การเอ่ยคำว่า “พอแล้ว” ของ “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ จะถือว่าเป็นการปิดฉาก “3 ป.” อย่างแท้จริง
การเอ่ยคำว่า “พอแล้ว” ของ “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในอนาคตอัน“ใกล้ จะถือว่าเป็นการปิดฉาก “3 ป.” อย่างแท้จริง
หลังจากที่ “3ป.” เข้ามีมามีบทบาท และยึดกุมทิศทางการเมืองไทยนานเกือบ 1 ทศวรรษ
แต่หากนับรวมช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร ซึ่งนายทหาร 3ป. ก็มีบทบาทอยู่หลังฉากและหน้าฉากการเมืองอยู่บ้างแล้ว ทั้งยังสามารถกำหนดทิศทางการเมืองได้ในบางช่วง เช่น “ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร” ช่วงที่ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. / รวมถึงช่วงหลังเลือกตั้งปี 66 แม้ “3ป.” จะวางมือทางการเมืองไป “2 ป.” แต่ “ป.ประวิตร” ก็ยังขับเคลื่อนทำพรรคการเมืองอยู่ และเป็นตัวแปรการเมืองในบางช่วงเวลา
หากรวมห้วงเวลาทั้งหมดนี้ก็ต้องบอกว่า อดีตนายทหารกลุ่มนี้มีบทบาทในการเมืองไทยยาวนานราวๆ 15 ปีเลยทีเดียว
หนึ่งในผลผลิตของ “3ป.” คือ “พรรคการเมือง” ที่ตั้งขึ้นมาสืบทอดอำนาจ
โดยในการเลือกตั้งปี 62 ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ และการเลือกตั้งปี 66 เนื่องจาก “พี่น้อง 2ป.” แตกกัน คือ ป.ประยุทธ์ กับ ป.ประวิตร ทำให้มีการแยกทำพรรคการเมืองกันคนละพรรค จึงมีพรรครวมไทยสร้างชาติ เพิ่มขึ้นมาอีกพรรคนหนึ่ง โดยชู พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งนายกฯ
พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ถือเป็น “พรรคทหาร ยุคที่ 5” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 93 ปีของระบอบประชาธิปไตยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่า “พัฒนาการ” ได้หรือไม่ เพราะ “พรรคทหาร ยุคที่ 5” มีอายุยืนยาวที่สุด ยาวกว่าทุกยุค ทั้งๆ ที่มีจุดประสงค์เหมือนกัน คือ เป็น “พรรคเฉพาะกิจ” ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจให้กับอดีตนายทหารที่ยึดอำนาจหรือรัฐประหารเข้ามานั่นเอง
ย้อนกลับไป พรรคทหารยุคแรก คือ พรรคเสรีมนังศิลา ตั้งโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อปี พ.ศ.2498 เพื่ีอรองรับการเลือกตั้ง ในปี 2500 ซึ่งพรรคเสรีมนังคศิลา ก็เอาชนะการเลือกตั้งไปได้อย่างท่วมท้น แต่ก็ถูกประท้วงและประณามว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด กระทั่ง พลเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ายึดอำนาจ ในปี 2501 พรรคเสรีมนังศิลา ก็สลายไป
พรรคทหารยุคที่ 2 คือ พรรคชาติสังคม ซึ่งก็คือพรรคของ จอมพลสฤษดิ์ ที่ตั้งขึ้นมารองรับอำนาจตัวเอง และยุบรวมพรรคเสรีมนังคศิลาเข้ามา เพื่อลงเลือกตั้งช่วงปลายปี 2500 หลังชัยชนะของพรรคเสรีมนังคศิลาถูกประท้วงอย่างกว้างขวาง
แต่เลือกตั้งมาได้ไม่นาน พลเอกสฤษดิ์ ก็ทำรัฐประหารซ้ำอีก คราวนี้จึงทำให้พรรคการเมืองสลายไปทุกพรรค อีกนานกว่า 10 ปี
พรรคทหารยุคที่ 3 คือ พรรคสหประชาไทย เป็นพรรคที่ จอมพลถนอม กิตติขจร ตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมกลุ่มมุ้งการเมืองต่างๆ สู้ศึกเลือกตั้ง ซึ่งจัดขึ้นเพื่อคลายแรงกดดันทางการเมืองที่ประเทศต้องตกอยู่ใต้อำนาจทหารมานานกว่า 1 ทศวรรษ
ผลการเลือกตั้ง พรรคสหประชาไทยชนะอย่างท่วมท้น แต่การเมืองก็ไม่มีเสถียรภาพ สุดท้าย จอมพลถนอน ตัดสินใจยึดอำนาจตัวเองในปี 2514 และเป็นชนวนทำให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516
พรรคทหารยุคที่ 4 คือ พรรคสามัคคีธรรม ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจของคณะนายทหาร รสช. ที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2534 และจัดการเลือกตั้งในปี 2535 โดยพรรคสามัคคีธรรมชนะเลือกตั้ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แล้วไปเชิญ พลเอกสุจินดา คราประยูร หัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อปี 2534 มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยข้ออ้าง “เสียสัตย์เพื่อชาติ” จนเกิดเหตุการณ์ประท้วงขับไล่ บานปลายเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทำให้พรรคสามัคคีธรรมอยู่ในสภาพสลายไป
จะเห็นได้ว่าพรรคทหารทั้ง 4 ยุค มีอายุเพียงไม่กี่ปี บางพรรคมีอายุแค่ข้ามปี หรือไม่ถึงปี เพราะตั้งขึ้นมาเพื่อ “จุดประสงค์เฉพาะ” คือ “สืบทอดอำนาจ” ให้กับคณะนายทหารที่ยึดอำนาจอย่างชัดเจน
แต่พรรคพลังประชารัฐ ถือว่าแปลกและแตกต่าง เนื่องจากสามารถสู้ศึกเลือกตั้งได้ถึง 2 ครั้ง แม้จะไม่ชนะ แต่ก็จัดตั้งรัฐบาลได้ 1 ครั้ง และอีก 1 ครั้งก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ปัจจุบันพรรคทหารยุคที่ 5 ยังไม่ปิดฉากทั้งหมด ยังเหลือพรรครวมไทยสร้างชาติที่จะสู้ศึกเลือกตั้งในปี 2569 ต้องรอดูว่าจะกลายเป็นจุดจบเหมือนพรรคทหาร 4 ยุคที่ผ่านมาหรือไม่





