วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Neon Demon ในโลกของการหลงตัวเอง

หากการเสพติดความงามซึ่งเพิ่มมากขึ้นจากการปฏิวัติสื่อดิจิตอล เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเวลาความงามที่สั้นลงเรื่อยๆ

 

 

ความงามขึ้นอยู่กับสายตาของผู้มองเห็น และเมื่อสายตานั้นเป็นของ นิโคลัส ไวน์ดิง เรฟน์ ผู้กำกับชาวเดนมาร์ก มันจึงออกมาในรูปของความน่าหลงใหลและหวาดกลัว ทั้ง Bronson หนังเปิดตัวของเขา ปี 2008 , Drive ปี 2011 และ Only God Forgives ปี 2013 รวมถึงเรื่องล่าสุด อย่าง The Neon Demon

The Neon Demon เล่าเรื่องของนางแบบสาวคนหนึ่งในโลกแฟชั่นของลอสแองเจลิส ภาพของเมืองแห่งนางฟ้าที่สวยงาม หรูหรา น่าดึงดูด ถึงแม้ว่าจะมีทั้งตัวแทนจอมแสบ ช่างภาพนักล่า คู่แข่งขี้อิจฉา ความกระหายความงามและทุกสิ่งที่เธอมี

“มันเป็นการเข้าค่ายทำหนัง” เขาบอก “ผมใช้ความรักทั้งหมดที่มีต่อรูปแบบศิลปะยุคเรเนอซองส์ของอิตาลี เท่าที่คุณจะนึกออกและเพลินเพลินอยู่กับมัน ผมอยากทำหนังสยองขวัญ อยากทำเรื่องน้ำเน่า อยากสร้างบรรยากาศความหวาดหวั่น อยากทำหนังตลก อยากทำเรื่องอัตถิภาวนิยม อยากทำหนังไซไฟด้วย คุณบอกมาสิ มันอยู่ในนั้นหมดแหละ”

แต่ต่างจากหนังของเขา เรฟน์ เป็นคนพูดนิ่มๆ เป็นนักสนทนาที่คอยเอาใจอีกฝ่าย เป็นคนที่มีความเห็นหนักแน่น แต่นำเสนอด้วยความระมัดระวัง บทบรรยายไม่ชัดเจนและภาพรุ่มรวยไปด้วยแสงสี ซึ่งถือเป็นการบันทึกอารมณ์อย่างจริงใจที่สุดของผู้กำกับและพ่อวัย 45 ปี ดูเหมือนจะมาถึงวัยกลางคนที่มีคำถามมากกว่าคำตอบ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากเสร็จสิ้นจากหนัง ‘ผู้ชายๆ’ อย่าง Drive จนมาถึงเสียงตอบรับของ Only God Forgives “มันเหมือนกับการตอน เป็นการกลับสู่มดลูกของมารดา” ตอนนี้ เรฟน์ ตัดสินใจเน้นไปที่ตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิง วาดภาพที่อยู่ในความสงสัยมานานว่า จะเป็นอย่างไรกับการเป็นผู้หญิงสวยสักคน “ผมไม่ได้เกิดมาสวย เมียผมต่างหาก” เขายกเป็นตัวอย่างในการอธิบาย “เป็นวัยรุ่นมันยาก”

“ผมรู้จักพลังของความงามและมองเห็นมันอยู่รอบๆ” เรฟน์ เคยถ่ายโฆษณาให้แก่แบรนด์ กุชชี และ เฮนเนสซี “ผมคิดว่า ‘ถ้าเกิดมาสวยก็คงต้องมหัศจรรย์มากจริงๆ’ ผมสงสัยว่าโลกแบบนั้นจะมีหน้าตาอย่างไร The Neon Demon เป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวแบบเทพนิยายที่ดูเมายามากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ความสวยงามเริ่มผสมกับความสนุกของเขา ในวงการแฟชั่น รวมถึงความกังวลของเขาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกสาวสองคน คนโตเพิ่งอายุ 13 ปี

“ผมสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากการเสพติดความงามซึ่งเพิ่มมากขึ้นจากการปฏิวัติสื่อดิจิตอล เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเวลาความงามที่สั้นลงเรื่อยๆ” เขาบอก “ผมเห็นลูกสาวกำลังจะกลายเป็นเหยื่อ และอาจเป็นเหยื่อจริงๆ ในอีกหลายปีต่อจากนี้”

แต่ส่วนผสมสุดท้ายในการทำหนังเรื่องนี้ เรฟน์ บอกว่าไม่ใช่ความหลงใหลส่วนตัวแต่ตัวตนในทางศิลปะ หลังจาก Drive เปิดตัวที่คานส์ในปี 2011กวาดคำชื่นชมไปมากมาย ตามมาด้วยเสียงโห่ให้กับ Only God Forgives “คลิฟฟ์ มาร์ติเนซ (นักประพันธ์เพลง) บอกว่ามีบางอย่างน่าสนใจ วัยรุ่นพูดถึงด้านดีของมัน คลิฟฟ์ บอกว่า ‘นี่เหมือนกับการเป็นวงเซ็กส์พิสทอล ไม่ว่าองค์กรหรือใครพยายามฉีกคุณเป็นชิ้นๆ เด็กๆ ก็ยังจะรักคุณ’”

“ความกังวลผมหายไปเยอะเลย” เขาบอก “ส่วนหนึ่งผมก็อยากได้รับการยอมรับนะ แต่ก็มีส่วนหนึ่งในตัวผมที่รังเกียจความต้องการนั้น เพราะมันไม่ใช่ มันไม่เกี่ยวกับการเป็นคนน่ารัก และก็อย่างที่ คลิฟฟ์ บอก มันจริงมาก เหมือนกับว่า ‘เอา ข้ามันวงเซ็กส์พิสทอง และโคตรรักมันเลย’”

“การได้รู้จักงานของนักทำหนังแล้วมารู้จักตัวตนของเขา เป็นสิ่งที่แตกต่างกันไปเลย” จีนา มาโลน บอก เธอรับบทช่างแต่งหน้า เพื่อนของตัวเอกสาวผู้ใสซื่อ “ฉันคิดว่าเขาจะไปในทางแมนๆ มากกว่า งานของเขาออกมาดูมีความเป็นชายสูง ไม่จำเป็นต้องเล่าพวกเรื่องลูกผู้ชายแต่เขามักสำรวจเรื่องราวของผู้ชายอย่างเข้มข้น ฉันไม่รู้เลยว่าเขาจะอ่อนไหว เต็มไปด้วยความรู้ เขายังสนใจในเรื่องจิตวิญญาณและวงจรชีวิต การเกิด ตาย และชีวิตหลังความตาย เขาสนใจอภิปรัชญามากกว่าที่ฉันคิดเอาไว้เสียอีก”

ก่อนที่ เรฟน์ จะเริ่มทำหนังเรื่องนี้ เขาสงสัยเกี่ยวกับอาการหลงตัวเอง (Narcissism) ในกรณีที่มักมีความหมายโดยนัยในแง่ลบ “คนหนุ่มสาวยอมรับว่าการหลงตัวเองเป็นคุณสมบัติ เพราะแน่นอนว่ามันเป็น และเป็นมาเสมอ ทฤษฎีของ อเลสเตอร์ คราวลีย์ บอกว่า บาปคือการไม่ทำสิ่งที่คุณไม่ได้คิด บาปคือการไม่ทำสิ่งที่คุณรู้สึกอยากทำ นั่นนำไปสู่ความขัดแย้งที่น่าสนใจมากมาย แต่ในแง่การสร้างสรรค์แล้ว มันหมายถึงการทำอะไรอย่างบริสุทธิ์ใจอย่างที่คุณอยากทำ และสำหรับผม การหลงตัวเองในการสร้างสรรค์เป็นการยอมรับทุกสิ่งรอบๆ ตัวคุณ รวมถึงความผิดพลาดทั้งหมดของตัวเองด้วย การหลงตัวเองไม่ใช่แค่ ‘ฉันน่ารักแค่ไหน’ แต่มันซับซ้อนกว่านั้น เพราะมันเกี่ยวกับการยอมรับตัวตนทั้งหมดของคนคนหนึ่ง”

  เรฟน์ ยิ้มแล้วบอกว่า “ผมมาได้ข้อสรุปแล้วว่า การหลงตัวเองเป็นเรื่องมหัศจรรย์”

เรื่อง : ลีน่าร์

ตีพิมพ์ครั้งแรกในส่วนจุดประกาย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 2559