20 ปี เนื้อ หนัง “สั้น” แต่สำคัญ

20 ปี เนื้อ หนัง “สั้น” แต่สำคัญ

วาระการเฉลิมฉลองความสำเร็จของเวทีที่ถือเป็นชานชาลาให้บรรดาคนทำหนังได้ฝึกมือ และไปต่อ ทางผู้จัด ขอเน้นเนื้อ หาใหม่สดของหนัง

วาระการเฉลิมฉลองความสำเร็จของเวทีที่ถือเป็นชานชาลาให้บรรดาคนทำหนังได้ฝึกมือ และไปต่อ ได้จัดทำขึ้นอย่างจริงจังไปแล้วเมื่อวาระครบ 10 ปี คราวนี้ ทางผู้จัด ขอเน้นเนื้อ หาใหม่สดของหนัง ไม่เน้นพิธีกรรมและการอวย

ยี่สิบปีก่อน คณะทำงานในนามมูลนิธิหนังไทยฯ ได้ร่วมกันจัดงานเทศกาลหนังสั้นไทย ครั้งแรก มีการประกวด มีการคัดเลือก มีการให้รางวัล และหนังสั้นที่คนทำเป็นคนไม่เป็นที่รู้จัก ก็กลายเป็นหนังสำคัญและคนทำหนังสำคัญของไทยหลายคน ได้แจ้งเกิดจากเวทีนี้

วาระการเฉลิมฉลองความสำเร็จของเวทีที่ถือเป็นชานชาลาให้บรรดาคนทำหนังได้ฝึกมือ และไปต่อ ได้จัดทำขึ้นอย่างจริงจังไปแล้วเมื่อวาระครบ 10 ปี คราวนี้ ทางผู้จัด ขอเน้นเนื้อ หาใหม่สดของหนัง ไม่เน้นพิธีกรรมและการอวย

ข่าวประชาสัมพันธ์งาน บอกว่า ปีนี้ทุบสถิติของทุกปี กับการมีหนังสั้นส่งเข้ามาร่วมฉายประกวดเกือบ 600 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลงานหนังสั้นของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี หนังสั้นของบุคคลทั่วไป หนังสั้นของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา หนังสารคดี และ อนิเมชั่น

ยี่สิบปีต่อมา เทศกาลหนังสั้นไทยในชื่อ เทศกาลหนังสั้นไทยและวิดีโอ (บวกหนังเรื่องยาวแยกประเภทเป็น สารคดี และโปรแกรมดิจิทัล)

ถ้าพูดถึง “หลักกิโล”ของหนังสั้น ที่ไม่ใช่ขานลำดับไทม์ไลน์ ว่า “โปรแกรมใหม่” งอกมาเมื่อไร อย่างไร ก้าวสำคัญๆของ เทศกาลฯนี้ ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการเทศกาลฯ คนแรกและยังเป็นคนเดิมอยู่ ได้กล่าวถึงจุดสำคัญของเทศกาลฯปีนี้ว่า

 “รู้สึกว่าคนให้ความสำคัญกับเทศกาลเรามาก แต่การคัดเลือกก็ต้องเข้มหน่อยก็เลยได้รายชื่อ(หนังเข้ารอบ)ช้า เพราะเราต้องใช้เวลา บางเรื่องก็หยิบกลับมาดูกันอีกรอบก่อนตัดสินให้เข้ารอบ”

การแบ่งประเภทรางวัล ของเทศกาลหนังสั้นไทย แบ่งตามกลุ่มคนทำหนังและประเภทของภาพยนตร์ อาทิ

รางวัลรัตน์ เปสตันยี เป็นรางวัลสำหรับบุคคลทั่วไป รางวัลช้างเผือก สำหรับนักเรียนภาพยนตร์ระดับอุดมศึกษา รางวัลช้างเผือกพิเศษ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา รางวัลดุ๊ก สำหรับหนังสั้นสารคดี รางวัลปยุต เงากระจ่าง สำหรับหนังสั้นประเภทอนิเมชั่น และยังมีรางวัลพิเศษจากองค์กรต่างๆที่เน้นผลงานที่นำเสนอเนื้อหา อย่างเช่น รางวัลพิราบขาว สำหรับหนังสั้น ส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ เป็นต้น

แน่นอนว่า เทศกาลฯ การมอบรางวัลฯ และพื้นที่การจัดฉาย การพบปะการแลกเปลี่ยน ความรู้เกี่ยวกับหนังในช่วงเวลาที่ โรงเรียนสอนภาพยนตร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษาทั่วฟ้าเมืองไทย บัณฑิตมากมายที่ “จบป.ตรี” พร้อมที่จะ ดำรงตำแหน่งผู้กำกับหนัง

ความคืบหน้าของนักเรียนภาพยนตร์ที่อาจจะถูกครูบ่นว่าหลับบ้างไรบ้าง เมื่อต้องดูหนังต่างชาติ (หมายถึงหนังนอก(แนว)ฮอลลีวู้ด)ในวิชาเรียน ก็ยังมีมีดาวรุ่งทอแสงเล็กๆในเวทีหนังสั้นไทยเสมอ

ชลิดา บอกว่า หนังสั้นประเภทนักเรียนนักศึกษา มีจำนวนมากกว่าหนังประเภทบุคคลทั่วไป คาดว่าน่าจะเป็นบรรยากาศของการแสดงออกได้ไม่เต็มที่ทำให้เห็นว่า หนังจากคนทั่วๆปี ที่ส่งเรื่องเข้าประกวดจะน้อยลงกว่าปีก่อนๆ

ขณะที่รางวัลรัตน์ เปสตันยี ที่ได้ต้อนรับการกลับมาของคนทำหนังที่ออกไปสู่ระดับนานาชาติแล้ว แต่กลับมาทำหนังสั้นเข้าประกวดเวทีนี้อีกอย่าง อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ผู้กำกับเจ้านกกระจอก และโปรดิวเซอร์ พี่ชาย My Hero) ในเรื่อง Nightfall

สำหรับโทนของหนังและเนื้อหา หนังสั้นส่งเข้าประกวดปีนี้เห็น “โทนหนังเหงา เรื่องใกล้ตัวเด็กๆวัยรุ่น มีอารมณ์หนังแบบหนังหว่อง มีความ ‘หว่อง’ กลับมาให้เห็นมากขึ้นในหนังนักศึกษา” ชลิดา หมายถึง หนังแนวเล่าชีวิตของคนรุ่นใหม่ในวิถีปัจจุบันที่แสดงถึงภาวะเวิ้งว้างอารมณ์เหงาอย่างที่เห็นในหนังสไตล์เฉพาะตัวของผู้กำกับชาวฮ่องกง ชื่อ หว่องคาไว (หวังเจียเหว่ย)

นอกจาก “เวทีประกวด” เทศกาลนี้ยังมี “เวทีฉายโชว์” ทั้งงานหนังสั้นแบบหลายเรื่องในชุดเดียว จากผู้กำกับไทย 6 คน อย่าง สายป่าน- อภิญญา สกุลเจริญสุข, วรกร ฤทัยวาณิชกุล, โสรยา นาคะสุวรรณ, , อโนชา สุวิชากรพงศ์, วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ และ อาทิตย์ อัสสรัตน์ กับการมอง “กรุงเทพฯ” ในย่านสำคัญ หนังมีหลากหลายเรื่องและวิธีนำเสนอ ใน Bangkok Stories

ขณะที่งานหนังเรื่องยาว ”ความเศร้าของภูตผี” จากกลุ่มคนทำหนังที่นิยม “ทดลอง” กับงานวิช่วล โดย กลุ่มฟิล์มไวรัส ของสนธยา ทรัพย์เย็น มีผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ล้วนเป็นเจ้าของรางวัลจากเวทีหนังสั้นมาแล้วอย่าง วชร กัณหา, จุฬญาณนนท์ ศิริผล, รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค และ เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง ซึ่งเป็นผลงานของโดมิโน ฟิล์มส์ ที่ริเริ่มโครงการระดมทุนและการร่วมงานของคนรุ่นใหม่ในการสร้างสรรค์งานที่พวกเขาสนใจ

 

หนังสำคัญจากคนไม่สำคัญ

 

 ยังมีโปรแกรมที่ให้ “โอกาส” คนดูหนัง และหนังที่ไม่รางวัล ได้กลับมาฉายอีกครั้ง ในโปรแกรม Jit’s Wishlish หรือ ความปรารถนาของจิต

จิตร โพธิ์แก้ว นักดูหนังที่ได้รับการมอบหมายจากผู้จัดงานให้คัดเลือกงานหนังสั้นที่เขาอยากดูอีกครั้งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

จิตร เล่าถึงความรู้สึกในการดูเทศกาลหนังสั้นครั้งแรก ว่า ตอนนั้นเป็นปลายปี 1997-1998 เป็นยุคหนังไทยที่เจอหนัง แนว “เด็กระเบิด” หนังวัยรุ่นบันเทิงจากค่ายเพลงวัยรุ่นเป็นกระแสหลัก การเกิดเทศกาลหนังสั้น เป็นเรื่องใหม่ และจิตรบอกว่าหนังสั้นครั้งแรกที่ได้ดู ดีกว่าที่คาดคิดไว้ ทั้งการเล่าเรื่องและวิธีการนำเสนอเนื้อหา

หนังที่ไม่เน้นขายความบันเทิง แต่หลายเรื่องมีเนื้อหาให้ตีความ บางเรื่องก็ท้าทายคนดูให้มาคิดต่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คอหนังคาดหวังจากหนังนอกกระแส

ปี 2001 ที่มีหนังสั้นมาราธอน จิตรบอกว่าได้เห็นงานที่เขาตกตะลึง กับเนื้อหาและเรื่องราวค่อนข้างดี รวมถึง หนังสั้นของ มานัสศักดิ์ ดอกไม้ บัณฑิต เทียนรัตน์ เรื่อง เรือ ร. และงานของ โฆสิต จันทรทิพย์ ศิลปินสื่อผสมที่โด่งดังและมีงานหนังสั้น When Kosit Went To Death ที่สะดุดใจคอหนังด้วย

หรือหนังสั้นเรื่องแรกๆของ คนทำหนังซึ่งต่อมา กลายเป็นผู้กำกับที่โดดเด่นในวงการหนังยาว อย่าง อนุชา บุณยวรรธนะ เจ้าของหนังยาวเรื่อง อนธการ ที่กวาดรางวัลหลายเวทีเมื่อปีที่แล้ว งานหนังสั้นของเธออย่าง scarlet desire (ปี 2001) ทำให้จิตรตะลึงมาแล้ว เช่นเดียวกับหนังสั้นของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล เรื่อง ดงรกฟ้า ยุคก่อนจะปลดปล่อยคู่จิ้นให้ฟินสนั่นโรงหนังกระแสหลักใน รักแห่งสยาม

ในโปรแกรม Jit’s Wishlish หรือ ความปรารถนาของจิตร 7 เรื่อง หนังสั้นที่มีธีมร่วมคือ หนังต้องไม่ได้รับรางวัล และเป็นผู้กำกับที่นักดูหนังรุ่นหลังไม่ค่อยรู้จัก เป็นกลุ่มหนังสั้นที่เข้าฉายในเทศกาลนี้ เมื่อปี 1998-1999 จนถึงต้นปีสองพัน ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่มียูทูบ และเป็นหนังหาดูยาก รวมถึงคนทำหนังไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากนัก คอหนังฮาร์ดคอร์บางคนยังหลุดด้วย แต่แน่นอนเป็นหนังที่ จิตร ชอบมากและเห็นว่าสำคัญในเรื่องความโดดเด่น อย่างเช่นงานของ มานัสศักดิ์ ดอกไม้

“ผมอยากจะให้เพื่อนๆกลุ่มคอหนังของผมได้มีโอกาสดู ผู้กำกับในโปรแกรมนี้ ส่วนใหญ่โนเนมแล้ว หรือบางงานก็ไม่ได้รับการฉายเลยด้วย” และการนับเอาความชอบส่วนตัวของคอหนังนอกกระแสคนนี้ ยกระดับมาเป็นโปรแกรมหนึ่งในเทศกาลฯครั้งที่ 20 นี้ หมายถึง คนที่ยังไม่เป็นเพื่อนกับเขา ก็สามารถจะรับชมหนังเหล่านี้ด้วย โดยจิตรยังให้เหตุผลประกอบการคัดเลือกหนังแต่ละเรื่องในโปรแกรมไว้ในเวบไซต์ของเทศกาลฯด้วย( ไปติดตามอ่านได้)

ชลิดาให้เหตุผลที่เลือกจิตรมาคัดเลือกหนัง เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองเนื้อ(หา)หนังของการจัดงานเทศกาลหนังสั้นฯ ว่า จิตรเป็นคนดูที่ติดตามงานสม่ำเสมอ ขนาดที่ว่า “ถ้าเมื่อไรที่ไม่เห็นจิตรมาดูหนังในงาน จะเริ่มใจฝ่อ ถ้ามีจิตรและเพื่อนมาก็ถือยัง เทศกาลหนังยังโอเค” (หัวเราะ)

หนังทดลองหรือหนังแปลกๆหรือหนังที่ไม่ประนีประนอมกับผู้ชมมาก คือตัวเลือกที่จิตร เลือกชม ด้วยเหตุผลว่า ประสบการณ์ชีวิตเขา ทำให้เขาไม่อินกับหนังเล่าเรื่องที่มักนำเสนอความโรแมนติกครอบครัวรักกัน ทำให้เขาสนใจหนังหรือมีรสนิยมการดูหนังที่แตกต่างจากบันเทิงในกระแส

“ผมชอบโครงเรื่องของภาพยนตร์ที่กระตุ้นจินตนาการ และมีความบันเทิงกับการมีช่องว่างให้ผมได้แต่งเรื่องได้เอง หรือสนุกสนานการใช้ภาพเสียงไม่ซิงค์กัน มันกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเราอย่างรุนแรง นั่นคือความสนุกและทำให้ผมชอบหนังแนวทดลอง”

จิตร ย้อนรำลึกว่าช่วงปี 2002-2007 อาจจะเป็นช่วงหนังสั้นแนวทดลอง ค่อนข้างจะมีให้ดูเยอะในเทศกาลฯ ผลพวงจากความสำเร็จของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุลด้วย

“ปีนี้หนังทดลองน้อยลงกว่าสองสามปีที่แล้วนะผมว่า แต่ในด้านคุณภาพหนังมันดีขึ้นมาก” จิตรให้ความเห็น

ในส่วนโปรแกรมฉายโชว์ เทศกาลนี้มีทุกประเด็น อาทิ หนังสั้นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โปรแกรม S-Express ที่ผอ.เทศกาลฯบอกว่า จัดมานานหลายปี แต่เห็นได้ชัดว่า ช่วงสองสามปีหลัง หนังได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเนื้อเรื่องที่เปิดให้คนดูได้เห็น “เพื่อนบ้าน”ผ่านจอ ในแบบที่กระตุ้นแนวคิดและทัศนคติต่อผู้คนและวัฒนธรรมเหล่านั้น

“ปีนี้มีหนังสั้นจากลาว มาหนึ่งเรื่อง ซึ่งเราเห็นว่าเขามีความอลังการในโปรดักชันมากขึ้น” และหนังเพื่อนบ้านใกล้สุดอย่าง เวียดนาม และเมียนมาร์ (หนังพม่า)

ขณะที่โปรแกรมสร้างความบันเทิงอย่าง หนังสั้นเด่นที่คัดเลือกมาจากเทศกาลแคลร์มองต์ เฟอรองด์ ที่ถือเป็นเทศกาลหนังสั้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ โปรแกรมหนังสั้นสำหรับเด็ก ที่เลือกหนังเหมาะกับกลุ่มผู้ชมเด็กและคนที่มีเด็ก โปรแกรมหนังสั้นที่ชวนให้ทำความรู้จักกับเพศหลากหลายใน Queer Program และโปรแกรมที่ทางสถานทูตต้องการใช้หนังเป็นสื่อทางวัฒนธรรมอย่าง หนังสั้นจากโปรตุเกส

 สาธารณชนที่ไม่ใช่คอหนัง ไม่คุ้นเคยกับการไปดูหนังสั้นเทศกาล อาจจะมีโอกาสได้เข้าถึง งานเนื้อหาที่เขาเล่ากันต่อๆมาสองทศวรรษกับหนังสั้นหลายพันเรื่องเหล่านี้ เมื่อ หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) ก็ได้ทำหน้าที่เก็บ ไฟล์ดิจิตอล ม้วนวิดีโอ VHS เพื่อรอให้ท่านผู้ชมไปเยี่ยมชม ขอดูเพื่อความบันเทิง ทำงานวิจัย ทำวิทยาพนธ์ ทำการบ้านหรือกระทั่งต้องการนำมาใช้ต่อได้ที่หอภาพยนตร์ (ต.ศาลายา)

แม้ว่า ทางง่าย อย่างการมี ช่องทางให้ดูออนไลน์ จะยังเป็นทางที่ยุ่งยาก ในด้านการจัดการ อันเนื่องมาจาก ลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่ง ชลิดา บอกอย่างไม่มั่นใจว่า ถ้า จะนำหนังสั้นที่ใช้เพลงประกอบมีเจ้าของลิขสิทธิ์ออกเผยแพร่ออนไลน์ง่ายๆนั้น จะรอดจากข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และต้องชำระค่าสินไหมไปอีกมากน้อยเท่าไร

เอาเป็นว่าระหว่างรอการอัพโหลดอย่างถูกกฎหมาย ในช่วงวันที่ 20 – 28 สิงหาคม ศกนี้ สามารถไปชม หนังสั้นและหนังยาว ใน เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20  ที่ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชมฟรี ตลอดงาน

 ติดตามโปรแกรมอัพเดตได้ที่ www.facebook.com/ThaiShortFilmVideoFestival/