นิลสุวรรณ ลีลารัศมี ชูธง ฟาร์มาซูติคอล แคร์

นิลสุวรรณ ลีลารัศมี ชูธง ฟาร์มาซูติคอล แคร์

ถ้าหากเอาเภสัชกรมาอยู่ในกระบวนการระหว่างนี้่ อาการเหล่านี้หายไป ประหยัดเงินทองที่ต้องเสีย

นับเป็นปีที่มีภารกิจหน้าที่มากมายรออยู่ สำหรับ ‘รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย’ คนนี้ที่ชื่อ ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี เพราะล่าสุด ยังได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ ให้ดำรงตำแหน่ง ‘นายกสภาเภสัชกรรม’ คนใหม่อีกด้วย

ปีนี้ ‘สัปดาห์เภสัชกรรม’ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-14 สิงหาคม 2559 เน้นการปลุกกระแสสังคม รณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการดูแลผู้สูงวัย ให้ใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรค และช่วยลดความสูญเสียจากการใช้ยา

พื้นฐานเดิมเป็นเภสัชกร นิลสุวรรณ คลุกคลีอยู่กับสายงานการผลิตยามาอย่างโชกโชน เขามองเห็นภาพรวมปัญหาสุขภาพระดับประเทศ ว่าสมควรจะขับเคลื่อนงานร่วมกับเครือข่ายวิชาชีพอื่นๆ ทางด้านสาธารณสุขอย่างไร

 

สภาเภสัชกรรมมีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง

ตามหลักการทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะมีวิชาชีพอะไรที่มีกฎหมายรองรับ เราเรียกสภาหมด ภาษาอังกฤษเรียกว่า council ซึ่งจะมีหน้าที่หลัก คือดูแลคนที่มีวิชาชีพนั้น สภามีสิทธิที่จะริดรอนอำนาจของคนที่ทำอาชีพนี้ได้ อย่างเภสัชกร คือดึงใบอนุญาตออก เขาจะเหลือแต่คำว่า เภสัชกร แต่เขาขายยาไม่ได้

หัวใจใหญ่ๆ คือดูแลคนที่จบวิชาชีพเหล่านี้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคน ถ้าหากคนเหล่านี้ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน และไม่มีการควบคุม มันก็จะเละ

 

อะไรเป็นภารกิจที่ท้าทายที่สุดในช่วงนี้

  โดยส่วนตัว ที่ท้าทายก็คือ จู่ๆ มีอำนาจดูแลเภสัชกรประมาณ 3 หมื่นกว่าคนทั่วประเทศ ไทย เมื่อมีอำนาจก็ต้องใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูก ใช้ให้ยุติธรรม อันนี้ท้าทายสำหรับผมมาก

เราจะพูด เราจะใส่อารมณ์ ปากเราจะเป็นอาวุธที่มี 2 ด้าน ถ้าเราทำถูกพูดถูก ปากเราก็จะฟันคนอื่นหมดเลย แต่ถ้าเราพูดผิด มันฟันเราเอง เป็นความท้าทายที่จะต้องรอบคอบ ระมัดระวัง ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ เราต้องแม่นยำในเรื่องกฎระเบียบกติกา และวิธีการทำงานทั่วไป

ความท้าทายที่สอง คือการออกไปพบกับสมาพันธ์วิชาชีพ ซึ่งมีอยู่ 14 สายที่มีกฎหมายอย่างเดียวกัน จะมีสายสุขภาพที่รวมตัวกันตั้งเป็นสมาพันธ์วิชาชีพ พวกนี้จะเป็นพวกเดียวกับเรา ต้องเก่งมากๆ ต้องผ่านโลกมาเยอะ ถึงนั่งเป็นนายกฯได้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเจอคนที่ผ่านมาแบบเดียวกับเรา การจะทำอะไรก็ตาม ต้องระวัง อย่าไปกระทบกระทั่ง ในสังคมนี้ เรารู้อยู่แล้วว่า หมอทำทุกอย่างได้หมด จ่ายยาก็ได้ อะไรก็ได้ แต่ถ้าเอากฎหมายมาพูด หมอจ่ายยาไม่ได้ เหตุที่หมอจ่ายยาได้ เพราะว่ามันเป็นสังคมดั้งเดิม ตอนนั้น อาชีพอื่นไม่มี เพราะฉะนั้น หมอจะมีศักยภาพในสังคมสูงที่สุด

เมื่ออยู่ในสมาพันธ์ เค้าจะไปพูดอะไรกระทบบ้าง เราต้องยอมเขาหน่อยนึง แต่ถ้าเราไปพูดกระทบเค้า เขาจะบอกไม่ได้ สังคมนี้ยังอยู่ เราจะบอกว่าไม่ได้ ไม่เท่าเทียมกัน มันก็ไม่ได้ เพราะมันยังไม่เท่า การจะงัดมาสู้ตรงๆ มีแต่เรื่องทะเลาะ อันนี้คือความท้าทายที่สอง

 

ที่ผ่านมา เคยมีการกระทบกระทั่งกันบ้างมั้ย

  มันมี แต่ผมทำให้ไม่มี อันนี้ challenge job ของผม อย่างเช่นจะประชุมคราวหน้า ผมจะใช้อุบายแยบยลในการบอกเขาว่า การดูแลประชาชน คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ใช่หมอคนเดียวนะ มีพยาบาล มีทันตแพทย์ ถ้าพูดอย่างนี้ เขาไม่คิดอะไร

อันที่สอง จะบอกว่าทั้งหมดนี้ หน้าด่านคือ หมอ หมอจะตรวจ ถ้าหมอตรวจแล้วไม่หาย คนไข้จะหาหมอคนที่สอง เขาจะไม่มาหาเภสัช หาพยาบาล เพราะฉะนั้น หมอจะต้องตรวจคนเดียวแล้วผ่าน นี่คือหน้าที่เขา แต่เมื่อตรวจเสร็จแล้วพักผ่อนนะ เพราะคนไข้เยอะ อย่าไปทำอย่างอื่นเลย บอกเขาอย่างนั้น

เมื่อคนไข้ออกมาจากหมอ เขารับรู้แล้วว่า เขาเป็นโรคอะไร หมอสั่งยา จากนั้นพอแล้ว ไปหาคนไข้คนที่สองได้เลย ให้คนไข้คนนี้มาหาเภสัช หาพยาบาล เป็นขั้นตอน ภาระจะได้ไม่มาก

ถามว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะมีหมอกี่คน เพื่อดูแลคนไข้ทั้งหมด เราจะมีพยาบาลกี่คน เภสัชกี่คน เพื่อให้สัดส่วนนี้กลมกลืนพอดี ทำให้คนไข้สามารถหาทุกคนได้อย่างนุ่มนวลและได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะเสนอเรื่องนี้ในการประชุม ถ้าเขารับ เราก็จะให้ทุกคนไปหาว่า มีกี่คนในสาขาของเขา ถึงจะพอดีกับประชากรชาวไทย

แล้วจำนวนคนนั้น ผลิตปีละกี่คน ถ้าผลิตจำนวนเยอะกว่า วันนึงมันจะล้น ถ้ามันล้น เราก็จะให้ส่งออก เช่นเดียวกันกับทุกอาชีพ ถ้าคุณตั้งเป้าผลิตให้พอดี ก็ไม่ต้องห่วง ถ้าคุณผลิตส่วนเกิน ก็ต้องยอมรับว่า ส่วนเกินนั้นอาจจะต้องออกไปนอกประเทศบ้างนะ อันนี้เป็นที่มาของอาเซียน ต้องถามว่าคุณจะทำมั้ยอาเซียน เพราะสภาเราดูแลเรื่องการศึกษาด้วย

เราก็เอาตัวเลขมาดู ถ้าเขาทำแล้วติดลบ หมายความว่า ขาด เราก็จะรับรู้ว่าเขาเป็นตัวนึงในกลุ่ม ถ้าเราทำเป็นบวก ไอ้ตัวบวกของเราจะมีปัญหา เพราะมันจะต้องเป็นไปตามสัดส่วนเดียวกัน เราจึงต้องประชุม จับมือกัน เป็นสร้างบุลคากรทางวิชาชีพให้สมดุล กับการเป็นโรคของประชากร รวมไปถึงการใช้ยา การดูแลรักษา จำนวนโรงพยาบาล จำนวนเตียงที่พอเพียง รวมถึงสภาพภูมิศาสตร์ การอุบัติของเชื้อโรค

สมมติว่ามีหมอ 100 คน มีเภสัช 100 คน เอามารวมกัน เกิดประโยชน์มั้ย ไม่แน่ แต่ถ้าเอาหมอมา 50 เอาเภสัชมา 75 เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วทำไมต้องเอาอย่างละ 100 ล่ะ เดี่ยวๆ อย่างละ 100 ใช่ แต่เมื่อเอามาทำงานเป็นทีม อาจจะไม่ใช่

เราต้องการคำตอบของการทำงานทีม ดังนั้น ตัวเลขที่เกิดขี้น จะเกิดขึ้นจากการบริหาร พอเรารู้ปั๊บ ก็จะเป็นการใช้ประโยขน์สูงสุด ส่วนเกินก็ไปทำอย่างอื่น ดังนั้น ต้องทำงานเป็นทีม ถ้าสามารถลงนามร่วมกันได้ก็จะเกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง

 

ในภาพรวมของผู้ผลิตยา ไทยเรามีศักยภาพแค่ไหน

ในภาพใหญ่ การผลิตยา เราแบ่งเป็นประเภทของยา ยาเม็ด ยาน้ำ เพราะวิธีการมันแตกต่าง เวลาทำก็จะแยกสูตร จะเกิดความชำนาญเฉพาะ ไอ้นี่เก่งยาน้ำ ส่วนผมเก่งรวมกัน เพราะทำทุกอย่าง

คำถามคือเมื่อทำแบบนี้ ประเทศไทยอยู่ตรงไหน ในแง่ของการผลิต เราไม่แพ้ใครในโลก เราได้มาตรฐานโลก ตามที่ประกาศไปว่าเราได้มาตรฐานสากลสูงสุดในโลก เทียบเท่าอารยประเทศ นี่คือมาตรฐานการผลิตที่ประเทศไทยได้แล้ว

เก่งมั้ยก็ถือว่าเก่งกันทั่วโลก แต่ถามว่า ความเก่งของเรา คือความเก่งในการต่อยอด อย่าง พาราเซตามอล ยี่ห้อดังที่สุดคือ ไทลีนอล มันเริ่มต้นเป็นสิทธิบัตรอายุ 20 ปี แต่ยาตัวนี้ 50 ปีแล้ว ดังนั้น จึงหมดอายุสิทธิบัตร พอหมดอายุ ประเทศไทยก็นำมาผลิต เราก็รู้ว่ายาตัวนี้ที่ดังและซื้อขายกันมากที่สุดคือ ซารา ถามว่าซาราเหมือนไทลีนอลมั้ย สูตรรักษาเหมือนกัน แต่สูตรการผลิตไม่เหมือนกัน ไทลีนอลมีต้นทุนการผลิตแพงกว่าซาราประมาณ 3 เท่า ถ้าคุณภาพเท่ากัน คุณจะซื้อตัวไหน บางบริษัททำถูกว่าซาราอีก แล้วพวกนี้ทำได้อย่างไร เกิดจากการวิจัยสูตร ที่เราไปแพ้เค้า แพ้อย่างไร แพ้ตัวยาไทลีนอล ซึ่งเราไม่มี แต่เอามาทำเป็นเม็ดยา เราสู้เขาได้แน่นอน การเอามาทำเป็นเม็ดยา คือกระบวนการผลิต

 

 

เท่ากับเราแพ้ในเรื่องงานวิจัยซึ่งเป็นที่มาของสิทธิบัตร ?

ใช่ เรามีของเราเองก็ไม่แพ้ เพราะการวิจัยต้องใช้เงินและเวลาเยอะ ประมาณ 10 ปี พูดง่าย ๆ ว่า ในช่วง 10 ปี คุณจ่ายตังค์อย่างเเดียว คุณไม่มีรายได้เลย ถามว่ามีบริษัทไหนยอมจ่ายเงินเป็นแสนๆ ล้านๆ นาน 10 ปี เพื่อให้ได้ยามาขาย แล้วต้องโชคดีมากๆ ด้วย กัดฟันดิ้นรนทำมา 10 ปี ยาออกมาขายแล้วรวย บริษัทไหนทำแบบนี้ได้ รอบต่อไปเจอยาตัวที่ 2 มันจะมีเงินทำวิจัยต่อ

แต่ถ้าหากเราไปตัดเอาเงินปีที่ 11 มาใช้ เราจะไม่มีวันได้ เพราะเราไม่สามารถจ่ายเป็น 10 ปี พอเราได้กำไรก็แบ่งเงินปันผลตลอด มันจะไม่มีเงินหมุนสำหรับ 10 ปี เพราะฉะนั้น เราไม่มีทางเลยที่จะกลับไปหาแบบนั้นได้

จริงๆ เราเก่งพอ แต่เราคิดไม่ถึงเอง ถ้าเราคิดได้ถึง เราจะต้องเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ จนมันมีความยาวเท่ากับ 10 ปี คุณลองคิดดู ถ้าเป็นบริษัทคุณ พอคุณมีเงิน คุณเอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหน คุณก็จ่ายปันผล เก็บไว้ในบริษัท แต่คุณเก็บไว้ 10 ปีรึเปล่า ไม่เก็บ เพราะฉะนั้น บริษัทไหนมีเงิน surplus 10 ปีบ้าง ไม่มีแล้วคุณจะมีปัญญาทำวิจัยมั้ย ไม่มี นี่คือปัจจัยภายในที่บั่นทอนอุตสาหกรรม เพราะเขาคิดไม่ถึงกันเอง ถ้าเขาคิดถึงก็ไม่ยาก

 

ไปเรียกร้องให้ภาครัฐช่วย ?

ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าคุณไม่มีวิสัยทัศน์นี้นะ ก็ไม่มีทางหรอก ทุกประเทศในโลกทำกันแบบนี้ทั้งนั้น แต่คุณไม่เข้าใจหลักปรัชญาของเขาเอง เลยบอกว่าฉันต้องลงทุน ไม่มีตังค์ คุณบอกรัฐบาลให้ตังค์ รัฐบาลต้องช่วยคุณ รัฐบาลก็จนไปเลย 10 ปี ปัญหาคือสายป่านรัฐบาลก็ต้อง 10 ปี แต่รัฐบาลไม่เคยคิดงบประมาณแบบนี้ เลยฟังไม่ขึ้น แต่ถ้าเข้าใจถูกต้อง คือเก็บเงินไปเรื่อยๆ จนมีเงินมากพอ ที่จะเอามาหมุนใน 10 ปี

ถ้าคุณทำแบบนี้่ทุกคน ประเทศไทยจะเจริญมากในเรื่องของการวิจัย งานวิจัยบางอย่างแค่ 2-3 ปี แต่ยานี่ต้อง 10 ปีขึ้นไป ยาในโลกนี้มี 6 พันตัว คุณแค่ทำตัวนึงได้ ก็ถือว่าเก่งแล้ว ประเทศไทยแค่ตัวนึง ยังไม่ได้เลยในตอนนี้ พัฒนาจากไทลีนอล เราทำได้ เป็นซารา เป็นยี่ห้อต่างๆ แต่เรายังไม่มีใครสร้าง หรือวิจัยยาใหม่ๆ อย่างไทลีนอลขึ้นมา ผมคุยเรื่องนี้ไม่มีใครสนใจ ทุกคนคิดว่าผมบ้า เก็บเงินทำไมตั้ง 10 ปี

 

จากกิจกรรมสัปดาห์เภสัชกรรมที่ผ่านมา ที่มีการรณรงค์ให้ผู้ป่วยไปพบเภสัชกรเป็นระยะๆ นั้น มีที่มาอย่างไร

  เอา common sense เลยล่ะ คุณไปหาหมอเมื่อป่วย แล้วพอหมอให้ยาคุณมา คุณกลับไปหาอีกทีเมื่อไหร่ ถ้าคุณนับตามยาหมด สมมติหมอให้ยาคุณกิน 2 สัปดาห์ คุณจะเจอหมอวันที่ 15 ไม่เจอระหว่างนั้น ถามว่าระหว่างวันที่ 2-14 คุณทำอย่างไร หมอไม่ยุ่งกับคุณ คุณกินยา แล้วถ้ามีอะไรผิดปกติระหว่างนั้น คุณทำอย่างไร คุณจะเรียกใคร ดังนั้น คนที่อยู่ใกล้ที่สุดในชุมชน คือเภสัชกร เพราะเภสัชมีร้านยา ดังนั้น ระหว่างวันที่ 2-14 ถ้าสงสัยอะไร ทำไมไม่ถามเภสัชล่ะ อยู่ใกล้บ้านด้วย นี่คือสังคมที่มีมานาน แต่ทุกคนมองข้าม แต่คุณกลับไปหาหมอคนที่ 2 เพื่อเอายาตัวที่ 2 มา ทำไมคุณไม่หาเภสัช เพื่อเอายาตัวที่ 2 ล่ะ

นี่คือสิ่งที่เราพลาดไป และเรามองว่าผู้สูงอายุน่าจะเป็นเป้าหมาย เพราะระหว่างวันที่ 2 ถึง 14 ส่วนใหญ่เป็นกับผู้สูงอายุ พวกคนหนุ่มสาวนั้นทนทายาท ซี้ซั้วกินก็ไม่เป็นอะไร แต่ผู้สุงอายุเป็น

จริงอยู่ เรื่องนี้เกิดมานมนานแล้ว รัฐบาลอาจจะไม่ใส่ใจ แต่ถ้าเราอธิบายว่าถ้าเป็นผู้สูงอายุล่ะ เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะ แล้วถ้าคุณไม่ดูนะ เดี๋ยวจะมีคนตายระหว่างการรักษา พอมีคนตายระหว่างที่รักษา เขาจะถามว่าตายเพราะยา หรือตายเพราะหมอ คือหมอตรวจคนไข้ แล้วให้ยา ต่อมาคนไข้ตาย ถามว่าตายเพราะยาที่ให้ หรือหมอรักษาไม่ดี จริงๆ เปล่า แต่ตายเพราะผิดพลาดจากการดูแลเรื่องยา ระหว่างวันที่ 2 ถึง 14 กว่าคุณจะเจอคำตอบนี้ ลง นสพ.หน้า 1 ไปกี่หน้า หมอต้องเข้าคุกกี่คน ไม่มีประโยชน์

ถ้าหากเอาเภสัชกรมาอยู่ในกระบวนการระหว่างนี้่ อาการเหล่านี้หายไป ประหยัดเงินทองที่ต้องเสีย ประหยัดเงินทองเป็นหมื่นๆ ล้าน แล้วคนที่ได้ตรงนี้ไป ชื่อ ‘ประกันภัย’ ได้ไปฟรี แต่ถ้าเราทำแบบนี้ ประกันไม่ได้ แสดงว่าเราสามารถประหยัดวงเงินตรงนี้ไปได้มหาศาล ประกันเราก็จ่าย minimum ประกันก็มีควาสมสุข เพราะอะไร เพราะไม่ต้องมาจ่ายเรากลับ ถ้าเราปล่อยไปอย่างนี้ ประกันเดือดร้อน ต้องจ่ายเรากลับ แถมขึ้นค่าประกัน กลายเป็นงูกินหาง

นี่คือสิ่งที่เราต้องการรณรงค์เรื่องนี้ เพราะเราต้องการให้คนสูงอายุเป็น priority และอีกเหตุผลที่ต้องมาทำตอนนี้ เพราะคนสูงอายุมีตลอดเวลา มีมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องรักษาคนสูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ จึงกลายเป็นภาระที่สูง

 

มีคนข้อสังเกตว่า ในแต่ละปีคนไทยบริโภคและสะสมยาเป็นปริมาณมาก ?

อันนี้เป็นข้อเสีย เป็นลักษณะสังคมตะวันออกทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะไทยประเทศเดียว เรามียาเก็บไว้ในบ้าน มีนิสัยชอบสะสมยา ทั้งที่เวลาผ่านไป ยาหมดอายุ เพราะไม่ค่อยได้ใช้ แต่เป็นความสุขของคนในครอบครัวที่จะต้องมียาเก็บไว้ เผื่อยามจำเป็น พอถึงเวลาต้องใช้จริงๆ ยาหมดอายุ ก็จะต้องตัดสินใจว่า จะทิ้งดี หรือกินดี บางคนก็ตัดสินใจกิน เพราะเสียดาย คิดว่าน่าจะออกฤทธิ์ได้ส่วนหนึ่งล่ะ กินเข้าไป แทนที่จะดี ก็เสีย

สังคมบ้านเรา คิดว่ายาเป็นสินค้าทั่วไป แต่ยาไม่ใช่สินค้าทั่วไป พื้นฐานการใช้ยาของคนไทยยังผิดหมด ยังไม่ดีขึ้น เพราะเอาหลักสมุนไพรมาใช้ อย่างสมุนไพรเก็บไว้ในที่แห้ง เก็บไว้นาน พอใช้ก็เอามาต้ม มันเหมือนอยู่ในสถานะแช่แข็ง มันไม่เสื่อม เพราะเป็นสมุนไพร แต่ยา มันเสื่อมตามอายุขัย หมดอายุก็ต้องทิ้ง

 

ความตื่นตัวในเรื่องสมุนไพรกับอาหารเสริมเป็นเรื่องน่าห่วงมั้ย

ไม่น่าห่วง มันขึ้นอยู่ที่ความรู้ของคน ต่อให้กินผิดกินถูกก็ไม่อันตรายเท่าไหร่ คือมันไม่ใช่ยาพิษ แต่ถ้าหากสมุนไพรเป็นพิษ อันนั้นน่าห่วง แต่โดยหลักแล้ว สมุนไพรกับอาหารเสริมจะมีความเป็นพิษต่ำมาก ซี้ซั้วกินก็ไม่เป็นไร เพราะกินเพื่อสุขภาพ ดังนั้น คนที่กินเพื่อสุขภาพ ย่อมต้องได้รับข้อมูลบางอย่างว่าอาหารเสริมเหล่านี้ดี ถ้าข้อมูลเป็นจริงก็โชคดีไป

แต่ที่ฮิตกันมาก เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงในเรื่องเทรนด์การดูแลสุขภาพ ความงาม ความแข็งแรง การปราศจากโลก คนกลัวตาย หันมาสนใจว่ากินพวกนี้ช่วยได้ คนก็ไขว่คว้าเรื่องนี้ เลยมีราคาขึ้นมา ถามว่าน่าห่วงมั้ย ห่วงที่กระเป๋าตังค์ วิตามินซี 100 เม็ด 7 บาท แต่บางยี่ห้อ 100 เม็ด 700 บาท นี่ไงค่าสุขภาพ

ตามหลักวิชาการ คนทั่วไปต้องการวิตามินวันละ 50 มิลลิกรัมเท่านั้น ถ้าเกินเมื่อไหร่ ร่างกายเราขับถ่ายทิ้งหมด เรากินเกิน แต่นี่คือเหตุผลของเขาไง มันสร้างความรู้สึกว่า ต้องกินเกินไว้ก่อนถึงจะปลอดภัย มันไม่ต่างจากการที่เราเก็บยาไว้ในบ้าน เป็นหลักการเดียวกัน ในแง่วิชาการเราไม่ชอบ แต่มันเป็นเรื่องของการตลาด

 

ความร่วมมือของสภาฯ กับองค์กรอื่นๆ ?

  เราต้องทำงานกับองค์กรอื่นๆ เป็นเครือข่ายร่วมกัน การทำให้เภสัชกรได้มาตรฐาน เป็นหน้าที่ของสภาฯ แต่การที่เภสัชกรไปเปิดร้านยา เป็นหน้าที่ อย. เพราะฉะนั้น เราต้องรับประกันว่า คนไปเปิดร้านยาผ่านมาตรฐาน อย.ถึงจะยอมรับ ต้องมีการหารือกับ อย. เป็นระยะๆ

มีเครือข่ายเพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีและประโยชน์ร่วมกัน ถ้าอันไหนบกพร่อง มันจะทำให้ระบบอื่นเสียไปหมด ตอนนี้ เรามีปัญหาเรื่องเภสัชร้านยากับอย. อย.บอกว่ามีโรคระบาดเกิดจากยาปฏิชีวนะ เพราะฉะนั้น จัดยาปฏิชีวนะเป็นยาอันตรายพิเศษ ห้ามขาย เราก็ถามว่า ‘คุณเป็นเภสัชรึเปล่า’ ‘เป็น แต่หัวหน้าฉันเป็นหมอนะ’ โอเค งั้นถามใหม่ ‘ถามว่ายาตัวนี้ เป็นเรื่องของเภสัช หรือเป็นเรื่องของหมอ’ ‘เรื่องของเภสัช’ ‘แล้วทำไมให้หมอมาสั่ง’ ก็ย้ายประเภท เราดูแลได้ ความรู้เรามากพอที่จะทำตรงนี้ได้

หมอก็บอกว่า ‘ผมไม่ได้ว่าคุณนะ แต่เพราะคนไข้ไม่รู้เรื่องต่างหาก’ เมื่อคนไข้ไม่รู้เรื่อง คุณมีปัญญาไปดูแลคนไข้มั้ย ถ้าคุณไม่มี ออกเป็นกฎหมายดีกว่า พวกนี้เถียงไม่ออก เพราะพวกเภสัชด้วยกันเอง ไม่ไปอยู่ร้านยาประจำ เขาไม่กล้าบอกว่าดูแลคนไข้ตอนออกจากร้านหมอมาอยู่ที่บ้าน พวกนี้ไม่ได้ดู ก็เถียงไม่ออก แต่มีกลุ่มหนึ่งที่ดูที่เรารณรงค์อยู่ กลุ่มนี้จะเถียงได้เต็มปากเต็มคำว่า พวกฉันทำประโยชน์มหาศาลให้แก่คนไข้ที่ป่วย

ดังนั้น กลับมาที่เก่า คือคุณเปิดร้านยา ไม่ใช้วันๆ นั่งดูเกม เล่นเกม เล่นหุ้น พอมีคนมาซื้อยา สั่งให้ลูกน้องไปขาย อย่างนั้นไม่ได้ อย่างนี้ผิด เรียนหนังสือมาแทบตาย คุณมาเล่นเกม คุณต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น กระบวนการอย่างนี้ พอไปเจอหมอ หมอถามว่า ‘คุณทำรึเปล่า’ เงียบสนิท แต่ถ้าเป็นตัวแทนในองค์กรเรา จะตอบว่า ‘ทำ’ หมอก็ต้องถอยให้เรา อันนี้ เป็นสิ่งที่เราจะบอกว่า หน้าที่นี้ เป็นหน้าที่เรา หมอหรือใครก็ตามต้องรับรู้ เมื่อเขารับรู้และเราทำจริงๆ เราก็จะได้สิทธินี้คืนมา

แล้วคนสุงอายุก็จะเป็นตัวอย่างที่่ดีที่ได้รับประโยชน์ และถ้าเราพิสูจน์ได้จริง มันจะไปช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องยาของรัฐบาลของคนสูงอายุทั้งหมด มันจะเห็นตัวเลขเอง หมอจะเห็นว่าเรื่องยาควรเป็นเรื่องของเภสัชกร ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า ‘ฟาร์มาซูติคอล แคร์’ หรือ ‘ฟาร์มแคร์’ ก็คือเภสัชชุมชน บังคับให้เภสัชกรไปหาคนไข้ที่บ้าน หรือคนไข้ที่บ้านมาเยี่ยมร้านยาบ่อยขึ้น

ตอนนี้ เทรนด์ทั่วโลกกำลังเป็นเช่นนี้ เพราะคนสูงอายุเพิ่มขึ้น.