ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน มนุษย์ก็ยังเปราะบางเหมือนเดิม จึงต้องมีตัวช่วยที่เรียกว่า การบำบัด
"เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา ..." อังตวน เดอ แซงเตกซูเปรี เขียนไว้ในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง เจ้าชายน้อย
วรรณกรรมเรื่องนี้สื่อให้เห็นถึงจิตใจของมนุษย์ที่ละเอียดอ่อนและเปราะบางในคราเดียวกัน แท้จริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น มีความซับซ้อนมากกว่านั้น
และเป็นที่รู้ดีว่า คนไทยเมื่อมีปัญหา ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม จะไม่ค่อยเดินเข้าไปหาจิตแพทย์ ปัจจุบันจึงมีทั้งศาสตร์และศิลป์ของการบำบัด เป็นทางเลือกและตัวช่วย ไม่ว่า ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด การเขียนบำบัด สมาธิบำบัด การเต้นบำบัด ฯลฯ
แล้วศาสตร์และศิลป์เหล่านี้เป็นตัวช่วยอย่างไร
"เด็กพิเศษบางคนไม่ยอมเปิดปากพูดเลย เรานำกระบวนการดนตรีบำบัดมาทำงานร่วมกับนักจิตวิทยา ก็สามารถทำให้เขาขยับตัว เปิดปากพูด " รินธาร ลัธธนันท์ นักดนตรีบำบัดอิสระ เล่าประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเด็กกว่า 13 ปี
"การเขียน ทำให้เขาได้ย้อนมองสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยใจที่เป็นกลาง " อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม ผู้อำนวยการ สถาบันธรรมวรรณศิลป์ เล่าถึงการเขียนบำบัดที่จัดให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เขาได้เก็บข้อมูลก่อนและหลังทำโครงการ และพบการเปลี่ยนแปลงของภูมิต้านทานในร่างกายของผู้ติดเชื้อเปลี่ยนไป
1.
ขณะที่คนทั่วไปมองว่า ผู้พิการทางสมองที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว คงไม่มีหนทางพัฒนาให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่คนที่คลุกคลีกับคนป่วยกว่า 30 ปี อย่างเตือนใจ อัฐวงศ์ นักกิจกรรมบำบัด ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า
"เราไม่ได้มองว่า เขาทำได้หรือทำไม่ได้ แต่มองเรื่องทักษะการพัฒนา ดนตรีช่วยกระตุ้นเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวได้" เธอเล่าถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยและผู้พิการที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว หรือบาดเจ็บจากปัญหาไขสันหลัง และป่วยจากโรคหลอดเลือดสมอง
นอกจากจะให้ความเมตตาเสมือนเพื่อนร่วมทุกข์แล้ว เธอยังเปิดกว้างทดลองศาสตร์การบำบัดรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นตัวช่วย นอกจากดนตรีบำบัด กายภาพบำบัด และการออกกำลังกายแล้ว เธอยังบอกว่า บางคนไม่สามารถกินข้าวเองได้ ต้องสอนใหม่หมด โดยจำลองกิจกรรมให้ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน
"เราให้ตักเมล็ดถั่วเขียวจากจานหนึ่งไปอีกจาน ฝึกเรื่องการกิน ส่วนในเรื่องดนตรี คนไข้บางคนลืมคำพูดที่จะสื่อสารในชีวิต เราก็ให้จำจังหวะ หรือใช้เพลงง่ายๆ กระตุ้นสมอง อย่างคนไข้หลอดเลือดสมองไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้ ดนตรีช่วยกระตุ้นได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ต้องเลือกให้เหมาะกับบางคน" เตือนใจ เล่าถึงการประยุกต์ศาสตร์การบำบัด ที่ทำร่วมกับทีมงานและอาสาสมัคร แต่ไม่มีนักดนตรีตัวจริง
2.
"เราสามารถใช้ดนตรีเปิดใจเด็กที่ไม่สื่อสาร เพื่อให้เด็กวางใจ เชื่อใจคนอื่นมากขึ้น และเด็กไม่ปฏิเสธ " รินธาร นักดนตรีบำบัดอิสระ เล่าถึงงานที่ทำด้วยใจรัก ซึ่งก่อนหน้านี้เธอทำงานนี้ในฐานะอาสาสมัคร แต่เมื่อเห็นว่า เป็นงานที่คนไม่ค่อยสนใจ เพราะต้องใช้ความอดทนในการพัฒนาเด็กพิเศษ เธอจึงไปเรียนพื้นฐานดนตรีและการร้องเพลง และเรียนดนตรีบำบัดแนวมนุษยปรัชญาหลักสูตรของเยอรมันที่เปิดสอนในเมืองไทย และต้นปีหน้าเธอจะไปเรียนคอร์สสั้นๆ แนวทางนี้อีกที่จีน
ก่อนหน้าที่จะเป็นนักดนตรีบำบัดอิสระ เธอเคยทำงานโดยใช้ศาสตร์และศิลป์รูปแบบนี้ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เธอบอกว่า ดนตรีบำบัดนอกจากใช้กับคนปกติ ยังใช้ได้กับเด็กพิเศษ และคนป่วยบางประเภทได้ด้วย
"คนไข้ที่เจ็บป่วยเรื้อรัง ชีวิตไม่มีความหวังแล้วว่าจะหายป่วย เราเอาดนตรีไปช่วยบำบัด หรือคนไข้ที่ประสบอุบัติเหตุ จิตใจย่ำแย่ ดนตรีบำบัดช่วยให้เขาสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตต่อไปได้ นอกจากนี้ดนตรีบำบัดยังทำให้กลุ่มผู้สูงวัยมีจิตใจที่เบิกบาน มีเคลื่อนไหวมากขึ้น
เด็กที่ไม่เคลื่อนไหว ไม่พูด ดนตรีบำบัดและการร้องเพลงจะเข้าไปช่วยเป็นสื่อกลาง ดนตรีบำบัดที่ใช้มีสองแบบคือ ผู้รับการบำบัดและผู้บำบัดทำกิจกรรมร่วมกัน อีกแบบนักบำบัดเป็นผู้เล่นดนตรีให้ฟัง ส่วนใหญ่จะทำกับคนไข้ระยะสุดท้าย เราจะส่งจิตสุดท้ายของเขาให้ข้ามพ้นไปอย่างราบรื่น รวมถึงนำไปใช้กับคนไข้เจ็บหนัก ทำกิจกรรมไม่ได้แล้ว กลุ่มนี้ต้องศึกษาความชอบของคนไข้ก่อน ซึ่งเราทำกับกลุ่มนี้น้อยมาก "
เครื่องดนตรีที่เธอนำมาใช้มีตั้งแต่ กบไม้ กะลา กลอง ท่อนไม้ ขลุ่ยเสียงเดียว และถุงถั่ว ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ทำง่ายที่สุดและใช้มากที่สุด เพื่อให้คนไข้โยนเล่นไปมา แล้วเกิดเสียง
“การบำบัดในกลุ่มเด็ก ถ้าเด็กคนนั้นหูไม่ผิดปกติ เขาได้ยินเสียงดนตรีแน่นอน แม้กระทั่งเด็กหูหนวกก็ยังเข้าใจจังหวะ ก่อนจะใช้ดนตรีบำบัด ก็ต้องทดสอบกับคนไข้ก่อนว่า เขาใช้เครื่่องดนตรีชิ้นไหนได้บ้าง กลุ่มที่อยากให้เราช่วยบำบัดมากที่สุดคือ กลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรง เราก็ใช้กลองและเสียงในตัวเขาเป็นจังหวะ เพื่อให้คนไข้มีความรู้สึกตัว เพราะร่างกายสูบฉีดเลือดตลอดเวลา การหายใจของเรา เราต้องรับรู้ ร่างกายจะมีจังหวะของตัวเอง ดนตรีทำงานกับแรงปรารถนาของร่างกาย เป็นพลังงานที่อยู่ในร่างกายที่เราไม่เคยรู้"
หากใครนึกไม่ออกว่า แรงปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในตัวเองเป็นอย่างไร เธอให้ลองนึกถึง ตอนไม่สบาย เราจะไม่ค่อยอยากทำอะไร และเป็นช่วงที่พลังงานหายไป ซึ่งไม่ต่างจากผู้ป่วย เธอบอกว่า ต้องใส่พลังกลับเข้าไป ให้เกิดแรงปรารถนาที่จะทำกิจกรรม
"เท่าที่ทำกับเด็กพิเศษมา 15 ปี เห็นได้ว่ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เด็กที่เคลื่อนไหวไม่ปกติ ก็เคลื่อนไหวได้ตามจังหวะ หู ตา มือ และเสียง ประสานกันมากขึ้น การบำบัดต้องทำพร้อมๆ กันหลายด้าน ต้องทำงานเป็นทีม บางครั้งคนทำดนตรีบำบัดก็ทำงานร่วมกับคนทำงานศิลปะบำบัด และการร้องเพลง เพื่อให้ปอดคนไข้ขยายตัว เมื่อคนไข้หายใจเต็มที่ ร้องเพลงออกมาจากพลังของตัวเอง มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ก็เกิดความสมดุล บางคนบอกไม่มีแรง แต่ก็ตีกลองตีฆ้องได้ หรือเด็กออทิสติก กว่าจะทำกิจกรรมร่วมกับเราได้ ก็ใช้เวลานาน แต่เด็กก็ยังเอื้อมมือมาตีกลอง " รินธาร เล่า
3.
แม้ศาสตร์และศิลป์ของการบำบัดจะมีหลายแขนง แต่บางครั้งแพทย์หรือคนทำงานด้านการบำบัด ก็ไม่ยอมรับและไม่เชื่อว่า วิธีการเหล่านี้ใช้ได้จริง
"อยากให้สังคมเข้าใจมากขึ้น เพราะเวลาพูดถึงการเขียน คนจะรู้สึกว่ายาก ไม่ค่อยเข้าใจ จึงต้องอธิบายเยอะ ต้องหาวิธีการสื่อสารมากขึ้น และหวังว่า กระบวนการนี้จะช่วยดูแลผู้ป่วยทางจิตเวชและการบำบัดอื่นๆ มากขึ้น เพราะแพทย์ที่ดูแลยังปิดกั้นเรื่องนี้ " อนุรักษ์ เล่าถึงการเขียนบำบัด โดยอ้างอิงงานวิจัยว่า ผู้ที่ได้เขียนบันทึกจะช่วยคลายความทุกข์ ความเจ็บปวด และความโศกเศร้า และรู้สึกดีขึ้น มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ท่าทีที่มีต่อผู้อื่น และมีการศึกษาส่วนอื่นๆ ยืนยันว่า ผู้ที่เขียนบันทึกต่อเนื่องเป็นช่วงเวลาหนึ่ง (1เดือน) จะทำให้อารมณ์ความรู้สึกอยู่ดีมีสุขมีมากขึ้น
การเขียนบำบัดที่เขาเล่า เป็นเสมือนกระจกสะท้อนตัวตนคนเขียน และเมื่อใดที่งเขาไม่เข้าใจกระบวนการคิด กระบวนกรก็มีหน้าที่อธิบายสิ่งที่เขาเขียน ให้เห็นว่ามีการเชื่อมโยงกับสมอง สร้างความสมดุลระหว่างร่างกาย จิตใจและการกระทำ
การเขียนบำบัดที่สถาบันธรรมวรรณศิลป์นำมาแบ่งปันให้สังคม อนุรักษ์ บอกว่า มีทั้งคอร์สเขียนเยียวยา : ห้องเรียน นักเขียนบำบัด สำหรับคนทั่วไป (19-20พฤศจิกายนนี้) ,คอร์สที่ไปช่วยผู้ต้องหาในเรือนจำเดือนละ 1 ครั้งเป็นเวลาหนึ่งปี เริ่มทำตั้งแต่ปี 2558 และคอร์สที่ทำให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาล
"แรกๆ ของการเขียน อาจไม่สามารถมองด้วยใจที่เป็นกลาง เพราะตอนนั้นอารมณ์ความคิดฟุ้งซ่าน แต่เมื่อบันทึกแล้วก็ได้ย้อนมองตัวเอง ซึ่งการเขียนบำบัดจะมีคนรับฟัง กระตุ้นให้อยากคิดต่อ บางคนคิดว่า การเขียนยาก จึงต้องมีกระบวนกรช่วย "
นั่นเป็นระดับการสะกิดให้คิด ส่วนระดับของการบำบัด ยิ่งเขียนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นตัวตนชัดขึ้น เนื่องจากกระบวนกรจะนำเรื่องการภาวนา การกะเทาะเปลือกความคิด การมองโลกในแง่ดี มาปรับใช้ ฯลฯ
"จากงานทดลองของดร.เจมส์ ดับบลิว. เพนเนเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในอเมริกา เขาวิจัยการเขียนเพื่อบำบัดจิตใจผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต โดยให้เขียนอย่างต่อเนื่อง แล้ววัดผลออกมา ซึ่งผลที่ได้นอกจากเรื่องจิตใจแล้ว ยังได้ผลทางร่างกายด้วย พออาการทางใจดีขึ้น สภาพร่างกายก็ดีตาม การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต มีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งการวิจัยลักษณะนี้ ในช่วง 20ปีที่ผ่านมามีกว่า 200 ชิ้น ตอนเราทำงานกับกลุ่มผู้ต้องหาในเรือนจำ เรากระตุ้นให้พวกเขาดูแลร่างกายตัวเอง เท่าที่เห็นสีหน้าพวกเขาสดใสมากขึ้น ทำให้เขาเห็นความสำคัญของตัวเอง ใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น" อนุรักษ์ เล่าและบอกว่า
" ก่อนและหลังทำกระบวนการเขียนบำบัด เราได้วัดระดับภูมิต้านทานของผู้ติดเชื้อในเรือนจำเอาไว้ด้วย พบว่า ภูมิต้านทานของพวกเขาสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำการเขียนบำบัด และพฤติกรรมการกินยามีความต่อเนื่องมากขึ้น ที่นั่นมีคนเรียนประมาณ 10-30 คน จากบันทึกที่เราได้อ่าน ทำให้รู้ว่า เขาอยากมีชีวิตที่ดีในแต่ละวัน"
ส่วนพัฒนาการเขียนบำบัด อนุรักษ์ บอกว่า ต่อไปจะมีการทดลองการเขียนรูปแบบอื่นๆ มากขึ้น
"เรากำลังลองดูว่า จะมีการเขียนรูปแบบไหนที่ง่ายและเร็วสามารถปรับสภาพจิตใจและร่างกายให้คืนสู่สมดุลได้ดีขึ้น และอยากให้แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยทางจิตเวช และการบำบัดด้านอื่นๆ เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น"





