เชื่อมต่อความทรงจำจากเส้นทางเดินของพ่อ และสานต่อในรูปแบบเฉพาะตัวของคนเจนวาย
ตอนที่เดินไปถึงแปลงเพาะพันธุ์ไม้ดอก สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ ผมเห็นหลายคนรี่ตรงไปถ่ายรูปกับดอกกุหลาบในแปลงเพาะพันธุ์ จากนั้นก็ใช้แอพฯในโทรศัพท์แต่งรูป ก่อนจะอัพขึ้นเฟซบุ๊คในไม่กี่นาทีถัดมา
ส่วนเพื่อนร่วมทริปอีกคนหนึ่งไปขอถ่ายรูปคู่กับไกด์ชาวม้ง.. ถ้ามองหน้าจอโทรศัพท์เราจะเห็นชุดพื้นถิ่นประจำชาติพันธุ์ตัดกันกับเสื้อแจ๊คเก็ตมีสไตล์
และถึงแม้บทสนทนาจะไม่ได้ลึกซึ้งมาก แต่สำหรับคนไทยที่อาศัยห่างกันมากกว่า 700 กิโลเมตร สิ่งที่พูดคุยกันตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานน่าสนใจเสมอ
เดินตาม
คนเจเนอเรชั่นใหม่ๆ คงต้องจินตนาการว่า ภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินในถิ่นทุรกันดารเพื่อประกอบพระราชกรณียกิจ เมื่อ 30-40 ปีก่อนจะเป็นอย่างไร
นั่นเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องของพระราชจริยวัตรและการทรงงานหนักของพระองค์ท่านที่คนรุ่นเราได้เห็น ส่วนใหญ่มักเป็นการรับรู้ผ่านคำบอกเล่าของพ่อแม่ ภาพถ่าย วีดิโอ หนังสือ ฯลฯ แต่ถึงเช่นนั้นก็เถอะ.. ถ้าเลือกได้ใครๆ ก็อยากพาตัวเองไปเห็นสถานที่ พูดคุยกับผู้คนที่เคยสัมผัสกับพระองค์ท่านจริงๆ ซึ่งเหตุผลนี้กระมังที่ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวอันเกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริกำลังได้รับความนิยมในฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง
โครงการ “เดินทางพ่อ: Walk of The King” ก็เล่นกับความสนใจนี้.. โดยทำแคมเปญผ่านโซเชียลมีเดียประกาศรับสมัครเยาวชนเพื่อร่วมเดินทางไปยังโครงการพระราชดำริที่พระองค์ทรงงานมาตลอด 70 ปี ได้แก่ 1.สถานีเกษตรหลวงอ่างข่าง จ.เชียงใหม่ 2.โครงการหลวงแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน 3.สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ 4.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช และ 5.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี
ธวัชชัย แสงเทียมชัย หัวเรือใหญ่ของโครงการ บอกว่า “เดินทางพ่อ” เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญใหญ่ “สานต่อที่พ่อทำ” ที่หวังสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ให้มาศึกษา รวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์ ทั้งพระราชจริยวัตร พระราชกรณียกิจ พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และแนวคิดในการทำงาน โดยมีกติกาเปิดรับสมัครเยาวชนจากทั่วประเทศ เน้นเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (ต่ำกว่า 35 ปี) ก่อนจะคัดเลือกเพียง 100 คน เพื่อเข้าร่วมทั้ง 5 ทริปเดินทาง
“แต่จะให้คนกลุ่มนี้ศึกษา และนำไปถ่ายทอดในรูปแบบเก่าๆ คงไม่ได้ เพราะธรรมชาติของคนวัยนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราจึงคัดเลือก และเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ได้ถ่ายทอดความประทับใจที่สอดคล้องกับความสนใจของตัวเอง เช่น บางคนถนัดการถ่ายภาพก็จะบรรยายด้วยภาพถ่าย บางคนอาจจะถนัดการทำภาพประกอบ การทำงานศิลปะ การสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่น การเขียนบล็อก เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดก็จะเลือกวิธีสื่อสารของตัวเองซึ่งน่าจะสร้างความสนใจให้กับคนเจนเดียวกัน” เขาบอก
“เดินทางพ่อ” จึงเป็นอีกชิ้นส่วนความทรงจำที่เชื่อมต่อความรู้เดิมและประสบการณ์ใหม่ ที่เกี่ยวเนื่องกับการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผ่านการลงพื้นที่จริงๆ คู่ขนานกับกิจกรรมอื่นๆ ในแคมเปญไม่ว่าจะเป็นแฟนเพจซึ่งรวบรวมข้อมูลพระบรมราโชวาท การสื่อสารด้วยตูนแอนิเมชั่น หนังสือนิทาน ภาพยนตร์โฆษณา ในมุมมอง และช่องทางสื่อใหม่ๆ ที่เข้ากับคนในยุคสมัยนี้
สัมผัส
แน่นอนว่า นี่ต้องไม่ใช่ทริปการเดินทางท่องเที่ยวธรรมดาๆ แบบที่ได้ดู-รับรู้-ถ่ายรูป และแวะซื้อของฝาก
ทุกช่วงในเส้นทาง ได้เน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เห็น และพูดคุยกับผู้คนที่ลงมือทำกันจริงๆ โดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ชุมชน ที่ได้ประโยชน์จากโครงการหลวงซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่
ไล่ตั้งแต่ องค์ความรู้ การพัฒนาระบบแหล่งน้ำ การมอบเมล็ดพันธุ์ การหาตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งส่งให้ดอกไม้ ผักปลอดสารพิษ สินค้าแปรรูปต่างๆ ในนามโครงการหลวงซึ่งเป็นที่รู้จักดีในท้องตลาด
บุญทา พฤกษาชิมพลี อายุ 53 ปี กรรมการชุมชนและประธานกลุ่มไม้ดอก ม.8 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง บอกกับพวกเราว่า เมื่อครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ณ ดอยอินทนนท์ เมื่อหลายสิบปีก่อน ตัวเขายังเป็นเด็กอยู่ แต่ก็พอรู้เรื่องที่จะจำความตื่นเต้นของคนในชุมชนได้
นอกจากขวัญกำลังใจที่ชาวบ้านได้รับแล้ว การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชนได้เปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านไปตลอดกาล จากการปลูกฝิ่นถูกเปลี่ยนเป็นการปลูกไม้ดอก จากความไม่แน่นอนของชีวิตเริ่มเปลี่ยนเป็นรายได้ ให้ผู้คนได้มีที่อยู่-ที่กิน อันแสนอบอุ่น
ส่วน ลุงพะโย่ ตาโร่ คนดังอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองล่ม สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ ซึ่งเป็นผู้ถวายเมล็ดกาแฟให้กับพระองค์ท่านยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะสมาชิกร่วมทริปต่างรู้จักเรื่องราวของคุณลุงเป็นอย่างดีผ่านสื่อ
เราได้รับการยืนยันจากลุงพะโย่แล้วว่า ในวันนั้นคุณลุงได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่บ้านให้คอยรับเสด็จฯ ก่อนจะมีรับสั่งถามถึงต้นกาแฟ จึงนำพระองค์ท่านไปทอดพระเนตรและนำเมล็ดกาแฟถวาย
“พอพระองค์ท่านเห็นว่าเมล็ดกาแฟมีความสมบูรณ์ดีและปลูกในพื้นที่ได้ จึงมีรับสั่งให้ส่งเสริมการปลูกกาแฟโดยใช้เมล็ดที่ถวายกลับคืน ต่อมาโครงการหลวงจึงได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกกาแฟ” ลุงพะโย่ เท้าความถึงต้นกำเนิดกาแฟพันธุ์อาราบิก้าในประเทศไทย
จุดเริ่มในครั้งนั้นทำให้กาแฟจากดอยอินทนนท์กลายเป็นที่ต้องการของนักดื่ม ผ่านรูปลักษณ์และแบรนด์ที่ทันสมัย ส่วนชาวบ้านเอง ทุกวันนี้พวกเขาถ่ายโอนความรู้ให้กับคนรุ่นลูก รุ่นหลาน ก่อให้เกิดแผนปลูกกาแฟในจำนวนมากขึ้น ทั้งยังส่งขายให้กับโครงการหลวง และหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ในเมืองด้วยตัวเอง ภายใต้แบรนด์และหีบห่อที่สวยงาม
นี่จึงไม่ต่างกับเรื่องราวใหม่ๆ บนรากฐานเก่า ที่ทำให้เราได้บันทึกและจดจำในแบบของเราเอง
สานต่อ
เมื่อได้ร่วมทริปเดินทางพ่อ ได้เห็น-ได้ถาม ได้พูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง พวกเราก็ถามกันเองบ้างว่า กับคนยุคสมัยอย่างเราๆ นี้ สามารถเดินทางพ่อได้อย่างไรบ้าง
โอเค.. การดำเนินตามปรัชญา-การทำความดี-การคิดถึงประโยชน์ส่วนรวม คือ พื้นฐานที่ทุกคนเห็นร่วมกัน เพราะ “พ่อ” สร้างตัวอย่างให้เราแล้วในเรื่องการเสียสละ โดยเฉพาะการเดินทางในพื้นที่ห่างไกลความเจริญซึ่งเป็นหลักฐานที่ดี
“ลองคิดดูสิว่า หลายสิบปีก่อน เส้นทางเหล่านี้จะยากลำบากขนาดไหน แต่ท่านยังเดินทางมาให้คนเหล่านี้ได้มีวิธีทำกิน” หนึ่งในสมาชิกร่วมทริปเราเปรยขึ้น
สุสิตา ลึกซึ้งสุขุม ครีเอทีฟโฆษณา มองว่า ทุกคนต่างเดินตามรอยเท้าพ่อได้ เพราะการตามไม่ใช่เพียงหมายถึงแค่ “การเดิน” ในเส้นทางที่พ่อเคยไปเท่านั้น ทว่ามันคือการ “กระทำ” ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราเห็นคุณงามกับสิ่งที่พ่อทำมาขนาดไหน
“เมื่อเรามาเห็นสถานที่จริง มาคุยกับคนที่เคยสัมผัสพระองค์ท่าน เราว่า มันช่วยเติมเต็มกับความรู้ที่เราได้ยินมาได้ ตอกย้ำความรัก ซึมซับไปในความรู้สึก และความรู้สึกนี้จะส่งผลต่อพวกเราแน่นอน มันจะเป็นสิ่งที่เกิดเองอัตโนมัติ ถ้าทำงานเราก็จะทำด้วยความตั้งใจ ทำด้วยความสุจริต ทำเพื่อสังคม และรักประเทศในแบบของเรา”
กฤษดา ซิ้มเจริญ สถาปนิก มองว่า การเดินทางพ่อทำให้เราเชื่อมั่นการลงมือทำจริงๆ ทำงานอย่างหนักโดยไม่ให้ความสำคัญกับการได้รับสิ่งตอบแทน ซึ่งช่วยให้คนยุคสมัยอย่างเราเรียนรู้และเติบโตขึ้นภายในจิตใจ
“เราได้เห็นชีวิตของผู้คนที่แตกต่างออกไป อย่างบนดอยนี่ผมเห็นคนชาติพันธุ์ที่สร้างอาชีพ ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากโครงการพระราชดำริ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าไร”
ขณะที่ ธนวัฒน์ ประกัมมนู กราฟิคดีไซเนอร์ วางแผนจะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพการ์ตูน 3 ช่องแทน เขาสะท้อนมุมมองที่คนไทยมีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้อย่างน่าสนใจผ่านแฟนเพจ “Prakammanu” โดยบอกว่า ความประทับใจจากเส้นทางเดินของพ่อได้ถูกส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ๆ แล้ว และจากนี้ไปคงเป็นหน้าที่ของ “พวกเขา” ที่จะบอกเล่าผ่านมุมมองแห่งยุคสมัยของตัวเอง..
ภาพเซลฟี่คู่ดอกกุหลาบ และเรื่องราวของไกด์ชาวม้งที่ถูกแชร์ก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน





