ก้าวผ่าน “บททดสอบสุดท้าย” อย่าง “ความตาย” ด้วยข้อกฎหมายและการเตรียมตัวเตรียมใจด้วยความเข้าใจทั้งตัวเรา และคนรอบข้าง
ยุคสมัยที่เทคโนโลยีพัฒนาไปในทุกๆ ด้าน นอกจากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเราให้ดีขึ้น ยามเจ็บป่วยเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ก็ยังทำให้อายุขัยของผู้คนยืนยาวขึ้นอีกด้วย
รายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 โดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) พบว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เกิดจากองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ การเกิดที่ลดต่ำลง การย้ายถิ่นที่เพิ่มมากขึ้น และการมีอายุยืนยาวขึ้น อันเป็นผลมาจากนโยบายการพัฒนาที่ผ่านมาที่นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
และปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์ คือ เบื้องหลังสำคัญของชีวิตที่ยืนยาว แต่ในทางกลับกัน เราใช้ “นวัตกรรมยืดชีวิต” เหล่านี้เพื่อตอบสนองการดำรงอยู่ได้อย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่
- ‘ลมหายใจ’ ที่มีคุณภาพ
“บางคนเลือกที่จะใช้วิธีการ เครื่องมือทุกชนิด เทคโนโลยีทุกอย่างที่แพง ที่ทันสมัย เพื่อที่จะให้ตัวเองได้ชื่อว่า ‘กตัญญู’ ซึ่งมันมีแต่ปริมาณของชีวิต แต่ขาดซึ่งคุณภาพ ตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ยึดปริมาณของชีวิต แต่มุ่งไปที่คุณภาพของชีวิตแทน แม้จะไม่มีปริมาณมาก บางทีอาจคุ้มค่ากว่าเยอะ” ธนวัชร์ เกตน์วิมุต ประธานเครือข่ายชีวิตสิกขา ตั้งข้อสังเกตให้คิดต่อ
เพราะในขณะที่เราหลงตีค่า “การมีชีวิต” ให้ขึ้นอยู่กับลมหายใจและชีพจร แต่แท้จริงแล้วมันเป็นแค่เพียงการยื้อลมหายใจอาจละเลยจิตวิญญาณไป แถมยังอาจทำให้ญาติต้องหมดตัว แต่คนที่เรารักไม่ฟื้นคืนมา
การให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสามารถเลือกปฏิเสธการรักษาเพียงเพื่อการยื้อชีวิต และเลือกที่จะรักษาแบบประคับประคอง จึงเป็นหนึ่งโอกาสสำหรับการตายดี ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งเปิดโอกาสให้เราสามารถเขียนหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษา หรือ Living Will เป็นเอกสารสั่งเสียก่อนวันป่วยหนัก ที่สามารถแสดงเจตจำนงเรื่องความปรารถนาสุดท้ายต่อร่างกาย คนที่อยากพบ ตลอดจนการจัดงานศพ เพื่อฝากไว้กับญาติและเวชระเบียนในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปยังไม่เข้าใจนัก
โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการขอไม่รับการรักษาของคนไข้ที่ป่วยในวาระสุดท้ายนั้น ยังถือเป็นเรื่องที่ผู้คนยังสับสนกับการเร่งให้เสียชีวิต หรือที่เรียกกันว่า ‘การุณยฆาต’ แต่ที่จริงแล้วต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สิทธิในการปฏิเสธการรักษา คือ การปล่อยให้จากไปตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องปั๊มหัวใจ หรือเจาะคอ ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า การรักษาแบบประคับประคอง เป็นทางเลือกที่สามารถทำได้ในคนไข้รายที่ป่วยเรื้อรัง
อาทิ มะเร็งระยะลุกลาม ถุงลมโป่งพองระยะลุกลาม และโรคหัวใจระยะสุดท้าย หรือแม้แต่อัลไซเมอร์ โดยให้ตัวผู้ป่วยได้มีโอกาสแจ้งความประสงค์ทำตาม “ความต้องการสุดท้าย” ของชีวิตในห้วงเวลาที่ยังมีสติอยู่
“การตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนต้องเจอแน่นอน ถ้าเราไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน การตายมันก็อาจจะไม่ได้ตายดี ถ้าทุกคนอยากจะตายดี ก็ต้องมีการเตรียมตัว” พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เอ่ยถึงความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเตือนให้คนเข้าใจถึง “สิทธิ” ที่จะเลือกทั้งการอยู่หรือตายอย่างมีคุณภาพ
เสริมโดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่ให้ความเห็นว่า “คนมีสิทธิในการเลือกที่จะรักษา หรือไม่รักษาในบั้นปลายของชีวิตได้ โดยแสดงเจตจำนงเอาไว้ ซึ่งแพทย์และคณะผู้ดูแลรักษาก็ต้องเคารพในการตัดสินใจนั้น รวมทั้งกฎหมายนี้ ยังพูดถึงเรื่องของสิทธิไปไกลถึงขั้นที่ว่า คนสามารถเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองที่เจ็บปวดโดยขอให้หมอทำให้เราหายจากการเจ็บปวดและเดินทางไปเลยก็ได้ ในทางกฎหมายแล้วเป็นเรื่องใหม่ แต่ในทางธรรมชาติแล้ว จริงๆ มันคือเรื่องปกติ แต่กฎหมายได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาและให้สิทธิเอาไว้อย่างชัดเจน ทีนี้ ประเด็นคือว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ว่า ขณะนี้กฎหมายได้รับรองสิทธินี้เอาไว้แล้ว และถ้าจะใช้สิทธินี้ จะสามารถใช้ได้ด้วยวิธีไหน มีเครื่องมือ มีหน่วยงาน มีวิธี กลไกต่างๆ ทั้งหลายเข้ามาให้บริการกับประชาชนอย่างไรบ้าง”
- หนทางสู่การตายดี
สำหรับหลายคน ยังอาจเห็นความตายเป็นเรื่องไกลตัว แต่กับคนที่ความตายใกล้จะเข้ามาประชิดตัวแล้ว พร้อมกับการยอมรับความจริง พวกเขาก็ยังมีสิทธิเลือกที่จะจากไปในแบบที่ตัวเองต้องการได้อีกด้วย
“เขียน living will แล้ว แล้วก็บอกเป็นคำพูดด้วย บอกกับพี่สาวว่า ถ้าถึงวาระสุดท้ายแล้วเนี่ย.. อย่ายื้อ เพราะเราไม่รู้ว่า เราจะมีสติหรือเปล่า อย่าเจาะ อย่าปั๊ม อย่าทำอะไรก็แล้วแต่ ที่มันเป็นการทรมานร่างกาย ขอให้รักษาเราแบบประคับประคอง” เวย์-เยาวลักษณ์ กันนิกา ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม คือ หนึ่งในผู้ที่ได้วางแผนเตรียมกายและใจสำหรับวาระสุดท้ายของเธอไว้แล้ว
เธอเล่าถึงอาการป่วยว่า ด้วยระยะของโรคที่ค่อนข้างเยอะแล้ว จึงเริ่มตั้งคำถาม และอยากรู้ว่า ในวันที่ใกล้ตายจะเป็นอย่างไร..
“เตรียมตัวตายดียังไงบ้าง.. ก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดในทุกวัน อยากบอกรักใครก็บอก อยากขอโทษใครก็ทำ ไม่มีอะไรติดค้าง และศึกษาธรรมมะ ปูพื้นฐานจิตเรา ค่อยๆ เริ่มทีละนิด เพื่อไม่ต้องมีห่วง ไม่ต้องมีกังวล”
และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอมาเข้าร่วม “ฝึกตาย” ในกิจกรรมความตายออกแบบได้ ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ซึ่งถือเป็นหนึ่งแบบฝึกหัดที่ช่วยประคองจิตใจ ไม่ให้ไหวหวั่นกับทุกขเวทนาในนามของความตาย
ยามที่โรคร้ายมาเยือนเมื่อสองปีก่อน ภายหลังรักษาตัวจากมะเร็งเต้านมทั้ง 2 ข้าง ที่ลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง กระดูกชายโครง และกระดูกสะโพก เวย์ ก็เปลี่ยนเป้าหมายชีวิตจากผู้ประกาศข่าวและพิธีกร หันมาเป็นผู้เรียนรู้ชีวิต ทำความรู้จักกับคุณค่าของชีวิต
ความเจ็บปวด และทรมาน ที่เซลล์มะเร็งกัดกินกระดูกสันหลังจนต้องผ่าตัดดามเหล็ก ทำให้เธอนอนติดเตียงอยู่ถึง 2 เดือน
“โห มันให้อะไรเยอะมากเลยนะ สอนให้เรารู้จักคำว่าคุณค่าของชีวิต คุณค่าของลมหายใจ มิตรภาพครอบครัวเพื่อน พ่อแม่พี่น้อง และก็รู้สึกว่า คนที่เป็นมะเร็ง ถ้าเราไม่สู้ เราตายตั้งแต่วันแรกที่เป็นมะเร็งแล้ว ดังนั้น ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นมะเร็ง คุณต้องสู้ สู้ไปเถอะ ไม่ว่ามันจะทำให้คุณทรมาน แต่ว่าชีวิตหนึ่ง คุณก็ได้เป็นนักสู้แล้ว”
เธอค้นพบว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการยอมรับกับความจริง และหาจุดหมายของการมีชีวิตต่อ
“พอมาแล้วก็รู้สึกว่า ความตายมันไม่ได้น่ากลัว แล้วมันก็ยกระดับจิตใจเราขึ้น เรามีความสุขง่ายขึ้น เห็นบริบทของการตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว” เวย์บอกอย่างนั้น
ไม่ต่างกันกับ ปุญญาดา บุญเรืองขาว นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่แม้ด้วยวัยจะยังดูเหมือนห่างไกล แต่คนรุ่นใหม่อย่างเธอกลับมองเห็นว่า คนเราสามารถตายได้ทุกเมื่อ ฉะนั้น คนเราจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่าจะมัวพะวงถึงความตาย
“เวลาที่จะได้อยู่กับคนที่เรารัก จริงๆ มันไม่ได้เยอะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่า ตัวเรา หรือ เขา ที่จะจากไปก่อนกัน มีเวลาอยู่ด้วยกัน ก็อยากให้ทำสิ่งดีๆ ต่อกันไว้ให้มากที่สุด เราไม่มีรู้ล่วงหน้าว่า วันไหนที่จะต้องจากกัน” นิสิตสาวจากรั้ว มศว อธิบาย
การเตรียมใจเพื่อการตายดี ก็คือการมีสติ ทำความดี และหมั่นรำลึกถึงห้วงเวลาสุดท้ายอยู่เสมอ เพราะเมื่อวันที่ความตายมาเคาะประตู เราจะรับมือกับมันได้





