วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เดชา ศิริภัทร ชาวนาสายแข็ง

เมื่อข้าวราคาตก-โรงสีกดราคา-ชาวนาเป็นหนี้ และปัญหาอีก ฯลฯ ไม่เคยหายไป….ชาวนาแบบไหนที่จะพาเราให้หลุดพ้นจากวงจรเช่นนี้

เขา คือ ทายาทคหบดีมีอันจะกิน เจ้าของที่ดินในจังหวัดสุพรรณบุรี เรียนจบปริญญาด้านการเกษตร เคยรับราชการกรมปศุสัตว์ 4 ปี เป็นผู้จัดการฟาร์มอีกราว 7 ปี 

จากนั้นมา เดชา ศิริภัทร ก็ทำงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน เกี่ยวข้องกับชาวนาและเกษตรกรมาทั้งชีวิต 

เขามักบอกใครต่อใครว่า ชีวิตการบวชเป็นพระ และคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาสที่วัดสวนโมกข์ทำให้วิธีคิดในการมองโลกเปลี่ยนไป.. แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับในแวดวงการข้าวไทย ใครๆก็รู้ว่า เดชา “เอาจริง” ขนาดไหน

ในวัยเกือบ 70 ปี เขายังดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิข้าวขวัญ มีหน้าที่ คือ การพัฒนาคุณภาพชาวนา อาทิ การสอนเทคนิคผลิตข้าวทั้งระบบตั้งแต่เตรียมดินจนถึงส่งขาย ทั้งนี้เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง ต้นทุนต่ำ ปลอดสารพิษ และง่ายต่อการทำตลาด

“วิธีคิดทำนาแบบเดิม ที่ต้องรอพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี แล้วรอขายให้โรงสีแบบเก่ามันพิสูจน์แล้วว่าไปไม่รอด เพราะเกือบทั้งหมด คือ เจ๊ง ขาดทุน จนต้องขายที่นา ชาวนาแบบเก่าจึงค่อยๆ หมดไป จากนี้ไปคือโอกาสของชาวนารุ่นใหม่ วิธีคิดใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่าจากผลผลิตได้” เขาสรุปความคิดถึงสถานการณ์ชาวนาไทยแบบที่เป็นอยู่

วันที่ชาวนาไทยกำลังตกระกำกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ในเวลาเดียวกับที่คนแต่ละฝ่ายต่างชี้หน้าหาแพะสังเวยความผิด หากอยากจะสนทนากับชาวนาสักคนเพื่อมองอนาคตของชาวนาด้วยกันเอง ก็คงหนีไม่พ้นเขานี่ละ

ชาวนาเดือดร้อนเพราะราคาข้าวตกต่ำ รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือ ส่วนสังคมกำลังตัวการความผิด เราจะเจอกับวงจรแบบนี้อีกนานไหม

มันก็เป็นไปตลอด ตราบใดที่ 1.คนมีอำนาจไม่ได้ทำเพื่อชาวนาจริงๆ ไม่ได้คิดถึงชาวนาลำดับแรก กับ 2.ชาวนาไม่เข้มแข็ง ไม่รู้เท่าทันพอ เวลามันเกิดเรื่องก็จะฮือฮากันเป็นพักๆ แล้วจะเงียบไป แต่ในระยะยาวไม่น่ามีอะไรดีขึ้น เพราะพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยน มีแต่แก้ที่ปลายเหตุ และผมเชื่อว่า ครั้งนี้จะเป็นครั้งท้ายๆ แล้ว เพราะชาวนาแบบดั้งเดิมกำลังจะสูญพันธ์แล้ว มันขาดทุนสะสมกันมา บางคนก็คิดว่าจะไม่ทำนาแล้ว ขายที่นาไปเลยก็มี

พื้นฐานอะไรที่ไม่ได้เปลี่ยน

ปัญหามันไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุไง คือชาวนามันเป็นลูกไล่เขาตลอด ไม่มีรากที่แน่น เหมือนสร้างบ้านจะให้ทนทานต้องมีเสาเข็มแน่นหนา ถ้าไม่มีเสาเข็มแน่นไม่นานก็พัง อย่างอาชีพปลูกข้าวเรามีพื้นฐานเป็นร้อยๆปี แต่ถูกทำลายทิ้งจากเกษตรกรรมสมัยใหม่หมดเลย ทั้งพันธุ์ข้าว แรงงาน การใช้สารเคมีที่ต้องนำเข้าทั้งหมด ทุกบ้านต้องมีรถเกี่ยว กระทั่งการขายข้าวก็จำเป็นต้องขายทั้งหมดแล้วไปซื้อกิน

ผมไม่ได้ว่า การเกษตรแบบที่ทำกันอยู่ไม่ดีทั้งหมดนะ แต่ลองคิดดูเริ่มตั้งแต่พันธุ์ข้าวที่ชาวนาใช้วันนี้ก็เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้มา คือ มีคนมาแจก โฆษณาบอกว่ามันดี ไอ้ที่จะเก็บพันธุ์ข้าวเองโดยวิธีเก็บมานวด มาตาก มันเสียเวลาแล้ว เขาไม่เอากัน พอเอาพันธุ์เขามาก็ไม่รู้ว่า ข้าวพันธุ์นี้มันต้องเปลี่ยนเทคนิคการทำนาใหม่ทั้งหมด ต้องใช้ปุ๋ยแบบนี้ ต้องใช้สารเคมีแบบนี้เท่านั้น มันเป็นแพ็คเกจมา ต้องพึ่งพาการซื้อไม่จบสิ้น

พอเปลี่ยนเทคโนโลยีการลงทุนก็ต้องเพิ่ม ไม่มีเงินก็ต้องไปกู้ ธกส.มา พอผลผลิตออกมาก็มาขายใช้หนี้ แล้วจะขายส่วนเดียว อีกส่วนเก็บไว้กินเหมือนเดิมคงไม่ได้ เพราะขายส่วนหนึ่งสีกินเองส่วนหนึ่งมันยุ่งยาก เลยขายทั้งหมดแล้วมาซื้อกินง่ายกว่า พอเห็นว่า สะดวกดี ก็ทำต่อ วิถีชีวิตชาวนาจึงเปลี่ยนไป กลายเป็นพึ่งตัวเองไม่ได้เลย ต้องพึ่งเขาอย่างเดียว พอราคาปุ๋ยขึ้น ราคาพันธุ์ข้าวขึ้นก็ต้องจำใจซื้อ นานเข้าก็ยืนด้วยตัวเองไม่ได้

ปัญหาอยู่ที่ตัวชาวนาเองหรือระบบที่ไม่เป็นธรรม

มันทั้งคู่ ส่วนหนึ่งก็เพราะระบบ แต่อีกทางหนึ่งถ้าชาวนาเข้มแข็ง ก็จะเกิดการต่อรอง หาทางออก แต่เมื่อระบบมันเอาเปรียบ ชาวนาไม่เข้มแข็งมันถึงพัง

ผมไม่ได้หมายถึงให้กลับไปทำแบบเดิมทั้งหมด แต่มันต้องรู้เท่าทันว่า วิธีไหนจะดี อย่างจะใช้รถแทร็คเตอร์ถ้ามีกำลังซื้อก็ใช้ไป แต่ดูสิว่าพอมีอุปกรณ์แล้วตรงไหนที่ตัวเองไถเองได้บ้าง ไม่ต้องจ้างเขาไถทั้งหมด หรือพันธุ์ข้าวไหนดี เก็บไว้ได้ไหม พอรู้แล้วว่าพันธุ์ข้าวไหนมันชอบปุ๋ย-ชอบยาก็เอามาปรับเอา ปรับให้การใช้ยาเพื่อเป็นต้นทุนลดน้อยลง ให้กินกับฟางนี่แหละ แล้วก็เลิกเผาฟางซะ เอาฟางมาเป็นปุ๋ย อันนี้มันคือเทคนิคที่เราสอนอยู่

ยกตัวอย่าง คือ ฟางในนา ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะเป็น 2 เท่าของจำนวนข้าวที่ได้ เช่นถ้าได้ข้าว 100 กิโลกรัม จะได้ฟางอย่างน้อย 200 กิโลกรัม แต่พ่อค้าจะไปสอนชาวนาว่า ให้เกี่ยวแล้วเผาฟางเลย เพื่อให้ไถได้เร็วขึ้น ไม่มีโรคติดต่อ แล้วจะกลับมาเริ่มปลูกใหม่ได้เร็วๆ ชาวนาก็เชื่อ แต่พอเผาฟางแล้วจึงไม่เหลืออะไรในดินเลย มันก็ต้องจำใจไปซื้อปุ๋ยเขามาใส่ใหม่ แต่ถ้าเป็นเกษตรอินทรีย์เราจะไม่เผาฟาง แต่อาจจะไถกลบ หรือย่ำไปเลยก็ได้ แล้วเอาจุลินทรีย์ที่ทำกันเอง มาฉีดเข้าไปเลย 7 วันก็เป็นปุ๋ยแล้ว วิธีนี้ไม่ต้องซื้อปุ๋ยด้วยซ้ำ

ส่วนพันธุ์ข้าว เราก็เอามาเลือก เลือกข้าวกล้องที่สวย ดูความยาว ความใส เอาที่สวยที่สุดมาสัก 100 เมล็ด จากนั้นก็เพาะให้มันงอก พองอกก็เอาไปดำในนาที่มีแต่ฟาง ใส่จุลินทรีย์เข้าไป อยากรู้ว่า พันธุ์ไหนเหมาะกับปุ๋ยแบบไหน ก็ลองมาดำสัก 100 ต้น จดบันทึกเลยว่าอันไหนปรับตัวได้ ต้นไหนสูงยาว เติบโตดี อันไหนเป็นโรคก็ไม่เอา แล้วเลือกเอาต้นที่ผลผลิตดี ตอบสนองดี ไม่มีโรค จากนั้นมาดูต่อว่า ต้นไหนใช้ได้ดีกับฟาง เก็บตัวอย่างสัก5% ที่เป็นเมล็ดพันธุ์แล้วทนโรคด้วย เราก็จะได้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะกับดินของเราแบบไม่ต้องซื้อ เติบโตดีกับปุ๋ยที่เรามี

..ไอ้เรื่องแบบนี้มีคนที่เขาทำ มีคนที่เขาลอง แล้วประสบผลสำเร็จเยอะแยะ ได้รางวัลแต่ละปีกันจำนวนไม่น้อย แต่ชาวนาบางคนก็อยากจะมีผลผลิตทันที พอทำไม่สำเร็จก็ถอย ไปเอาพันธุ์ข้าวมาเลย แล้วก็ปลูกตามที่เขาแนะนำมันง่ายกว่า

เกษตรสมัยใหม่ที่ใช้เครื่องทุนแรงมันดีนะ แต่ก็ต้องหาวิธีที่เราหาประโยชน์จากมัน คือวิธีคิดมันไม่ยาก แต่บางคนไม่เชื่อ ไปฟังโฆษณาที่เขาว่าดี ให้เลิกปุ๋ยก็คิดว่า ทำไม่ได้ ไปเชื่อโฆษณากันหมด ถ้าเกษตรกรคิดกันแบบนี้ มันคงต้องใช้วิธีห้ามโฆษณาเลยไหม จะได้ไม่ต้องเป็นเหยื่อ แบบโฆษณาเหล้า-บุหรี่น่ะ คือไม่ได้ห้ามขายนะ แต่ห้ามโฆษณา อย่าไปล้างสมอง ส่วนยาฆ่าแมลงที่นำเข้าก็ต้องเก็บภาษี อย่าปล่อยให้เป็นแบบปัจจุบันที่ไม่มีการเก็บภาษี ปล่อยให้นำเข้าปุ๋ยแบบไม่มีโควตา ซึ่งมันเปรียบเสมือนส่งเสริมการใช้ มันจึงคิดเป็นอื่นไม่ได้นอกจากมองว่าทุกรัฐบาลมีประโยชน์กับคนกลุ่มนี้อยู่ แล้วไม่ได้คิดจะช่วยเหลือชาวนาจริงๆ

ชาวนาเองคงไม่กล้า หรือทดลองแล้วใช้ไม่ได้ผลดีกับที่ของตัวเองก็ได้

มันมีตัวอย่างให้ดูอยู่ไง คนที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย ที่เป็นตัวอย่างได้รางวัลกันเยอะแยะ ถ้าไม่กล้าก็ลองทำไร่เดียวก่อนก็ได้ ถ้าได้ผลค่อยขยาย ไม่ได้ผลก็ลองไร่นั้นไปเรื่อยๆ กันสัดส่วนไว้ แต่กลายเป็นว่า ทุกวันนี้ชาวนาเสพติดการใช้สารเคมี บางคนถึงขนาดบอกว่า ให้เขาเปลี่ยนศาสนาง่ายกว่าเลิกใช้สารเคมี มันเป็นข้ออ้างทั้งนั้น คือ มันมีวิธีที่เยอะแยะ ที่ทำได้ ถ้าคิดจะทำนาแบบปัจจุบันมันจำเป็นต้องพึ่งพิงเขาทั้งหมดทั้งพันธุ์ข้าว เช่านา ซื้อปุ๋ย จ้างเกี่ยว จ้างขน ซื้อข้าวกิน แล้วจะรอดหรือ

ในปัญหาที่เผชิญ เรายังเห็นปรากฏการณ์ชาวนารุ่นใหม่ๆ ยกตัวอย่างโครงการลูกชาวนา ที่ส่งเสริมให้ชาวนาต่อสายถึงผู้บริโภคโดยตรง มองเรื่องนี้อย่างไร

มันดีครับ ดีมาก แต่มันก็ช่วยได้ไม่มากเท่าไร อย่าลืมว่า กระบวนการผลิตข้าวมันมี 3 ระดับ คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อย่างต้นน้ำคือการผลิตคุณต้องผลิตให้ดีก่อน ให้มันต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง ปริมาณเยอะ ถ้าต้นทุนน้อย ขายไม่ดียังไม่ขาดทุนมากขนาดนี้ กลางน้ำคือการแปรรูป การตาก การสีขาว ซึ่งผู้เกี่ยวข้องก็ต้องสร้างระบบให้มันเป็นธรรม ส่วนปลายน้ำคือวิธีการขาย สามขั้นตอนนี้ต้องไปด้วยกัน ดังนั้นถึงแม้ปลายน้ำมันขายได้ก็ดี แต่ถ้าต้นน้ำยังเป็นข้าวเคมี เป็นข้าวที่มีคุณภาพไม่ดี แล้วใครเขาจะซื้อกิน เป็นข้าวนาปรังที่กินแล้วไม่อร่อย พอเขาซื้อครั้งเดียวก็เลิกซื้อ

ต้นน้ำซึ่งเป็นต้นทางการผลิตมันจึงต้องเปลี่ยนด้วย ถ้าซื้อมาแล้วครั้งหนึ่งมันกินไม่ดี มันไม่อร่อย รู้ว่า มันมีสารเคมี ใครเขาจะซื้ออีกรอบที่สอง ส่วนใหญ่ไอ้ที่มาขายข้าวกันนี้เป็นข้าวนาปรัง ปีหนึ่งปลูกหลายครั้ง อาจจะมีความชื้นเยอะ คุณภาพไม่ดีมากถึงถูกกดราคาไง ชาวนายังไม่กินข้าวของตัวเองเลย ส่วนพวกข้าวหอมมะลิสิ ถึงขายได้ ข้าวมะลิจริงๆ ตลาดยังไม่ตันหรอก ยังมีโอกาส และทุกเขาก็อยากช่วย อยากอุดหนุน

ชาวนาแบบไหน ที่เรากำลังต้องการในสถานการณ์แบบทุกวันนี้

ชาวนาที่รู้เท่าทัน รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ในระยะยาว ผมเห็นเยอะขึ้นนะ คนพวกนี้เขามีความคิดและเป็นอนาคต ส่วนคนรุ่นเก่าที่เป็นชาวนาดั้งเดิมที่เปลี่ยนตัวเองไม่ได้ ก็จะค่อยๆ หายไป เพราะทำไม่ไหวแล้ว ขาดทุน ต่อจากนี้ก็จะมีคนรุ่นใหม่เหล่านี้มาแทนที่

ผมเชื่อว่า 5-10 ปีต่อจากนี้ ชาวนารุ่นเก่า และยังทำนาแบบเดิมจะหายไปสัก90%ได้ ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามา และแม้จะไม่มากเท่าเก่า คือสัก10% แต่ก็มีคุณภาพ ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วก็จะมีอัตราชาวนาต่อจำนวนประชากรไม่มากเหมือนกัน

จากการสำรวจแต่ละปี จำนวนชาวนาจะลดน้อยลง ช่วงตั้งแต่ปี52-57 มีอัตราเฉลี่ยลดลงประมาณ 3% ต่อปี ส่วนปี59 จำนวนชาวนาเหลือประมาณ19% จากประชากรทั้งหมด แต่ในขณะที่ชาวนารุ่นเก่าต้องเลิกทำนาเพราะขาดทุนนั้น ยังมีชาวนารุ่นใหม่ๆ ที่เห็นโอกาสเข้ามา ชาวนารุ่นนี้ฉลาดขึ้น คิดเป็น และทำเกษตรแบบอินทรีย์ซึ่งสร้างมูลค่าผลผลิตได้ดีกว่า ในวิกฤติของชาวนารุ่นเก่าจึงยังมีความหวังกับคนรุ่นใหม่ๆอยู่

ดูอย่างประเทศญี่ปุ่น ชาวนาเขามีจำนวนไม่มาก แต่พื้นที่ปลูกข้าวมันเพิ่ม เพราะตลาดมันดีมาก ข้าวของเขาถูกนำไปแปรรูป ทำผลผลิตต่างๆทั้ง เบียร์ ขนม เครื่องสำอาง แปรรูป หรือไปสร้างมูลค่าใหม่ๆ การปลูกข้าวที่ญี่ปุ่นจะมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย ทำให้ปริมาณผลผลิตข้าวญี่ปุ่นควบคุมได้ เป็นพันธุ์ข้าวเฉพาะตัว รวมทั้งการดูแลชาวนาญี่ปุ่นจากรัฐบาล ชาวนาญี่ปุ่นใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีผสมกันอย่างละครึ่ง 

เว้นแต่บางส่วนที่ปลูกข้าวแบบพรีเมียมที่ราคาข้าวจะแพงกว่าข้าวทั่วไปร้อยละ20 จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ล้วนๆ นี่แสดงให้เห็นว่าข้าวมันพัฒนาได้ คือถ้าข้าวมีคุณภาพสูง มันนำไปสร้างมูลค่าได้เยอะ ไม่ใช่ข้าวห่วยๆ ที่เร่งปลูกกัน มันจึงต้องพัฒนาต้นน้ำ กลางน้ำให้ดี แล้วปลายน้ำจะทำตลาดได้ง่าย ไม่เชื่อคุณดูผลไม้บางพันธุ์ อย่างทุเรียน ราคาไม่ถูกนะ แต่ถ้าเป็นพันธุ์ที่อร่อย มีคุณภาพ ตลาดกลุ่มนี้ยังเปิดอยู่ และเกษตรกรบางกลุ่มก็รู้ถึงจุดนี้และเขาก็พัฒนาผลผลิตที่ตอบสนองความต้องการส่วนนี้ได้

ในอนาคตผมเชื่อว่า จะเหลือแต่ชาวนาที่มีวิธีคิดแบบใหม่ ทางหนึ่งเพราะรัฐบาลไม่ช่วย คนเหล่านี้จึงต้องช่วยตัวเอง และพวกเขาจะใช้วิธีการเกษตรอินทรีย์ ที่มีความต้องการสูง เขาจะทำในวิธีคิดใหม่ๆ เพราะรู้แล้ววิธีคิดเก่าๆ มันไปไม่รอด

ภาพลักษณ์ของชาวนาที่จนซ้ำจนซากคือเรื่องจริงไหม

ในปัจจุบันนี้ก็ถือว่า ยังส่วนใหญ่ เพราะยังไม่คิดพึ่งตัวเอง ยังไม่คิดหาทางที่ดีกว่า ทำไมเกษตรกรบางคนถึงทำได้ เขาทำนาไม่ใช่สารเคมี ปีหนึ่งมีกำไร นั่นเพราะเขาเรียนรู้แล้วนำกลับไปทำ หรืออีกมุมหนึ่งเกษตรกรเองก็ต้องการตัวช่วยนะ อย่างเรื่องกองทุนเกษตรอินทรีย์การเก็บภาษีสารเคมีการเกษตรเราขอร้องมาหลายรัฐบาล ทั้งรัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลทหาร แต่ก็ถูกปฏิเสธมาตลอด

สำหรับคนทั่วไป การช่วยชาวนาที่ถูกต้องคืออะไร

ช่วยชาวนาที่ควรช่วย ช่วยชาวนาที่ปลูกอินทรีย์ ให้ปลูกข้าวคุณภาพดีๆ ไอ้ที่ปลูกคุณภาพไม่ดีก็จำเป็นต้องให้คนเหล่านี้มีบทเรียนบ้าง เราต้องช่วยคนที่ควรช่วย ไม่ใช่ช่วยทั้งหมด ชาวนาก็ต้องช่วยตัวเองด้วย ทำไมในเรื่องพระมหาชนก ท่านรอดแต่เพียงผู้เดียว ทำไมนางมณีเมขลาถึงต้องรอ 7 วันกว่าจะมาช่วย แง่หนึ่งเขาสอนว่า เราต้องช่วยตัวเองก่อน พระมหาชนกทรงอดทนว่ายน้ำในมหาสมุทรด้วยความเพียร 7 วัน 7 คืน ชาวนาก็เหมือนกัน เราต้องช่วยตัวเองด้วย 

..คิดถึงข้าวที่จะมีคุณภาพดี คิดถึงสิ่งแวดล้อมชาวนาที่เผาฟาง คิดแต่ตัวเอง มุ่งใช้สารเคมีเพราะอยากได้ผลผลิตเร็วๆ ทำนาได้หลายครั้ง เราก็ต้องให้ได้รับบทเรียน