“นูร์เบอร์กริง” หนึ่งในสนามแข่งรถที่บรรดานักแข่งผู้ชื่นชอบความเร็วต้องไปท้าทายให้ได้สักครั้ง
หนึ่งในสนามแข่งรถ ที่บรรดานักแข่งผู้ชื่นชอบความเร็ว ต้องการนำรถไปประลองต้องมีชื่อของ “นูร์เบอร์กริง” ประเทศเยอรมนี เป็นสนามแข่งรถเวิลด์กรังด์ปรีซ์ระดับโลก 24 ชั่วโมง ที่ขึ้นชื่อ “หฤโหด” ทั้งสภาพสนาม และสภาพอากาศ แต่นั่นยิ่งเพิ่มความท้าทายให้นักแข่งต้องฝ่าฟันตีตั๋วเข้าไปให้ได้
ล่าสุดทีมนักแข่งรถสัญชาติไทย ภายใต้ “โตโยต้า ทีมไทยแลนด์” ทีมแข่งรถที่สนับสนุนโดยบริษัท โตโยต้า ประเทศไทย จำกัด ก็สร้างชัยชนะยิ่งใหญ่พร้อมกับสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ด้วยการคว้าอันดับ 2 จากเวที “ADAC Zurich 24 Hours Race at Nurburgring” ในรุ่น Super Production 3 เป็นครั้งแรก โดย “สุทธิพงศ์ สมิตชาติ” และเพื่อนร่วมทีมทั้ง “ณัฐวุฒิ เจริญสุขวัฒนะ ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และมารันต กุละปาลานนท์ ที่ขับขี่รถโตโยต้า โคโรลล่า อัลติส เอสสปอร์ต และโคโรลล่า อัลติส เอสสปอร์ต นูร์เบอร์กริง เอดิชั่น เครื่องยนต์ 1800 ซีซี
สุทธิพงศ์ นอกจากจะเป็นนักแข่งรถตัวยงสังกัดโตโยต้าแล้ว เขายังเป็นผู้จัดการทีมโตโยต้า ทีมไทยแลนด์ด้วย
การขึ้นโพเดียมรับรางวัลในสนามแข่งรถนูร์เบอร์กริง เป็นพันธกิจของเขาในฐานะนักแข่งและผู้จัดการทีม ที่ตั้งใจไว้เมื่อ 3 ปีก่อน ว่าจะพาทีมไปคว้าชัยในสนามแข่งระดับโลกให้จงได้ และความสำเร็จก็เกิดขึ้นเมื่อ 28-29 พ.ค.ที่ผ่านมา
ก่อนไปถึงตรงนั้น สุทธิพงศ์คร่ำหวอดบนสังเวียนแข่งรถมากว่า 30 ปี ทั้งหมดเกิดจากความหลงใหลความเร็วล้วนๆ โดยจุดเริ่มต้นเอาดีด้านนี้ เกิดขึ้นตอนไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ก้าวแรกเหยียบประเทศ อยู่ที่สถานทูต พอ 3-4 วันเท่านั้น เจ้าตัวนำเงินที่ต้องไปจ่ายเป็นค่าเช่าบ้านถอยรถโตโยต้า โคโรลล่า เลวิน ราคาเกือบ 2 แสนบาท มาขับ
เป็นเรื่องยากที่วัยรุ่นญี่ปุ่นจะมีรถขับ แต่เขามีรถสปอร์ตยอดฮิตของยุคมาครอง และหากิจกรรมแข่งในวันเสาร์-อาทิตย์ พอเรียนมหาวิทยาลัยก็เข้าชมรมและแข่งขันจริงจัง และเจอจุดเปลี่ยนเมื่อประลองสนามโยโกฮาม่า และคว้ารางวัลมาครอง โดยรางวัลที่ได้รับทุกเดือนนั้นเป็นบัตรกำนัลแต่งรถในร้านแห่งหนึ่ง มาบ่อยเข้าเจ้าของร้านก็ชอบใจ ยื่นข้อเสนอ “สนใจแข่งรถไหม?” เท่านั้นแหละ สุทธิพงศ์ ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาได้ลองเทสต์การขับขี่ และถูกจับเซ็นสัญญาร่วมทีมทันที
ด้วยความที่บ้าแข่งรถมาก เมื่อเรียนจบไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง แต่ขลุกตัวอยู่กับทีมแข่งรถเสียส่วนใหญ่ สัปดาห์หนึ่งมาทำงานไม่กี่วัน ก็หนีไปแข่งรถอีกแล้ว 1 ปีผ่านไป การแข่งรถมีผลกระทบกับงานมากพอสมควร เขาจึงพิจารณาตัวเองเข้าสู่วงการความเร็วเต็มตัว จนเติบใหญ่ได้ร่วมทีมทีอาร์ดี ของโตโยต้า
เมื่อเมืองไทยมีสนามแข่งรถ พีระเซอร์กิต สนามแข่งรถมาตรฐานแห่งแรกของไทย สุทธิพงศ์ก็ถูกทาบทามให้มาทำทีม จากนั้นเขาปั้นทีมแข่งรถมาเรื่อยและขับขี่เองมาตลอด 30 ปี คว้ารางวัลและถ้วยมาครอง “นับร้อย” รายการ
เป็นธรรมดาเมื่อผ่านการแข่งขันในประเทศแล้ว เป้าหมายใหญ่ข้างหน้า ใครๆ ก็ต้องการไป “ระดับโลก” ทำให้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สุทธิพงศ์พยายามทำทีมให้แข็งแกร่งเพื่อตีตั๋วไปแข่งที่นูร์เบอร์กริงให้ได้ พยายามเป็นสิงห์สนามซ้อมเสมอ
การแข่งขันที่นูร์เบอร์กริง รถที่เขาแข่งคือหมายเลข 123 จากผู้ร่วมแข่งขันทุกรุ่น 159 คัน ระยะเวลาขับขี่ตลอด 24 ชั่วโมงนั้นโหด! เพราะระยะทาง 1 รอบ รวม 27 กิโลเมตร และต้องวิ่งระหว่างเมืองต่างๆ ในเยอรมนีด้วย ที่สำคัญตลอดเวลาการขับขี่แข่งขันต้องเผชิญอากาศเปลี่ยนแปลงทั้งหนาว พายุฝน และแม้กระทั่งลูกเห็บตก
“นูร์เบอร์กริงเป็นสนามที่ยาวและยากที่สุดในโลก จะเข้าไปแข่งขันได้ ก็ต้องผ่านรายการแข่งขันเล็กๆ 4 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง เก็บชั่วโมงไปเรื่อยๆ เพื่อให้ผ่านการคัดเลือก ให้ได้ใบอนุญาตขับขี่ก่อน เพื่อทำการแข่งขัน 24 ชั่วโมง”
ตลอดการแข่งขันเขาสลับกับเพื่อนร่วมทีมคนละ 3 ชั่วโมง ขับให้ครบรอบ “หนึ่งคันห้ามเกิน 4 คน กำหนดห้ามขับเกิน 3 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นร่างกายคนอยู่ไม่ถึง เพราะ 3 ชั่วโมงในนูร์เบอร์กริง ไม่ง่าย! ระยะทางรอบนึง 27 กิโลเมตร 70 โค้ง ไม่ง่ายและมันเบลอ แข่งติดกัน รถก็ไม่ได้พักเลย”
หลังคว้าตำแหน่งที่ 2 มาได้ เขาและลูกทีมภูมิใจอย่างมาก เพราะถือว่าพันธกิจลุล่วงที่จะนำธงไทยไปโบกสะบัดบนโพเดียม เพราะเป้าหมายของนักแข่งทุกคน คือการ “เข้าเส้นชัย”
“วินาทีที่เข้าเส้นชัยผ่านธงตราหมากรุกเข้ามาได้ นั่นเป็นวินาทีแห่งความภาคภูมิใจและถือเป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ของคนไทย”





