไรบ้าง
ตอนไปหาซื้อรองเท้า รู้สึกว่า รองเท้าที่ขายคล้ายๆ กันหมด ผมก็เลยไปซื้อหนังมาตัดรองเท้า ผมทำไว้หลายคู่ และใส่รองเท้าไม่ซ้ำ แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว ผมเคยทำเฟอร์นิเจอร์ใช้เอง กระเป๋าแฟชั่น สมัยหนุ่มๆ ผมก็ทำไปขายเพื่อนๆ
และผมเคยทำลำโพง ถ้ามีคนสนใจเดินเข้ามาซื้อ ผมจะบอกว่า ให้เอาลำโพงที่คุณคิดว่า เสียงดีที่สุดมาเทียบ ถ้าคุณชอบก็ซื้อไป ผมทำสิ่งเหล่านี้ โดยไม่ได้คิดว่าต้องรวย แต่มีความสุข บางทีทำค้างไว้ปี สองปี ค่อยกลับมาทำใหม่ เพราะเจอสิ่งที่อยากทำมากกว่า อย่างตอนนี้ผมหันมาทำสวน ปลูกผักกินเอง 2-3 ปีแล้ว และผมเคยทำปืนออโตเมติก 16 มม.โดยไม่เคยมีความรู้มาก่อน ผมไม่ได้ก้าวร้าวนะ แม้ผมจะทำแล้วโยนทิ้ง ผมก็ได้เรียนรู้ ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยใช้เครื่องกลึง โดยผมทำทุกอย่างเป็นงานอดิเรก
การซ่อมและประดิษฐ์กีตาร์ไฟฟ้า ถือเป็นงานอดิเรกไหม
เป็นงานอดิเรกที่เลี้ยงครอบครัว ตอนยังไม่ซ่อมกีตาร์ หากใครถือกีตาร์เข้ามาตัวหนึ่ง ผมคิดว่าผมซ่อมได้ เครื่องมือทำกีตาร์ผมก็ผลิตเอง เพราะเราชอบคิดและทำอยู่แล้ว เสื้อผ้าไม่พอดี ผมก็แก้เอง
คลุกคลีกับกีตาร์มานานกว่า 30 ปี ทำให้คุณเข้าใจเรื่องกีตาร์มากน้อยเพียงใด
คนเล่นกีตาร์ มีความเชื่อที่ผิดๆ เยอะมาก บางคนก็ติดแบรนด์ หลายคนบอกว่า นัทกระดูกทำให้กีตาร์เสียงดี ผมบอกว่าไม่เกี่ยวกับนัทกระดูก หรือบอกว่า เฟรดกีตาร์ ยิ่งใหญ่ เสียงยิ่งคมชัด ถ้าเป็นอย่างนั้น กีตาร์ต้องใส่เฟรดใหญ่ๆ ทั้งหมดสิ แม้เฟรดใหญ่จะมีผลต่อการเล่น ทำให้เรากดได้ลึก ง่ายกว่าเฟรดเล็ก ก็ไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมด ผมเคยทดลอง เอาไม้เสียบลูกชิ้นดีดสายกีตาร์ เปรียบเทียบกับการใช้โลหะดีด แล้วให้คนหันหลังฟังเสียง ปรากฎว่าเสียงไม่ต่างกัน ความรู้เกี่ยวกับกีตาร์ที่ผมได้ยินมาถูกต้องแค่ 30 เปอร์เซ็นต์
คุณดีไซน์และประดิษฐ์กีตาร์ไฟฟ้าด้วยตัวเองทุกชิ้นหรือ
ในร้าน ผมทำเป็นคนเดียว ในแง่เทคโนโลยี ผมไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องเสียง กีตาร์เป็นโลว์เทคโนโลยีมา 50 ปีแล้ว ผมสนใจเรื่องดีไซน์ และทำโครงสร้างทั้งหมดจนเสร็จ ถ้าผมทำกีตาร์ออกมา ผมก็ต้องดูว่า มันหนักหรือเบาเกินไปไหม เวลานั่งเล่นแล้วอยู่ในตำแหน่งไม่ต้องประคอง ผมจะให้ความสำคัญเรื่องเหล่านี้ ฝรั่งที่ซื้อกีตาร์ที่ผมทำ ก็จะชอบ เพราะผมทำด้วยใจ บางคนเอากีตาร์มาซ่อม ถ้ากีตาร์ยังดี ผมก็แนะนำว่ายังไม่ควรทำ บางอย่างไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ก็ไม่เปลี่ยนให้
ตอนนี้ผมซ่อมกีตาร์ไฟฟ้าอย่างเดียว มีดีไซน์เองบ้าง แต่ไม่เยอะ ทำแบบงานอดิเรก ไม่สร้างความกดดันให้ตัวเองต้องเสร็จวันนั้นวันนี้ ผมไม่รับทำตามออเดอร์ ถ้าชอบดีไซน์ ก็ซื้อไป เพราะเงินไม่ได้สร้างความสุขให้ผม ความสุขคืออิสระในความคิด
คนวัยเดียวกับคุณ หลายคนบอกว่า ชีวิตที่เหลืือไม่รู้จะทำอะไร แต่คุณบอกว่า ชีวิตมีอะไรให้ทำมากมาย ?
ถ้าคนเราไม่นอนได้ ผมจะไม่นอนเลย ผมทำงานวันละ 16 ชม.นอนวันละ 6 ชม. สมัยก่อนผมทำงานยันเช้า ก็ไม่ง่วง ผมเคยทำกีตาร์ติดต่อกัน 36 ชม. แต่พอแก่ตัว เริ่มง่วง ผมเสียดายเวลา เพราะชีวิตที่ผ่านมา ผมนอนไปแล้ว 20 ปี และเวลาขนาดนั้น ผมคงทำอะไรได้อีกเยอะ ถ้าเรานอนวันละ 8 ชม. ผมใช้เวลานอนหนึ่งในสามของชีวิตแล้ว
มีอะไรที่คุณอยากทำอีก
ผมไม่ได้ห่วงว่า ผมจะทำอะไรแล้ว แต่ผมห่วงว่า ถ้าผมไม่อยู่ ครอบครัวผมจะทำยังไง ผมให้แฟนศึกษาเรื่องการลงทุน เพราะแค่ดอกเบี้ยธนาคารอยู่ไม่ได้ค่าของเงินลดลงทุกปี สิบปีที่แล้วเรากินข้าวมื้อละ20บาท ตอนนี้ 40 บาท
งานอดิเรกที่ทำทั้งหมด คุณวางแผนไว้ไหม
ผมไม่ได้คิดมาก่อน ทำแล้วสนุกก็ทำ หมดสนุกก็หยุด และตอนนี้ ถ้าใครเอาตั๋วรอบโลกมาให้ผม ผมคงไม่อยากไป ผมอยากทำงานอดิเรกของผม ผมมีงานอดิเรกเยอะ อย่างปลูกผัก ผมก็ทำรีโมทรดน้ำเอง ผมกำลังทำเครื่องมือตั้งเวลาใส่ปุ๋ย ตอนนี้ผมกำลังคิดเรื่องมอเตอร์ไม่ต้องใช้พลังงานธรรมชาติ หรือพลังงานไฟฟ้า และไม่ใช้แบตเตอรี่ ถ้าผมทำสำเร็จ โลกนี้ไม่ต้องใช้น้ำมัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย
.........................
สิ่งที่โรงเรียนไม่สอน
นอกจากงานอดิเรกมากมายที่คเชนทร์เล่าให้ฟัง เขายังสอนลูกให้รู้จักคิดด้วยตัวเอง...
อย่าสอนให้ลูกเชื่อตามๆ กัน
“คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ส่งลูกไปเรียนสูงๆ จะได้ฉลาด ผมไม่เคยคิดว่า โรงเรียนไหนจะทำให้ลูกคุณฉลาดได้ การไปโรงเรียนคือ การไปรับรู้สิ่งที่คนอื่นคิดให้ ความรู้ที่สอนตามๆ กัน อาจถูกหรือผิดก็เป็นได้ ถ้าข้อมูลมาผิดๆ ก็สอนกันผิดๆ ได้
แต่ความรู้เป็นการย่นระยะเวลาในการคิด เพียงแต่คนส่วนใหญ่รู้แล้วไม่ค่อยคิด จะเชื่อตามๆ กัน ผมจะสอนให้ลูกรู้จักเหตุและผลของสิ่งนั้นๆ สำหรับผมความคิดสำคัญกว่าความรู้ เพราะความรู้สร้างสิ่งเดิมๆ จินตนาการสร้างสิ่งใหม่เสมอ”
.....................
สอนให้แบ่งปัน ต้องมีคำอธิบาย
“สมัยก่อนกลุ่มคนที่ละทิ้งเรื่องศาสนา คนจะคิดว่า มีจิตใจหยาบกระด้าง แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้น ผมคิดแค่ว่า คนเราหากมีเมตตากรุณาก็พอแล้ว เราจะไม่ทำลายใคร และรู้จักการให้คนอื่นบ้าง
วันเกิดลูกผม ผมจะรวบรวมของเล่นของเขาไปบริจาค แรกๆ ลูกก็ไม่ยอม เสียดายของเล่น ผมก็บอกว่า ลูกมีเยอะแล้ว แต่เด็กคนอื่นไม่มี ในบ้านผมมีสไลด์เดอร์ ผมก็บอกลูกว่า ถ้าอยู่ในบ้าน ลูกเล่นคนเดียว แต่ถ้าเอาไปให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เด็กๆ เป็นร้อยๆ คนได้เล่น
ตอนแรกเขาก็ไม่ยอม ผมก็บอกว่า ลูกรู้ไหม ลูกตื่นขึ้นมา ยังเห็นพ่อแม่ทุกวัน แต่เด็กๆ พวกนั้นไม่เคยเห็นพ่อแม่ตั้งแต่เกิด ทุกวันนี้ไม่ว่าลูกผมจะมีรายได้จากอะไร ผมจะให้เขาหัก 10 เปอร์เซ็นต์เพื่อทำทาน เขาขายริชแบนด์อนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ก็เอาเงินอีกส่วนไปบริจาค”
............................
สอนให้รักสัตว์ ก็ต้องรักด้วย
“บ้านผมจะมีคางคก อึ่งอ่าง ฯลฯ ผมสอนลูกเสมอว่า บ้านเราไม่ใช่ของเรา แต่เป็นโลกของทุกคน สัตว์อื่นๆ ก็มีสิทธิอยู่ ตั้งแต่เล็กๆ บางทีเขาก็จับไส้เดือนมาเล่น แล้วก็ปล่อย
ตอนอายุ 8 ปีเขาโดนเพื่อนตบหน้า ไม่รู้จะหาทางออกยังไง เขาระบายด้วยการแต่งเพลงที่ถูกทำร้าย ในเนื้อเพลงเล่าถึงการให้อภัย ทั้งๆ ที่คอร์ดที่เล่นเปียโนเขาไม่รู้ แต่แต่งออกมาเป็นเพลงได้ ผมเองยังทำไม่ได้ เขาแต่งเพลงต่อต้านการกินหูฉลามด้วยในยูทูบก็มีเพลงของเขา”
.........................
สอนให้ดูรูป ก่อนอ่านหนังสือ
อายุ 6 เดือน แม่เขาจับมานั่งตัก ชี้ให้ดูภาพในหนังสือ และไม่เคยดูทีวี อายุ 7 ปีเขาอ่านหนังสือปีละ 700 เล่ม วันละ 2 เล่ม บางวันขออ่านสามเล่ม ถ้าไม่อ่านจะไม่ยอมนอน เพราะแม่ของเขาฝึกฝนเขา เขาจะรู้จักทุกสิ่งทุกอย่างในหนังสือ ในบ้านมีหนังสือของเขากว่าพันเล่ม
เขาไปร้านหนังสือ จนเจ้าหน้าที่ร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ รู้จักเกือบหมด เขาจะพกหนังสือไปอ่านทุกที แต่ผมไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมเรียนรู้จากการลงมือทำ บางคนชอบเรียนรู้สิ่งที่คนอื่นคิด บางคนชอบเรียนรู้เอง แต่ระบบการศึกษาไทยสอนให้เด็กจำมากกว่าคิด




