ไม่มี “บัว” ที่บึงบัว

ไม่มี “บัว” ที่บึงบัว

ถ้าบึงบัวในจินตนาการหมายถึงทุ่งน้ำกว้างๆ และมีดอกบัวสีหวานบานสะพรั่งเต็มไปหมด คุณจะไม่มีทางพบภาพนั้น ที่นี่

สะพานไม้ที่ทอดยาวออกไป นำพานักท่องเที่ยวหลายคนให้เดินตาม พวกเขาเดินๆ หยุดๆ คล้ายพยายามมองหาอะไรบางอย่าง แต่...


“มีแต่ต้นกกกับธูปฤาษี ปลาก็ไม่มี บัวยิ่งไม่มีใหญ่เลย”


นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เพื่อนอีกคนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ก่อนที่ทั้งคู่จะหันมาตั้งกล้องและถ่ายภาพสะพานไม้กับทุ่งน้ำจืดขนาดใหญ่ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา


ภาพความสวยงามของบึงบัวในอดีตเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้ผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมาเยี่ยมเยือน “ทุ่งสามร้อยยอด” เป็นจำนวนมาก ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป บัวที่เคยมีก็ค่อยๆ หายและหมดไปในที่สุด


บึงบัวสีชมพูหวานกลายเป็นเพียงภาพที่อยู่ในความทรงจำ ซึ่งมาพร้อมกับคำถามที่ว่า ทำไม “บัว” จึงหายไป


1.


วัวสามกระทาย ควายสามร้อยยอด เสือกุย จระเข้ปราณ หัวล้านเกาะหลัก


นี่เป็นคำกล่าวถึงลักษณะสำคัญของพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ชาวบ้านรู้จักกันดี โดยเฉพาะ “ควายสามร้อยยอด” ที่บ่งบอกถึงสภาพพื้นที่บริเวณเทือกเขาสามร้อยยอดว่าเป็นทุ่งสีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของทั้งพืชพรรณ สัตว์ต่างๆ รวมถึงชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้น โดยทุ่งที่ว่าจะรู้จักกันดีในชื่อ “ทุ่งสามร้อยยอด”


ทุ่งสามร้อยยอด เป็นทุ่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีความสำคัญมากในระบบนิเวศ จนได้รับการประกาศให้เป็น “พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ” หรือ “แรมซาร์ไซต์” (Ramsar Site) ตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่เรียกกันแบบง่ายๆ ว่า “อนุสัญญาแรมซาร์” โดยทุ่งสามร้อยยอดแห่งนี้จัดเป็นทุ่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในระบบอุทยานแห่งชาติของประเทศไทย


รุ่งโรจน์ อัศวกุลธารินทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เล่าว่า พื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณทุ่งสามร้อยยอดมีมานานตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นพื้นที่ราบลุ่มที่มีน้ำท่วมขังตลอดปี โดยมีแหล่งน้ำสำคัญมาจากเทือกเขาตะนาวศรีที่ไหลตามลำน้ำสายใหญ่ผ่านมาทางทิศตะวันออกจนมาถึงบริเวณเทือกเขาสามร้อยยอด ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ราบแอ่งกระทะ น้ำที่ไหลมาจึงท่วมขัง ต่อเมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำบางส่วนจะถูกผลักลงสู่ทะเลที่บริเวณบ้านเขาแดง
จุดเด่นของทุ่งสามร้อยยอด นอกจากจะเป็นที่อยู่และเป็นแหล่งอาหารอันโอชะของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายแล้ว ที่นี่ยังเป็น “อาหารตา” ด้วยว่ามีบัวหลากชนิดพันธุ์ ทั้งบัวหลวง บัวเผื่อน บัวผัน บัวสาย บัวบา ฯลฯ พากันเบ่งบานอยู่เต็มทุ่ง จนอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ก่อตั้ง “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ(บึวบัว)”ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาพืชพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยว


“ที่สร้างศูนย์ศึกษาธรรมชาติบึงบัว เพราะแต่เดิมมีบัวอยู่ มีบัวตลอดทั้งปี แต่ประมาณหลังปี 2553 ก็ไม่มีบัวแล้ว ที่พอจะมีเหลืออยู่ก็บริเวณปากคลองชลประทานที่เป็นน้ำจืด ซึ่งชาวบ้านจะมีบริการถ่อเรือพานักท่องเที่ยวไปชม แต่ตรงนั้นก็อยู่นอกเขตความรับผิดชอบของอุทยานฯ แล้ว”


หัวหน้ารุ่งโรจน์ บอกว่า พื้นที่ชุ่มน้ำของทุ่งสามร้อยยอดมีพื้นที่ทั้งหมดราว 43,260 ไร่ก็จริง แต่มีเพียง 23,000 ไร่เท่านั้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด


“หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่ามีแค่เฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำตรงนี้ แต่จริงๆ ไม่ใช่ ยังมีส่วนที่เป็นนากุ้ง ส่วนที่เป็นคลอง เป็นป่าชายหาด คือบริเวณที่มีน้ำขังว่างั้นเถอะ นี่คือพื้นที่ชุ่มน้ำในเขตอุทยานฯ เราต้องดูแล แต่ที่อยู่นอกเขตเราดูแลไม่ได้ ซึ่งนอกเขตก็มีทั้งชุมชน นากุ้ง โรงงาน ตรงเขตอุทยานฯ ที่เป็นบึงบัวถือว่าเป็นปลายน้ำแล้ว


เราอยู่ปลายน้ำ ต้นน้ำคือตั้งแต่เขื่อนปราณ ส่วนหนึ่งไหลมาตามคลองชลประทาน อีกส่วนก็มาจากปริมาณน้ำฝนที่ตก น้ำจะผ่านนากุ้ง ผ่านชุมชน พื้นที่เกษตร ก่อนจะมาถึงปลายน้ำที่บริเวณอุทยานฯ ก่อนจะไหลลงทะเล เมื่อก่อนไม่มีฝายกั้นน้ำน้ำก็จะไหลลงคลองเขาแดงออกสู่ทะเล แต่พอมีฝายก็กักน้ำไว้ มีความเค็มของน้ำเกิดขึ้น มีการตกตะกอนความเค็ม ความอุดมสมบูรณ์ของดินก็ไม่มี ขาดแร่ธาตุ บัวจึงไม่เกิด” หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด บอก

2.


ไม่ได้ฟันธงว่าการหายไปของบัวในศูนย์ศึกษาธรรมชาตินั้นมีสาเหตุมาจากอะไร แต่พอจะสืบค้นได้ว่า ความเค็มเป็นสาเหตุหนึ่ง เรื่องนี้ นิสากร ทองโปร่ง สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำทุ่งสามร้อยยอด ช่วยต่อยอดความสงสัยว่า ความเค็มนั้นมีที่มาจากบ่อกุ้งของผู้ประกอบการที่อยู่ภายในพื้นที่ชุ่มน้ำนั่นเอง


“ทำไมล่ะ ก็นากุ้งล้อมรอบเลยอ่ะ ครั้งแรกไม่มีนากุ้งเยอะแบบนี้นะ บัวฝั่งนู้น(บึงบัวในเขตอุทยานฯ)จะงามและสวยที่สุด เหมือนในโบชัวร์ที่เห็นกันนั่นแหละ แต่พอต่อมาคนเลี้ยงกุ้งกัน กุ้งใช้น้ำเค็ม น้ำบาดาล บางคนใช้ดีเกลือใช้อะไร มันก็ระบาดมาตามคลอง ความเค็มมันก็มาเรื่อยๆ กระจายมา ผลกระทบก็อย่างที่เห็นนี่ล่ะ แต่พวกนากุ้งเขาก็บอกนะว่าความเค็มไม่เกี่ยว” นิสากร ว่า


ประจักษ์ชัดว่าความเค็มคือ “ฆาตกร” ก็เมื่อมีคำยืนยันจาก สุพจน์ สุขพัฒน์ อาจารย์โรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม และอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มเด็กรักษ์ทุ่ง ที่บอกว่า ฝายกั้นน้ำบริเวณสะพานสีรุ้งรอยต่อทุ่งสามร้อยยอดกับคลองเขาแดง คืออุปสรรคที่กั้นไม่ให้น้ำระบายออกไป ความเค็มจึงสะสมอยู่ในทุ่งจนทำให้บัวต้องตาย


“ปัญหาที่น่าห่วงคือเรามีการกั้นฝาย เมื่อก่อนบึงบัวดังมาก ปี 2544-2545 สวยมาก ลงไปเหมือนลงไปสวนสวรรค์ บัวออกดอกสีชมพูบานสะพรั่ง พอเห็นแบบนั้นคนก็กลัวว่า ถ้าน้ำลงบัวจะหายไป เลยสร้างฝายกั้นน้ำไว้ คิดถึงน้ำอย่างเดียว แต่ลืมคิดไปว่า มันกั้นทั้งน้ำ ทั้งตะกอนดินโคลน นานวันเข้าก็ตื้น พืชน้ำก็ตายทับถมๆ กันไป รวมกับตะกอนที่ไหลมาจากคลองชลประทาน ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำตื้นขึ้นเรื่อยๆ น้ำก็ขังได้น้อยลง พอน้ำลงดินก็โผล่ แห้ง แตกระแหง จนเป็นปัญหาอย่างที่เราเห็นกัน”


อย่างไรก็ดี ความเค็มเป็นเพียงแค่สาเหตุหนึ่งเท่านั้น เพราะนิสากรบอกว่า การลักลอบเข้ามาถอน “ไหลบัว” ของคนนอกพื้นที่ก็ทำให้บัวบริเวณนี้ยิ่งลดจำนวนลง ขนาดกลุ่มอนุรักษ์ฯ พยายามปลูกบัวทดแทน โดยทำเป็นกิจกรรมประจำทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน ก็ยังสู้พลังของนักล่าไหลบัวไม่ได้


“เราปลูก เขาถอน เราปลูก เขาถอน เป็นแบบนี้ตลอด บริเวณอนุรักษ์ที่เราไม่ให้ถอนเขาก็เข้ามาถอน เราเริ่มอนุรักษ์ปี 2549 บริเวณที่เราปลูกบัวจะปักป้ายห้ามถอนเอาไว้ และตรงที่เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา 200 ไร่ก็เหมือนกัน เรากันเขตไว้ห้ามจับปลา ห้ามถอนบัว ห้ามใช้อวนตาถี่น้อยกว่า 5 เซ็นติเมตร แต่พอเราห้ามมันก็บุกเลี่ยมเลย ป้าเลยภาวนาให้มันแล้งสัก 10 ปี นี่ก็สมพรปากเลย ปีนี้น้ำแห้งแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” นิสากร เล่าพลางหัวเราะแบบขมขื่น แล้วยังยืนยันว่า


“ความต้องการของกลุ่มอนุรักษ์คือดูแลพื้นที่ในเขตอนุรักษ์ เพราะถ้าเราไม่อนุรักษ์บึงบัวก็คงจะเป็นนากุ้งไปหมด คงไม่มีบัว ไม่มีปลา เพราะเขาขุดมาเรื่อย ลูกหลานไม่มีปลาจะกิน นักท่องเที่ยวไม่มีบัวจะดู ระบบนิเวศที่เคยสมบูรณ์ไม่เหลืออยู่แล้ว”

3.


ดูเหมือนว่าจะรู้ถึงต้นสายปลายเหตุแห่งการหายไป แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ รุ่งโรจน์ อัศวกุลธารินทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เผยว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งกรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน และชาวบ้าน แต่ก็ยังไม่มีบทสรุปอะไร


“อุทยานฯ เองไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้เพียงลำพัง เพราะมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เราต้องบูรณาการ ที่ผ่านมาก็มีพูดคุยกันเรื่องบัว แต่ยังไม่มีบทสรุป แล้วยิ่งมาเจอเรื่องน้ำแล้งด้วย เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ทำหนังสือไปที่กรมอุทยานฯ ด้วยเช่นกัน”


ด้าน อาจารย์สุพจน์ สุขพัฒน์ ที่ปรึกษากลุ่มเด็กรักษ์ทุ่ง ที่ใช้ “นก” เป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์ธรรมชาติ บอกว่า ความสำคัญของทุ่งสามร้อยยอดคือการเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย เรียกว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity หากไม่มีความสมดุลในพื้นที่ก็ยากที่จะมีสิ่งมีชีวิตใดอดทนอยู่ในพื้นที่ต่อไปได้


“มีนกที่เคยเจอแล้วหายไปอย่างพวกนกอีแจว นกโป่งวิทย์ นกคอมรกต อย่างนกอีแจวนี่ชัดมาก เพราะเขาจะอยู่กับน้ำจืด อยู่กับบัว อยู่กับแห้วทรงกระเทียม พอพวกนี้หายไป นกอีแจวก็หายไปเช่นกัน ซึ่งนกอีแจวเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพของน้ำจืด ถ้าน้ำไม่ดี น้ำไม่จืด และไม่มีบัว มันก็ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่นี้ได้”


ถามว่า การแก้ปัญหาที่ดีในความคิดของอาจารย์คืออะไร สุพจน์ บอกว่า ต้องเริ่มจากคนในพื้นที่เห็นความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ แล้วร่วมมือกันดูแลอย่างจริงจัง แน่นอนว่า ภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะทุ่งสามร้อยยอดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับประเทศ ฉะนั้นไม่ควรแบ่งแยกความรับผิดชอบกัน


“ผมคิดว่าเราต้องทำฝายให้เปิดปิดได้ พอน้ำเยอะเราเปิดให้น้ำและตะกอนไหลออกไป พอน้ำน้อยก็ปิด ไม่ควรให้เป็นน้ำตายแบบนี้ การทำประตูเปิดปิดไม่ยาก อย่าลืมว่าทุ่งสามร้อยยอดเป็นทุ่งธรรมชาติ มันต้องดีขึ้นโดยธรรมชาติ แต่มันแย่ลงเพราะคน ความหลากหลายเลยกลายเป็นความแหลกเหลวอย่างที่เห็นทุกวันนี้” อาจารย์สุพจน์ สรุป


แน่นอนว่า ความงามของดอกไม้ช่วยทำให้จิตใจสุขุม เยือกเย็น และเป็นสุข แต่เมื่อไม่มี “บัว” ในบึงบัวที่เคยเป็นสวนสวรรค์ของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างแล้ว “ความสุข” จะเกิดขึ้นได้อย่างไร