วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โรคร้ายด้านต้นทุนของศิลปะการแสดง

“ผมอยากให้นักดนตรี โยนเน็ทไทสีขาวและสูทหางยาวทิ้งไป" พอล ลูอิส

            เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ เดอะ วอลสตรีท เจอร์นัล นำเสนอบทความของ เทอร์รี ทีชเอาต์ เมื่อวันพุธที่ 29 มิถุนายน เรื่อง “ความรุนแรงของ โรคร้ายด้านต้นทุน อาจกำลังพิฆาตโรงแสดงอุปรากรเม็ทโทรโพลิแทน โอเปร่า” (Rampant Cost Disease May Be Killing the Met)

            มีข้อความโปรยหัวย่อยว่า “เม็ทโทรโพลิแทน โอเปร่า เป็นโรงแสดงอุปรากรที่ใหญ่โตมหึมา จนทำให้การนำเสนออุปรากรโปรดักชั่นขนาดเล็ก เป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้  จำกัดหนทางที่เม็ทจะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้เพิ่มมากขึ้น”

            เป็นบทความสะท้อนภาพเศรษฐกิจและธุรกิจด้านศิลปะการแสดง นำเสนอผ่านโรงแสดงอุปรากรในนครนิวยอร์ค ใช้ชื่อย่อว่า “เม็ท” ที่กำลังประสบปัญหาด้านการเงิน งบรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแสดงลดน้อยลง และเงินสนับสนุน เงินบริจาคต่างๆ เริ่มเจือจางลงไปด้วย

            ปัญหาข้างต้น สำหรับองค์กรสร้างสรรค์และองค์การนำเสนอศิลปะการแสดง ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องปกติ “ธรรมดา” ที่ต้องเกิดขึ้น ผู้คนในวงการบริหารจัดการตระหนักและต่อสู้กับอุปสรรคข้างต้นมาโดยตลอด ขึ้นกับว่าแต่ละช่วงเวลา อาจเผชิญกับความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป

            แต่การเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วมากในช่วงหลังๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้เสพงานศิลปะรุ่นใหม่ๆ ส่งผลกระทบกับการบริหารจัดการด้านศิลปะการแสดงอย่าง หนักหน่วง รุนแรง เป็นยุคที่ต้อง “งัด” กลยุทธ์หลากรูปแบบมารับมือ

            บทความของทิชเอาต์ อาจทำให้ผู้อ่านทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวข้องกับศิลปะการแสดง  “งุนงง” กับพาดหัวบทความ แต่เขาก็ให้ความรู้เรื่องนี้อย่างกระชับ อ่านเข้าใจง่ายในบทความของเขา ที่ผู้เขียนคอลัมน์ มิวสิค คอร์เนอร์ อยากนำเสนอ เนื้อหาบางส่วนของบทความ เพื่อความเข้าใจในองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการศิลปะการแสดง

            ทิชเอาต์ เขียนไว้ว่า “โรงแสดงอุปรากร เม็ทโทรโพลิแทน โอเปร่า เป็นสถานที่แสดงอุปรากรใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา สมัยกาลการแสดงล่าสุด ขายบัตรไปทั้งหมด 660, 500 ที่นั่ง

“โรงแสดงอุปรากรเม็ทมีที่นั่งชมการแสดงทั้งหมด 3,800 ที่นั่ง ซึ่งเป็นสิ่งหลอกหลอนผู้บริหาร เพราะมีจำนวนที่นั่งมากเกินความจำเป็น โรงแสดงอุปรากรไบรอยธ์ ประเทศเยอรมนี มีที่นั่งชมการแสดงเพียง 1,925 ที่นั่ง, ลา สกาล่า ประเทศอิตาลี มีที่นั่งชมการแสดง 2,030 ที่นั่ง และเวียนนา สเตท โอเปร่า มีที่นั่งชมการแสดง 2,200 ที่นั่ง”

            “เพื่อให้การบริหารงานโรงแสดงอุปราเม็ท อยู่รอด ดำเนินกิจการได้ จะต้องพยายามขายบัตรให้ได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเท่าที่ผ่านมาเม็ทไม่อาจทำได้อีกเลยเหมือนในอดีต ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เม็ทขายบัตรได้ 90 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่งทั้งหมด แต่ตัวเลขรายได้จากการขายบัตรได้ลดลงเรื่อยๆตลอดมา จนลดลงเหลือเพียง 66 เปอร์เซ็นต์ เมื่อสมัยกาลดนตรีล่าสุด ซึ่งเป็นรายได้ที่ต่ำที่สุด”

            “จากผลข้างต้นทำให้ ปีเตอร์ เกลบ์ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแสดงอุปรากรเม็ท ต้องปรับราคาบัตรเข้าชมการแสดงให้สูงขึ้น โดยเฉลี่ยประมาณ 158.50 เหรียญอเมริกันต่อผู้ชมหนึ่งท่าน ในขณะที่ราคาบัตรโดยเฉลี่ยสำหรับผู้ชมผู้ฟังละครเพลงบรอดเวย์หนึ่งท่านเพียง 103.86 เหรียญอเมริกันเท่านั้น”

            “คุณสามารถถกเถียงต่อไปได้เรื่อยๆ ประเด็นที่ว่า เม็ทควรจะทำอะไรบ้าง เพื่อลดต้นทุน และขายบัตรเข้าชมการแสดงให้ได้เพิ่มมากขึ้น แต่อาจเป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่าๆ เพราะถ้าคุณมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการแสดง (ศิลปะการแสดงซีกโลกตะวันตก ประกอบด้วยดนตรีคลาสสิก, อุปรากร, บัลเลย์ และละครเชิงศิลปะ– ผู้เขียน)  คุณจะเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นได้ว่า เป็นกรณีของ การลุกลามของโรคร้ายด้านต้นทุน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อองค์กรด้านศิลปะการแสดง”

            ทิชเอาต์  ให้ความกระจ่างเรื่อง โรคร้ายด้านต้นทุน ว่า

            “โรคร้ายด้านต้นทุน (Cost disease) เป็นคำที่ใช้โดยนักเศรษฐศาสตร์ เพื่ออธิบายเงื่อนไขด้านธุรกิจ กรณีที่ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น โดยปราศจากการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพในการผลิต (Productivity) ของแรงงาน ไม่ใช่เพราะคนงานขี้เกียจ แต่เป็นเพราะโดยตัวธุรกิจเองทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา ลักษณะที่ขัดขวางการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้มากขึ้น”

            “ตัวอย่างคลาสสิกในเรื่องนี้ (ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องของการเล่นคำ) คือการบรรเลงดนตรีลักษณะ สตริง ควอร์เต็ต โดยความหมายของ สติง ควอร์เต็ต คือการบรรเลงของนักดนตรี 4 คน ซึ่งนักดนตรีทุกคนต้องใช้พยายามในการเล่นเครื่องดนตรีของตนให้ดีที่สุด และใช้ระยะเวลาในการบรรเลงในวันนี้ เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกันเมื่อสองร้อยปีที่แล้ว มาจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครคิดสร้างสรรค์เชลโลชนิดใหม่ขึ้นมา ที่เล่นง่ายขึ้น และสามารถเล่นเสียงไพเราะๆ กว่าเดิม จนทำให้ผู้ชมผู้ฟังการแสดงดนตรี ยอมจ่ายเงินค่าบัตรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว เพื่อจะได้ฟังการบรรเลงนั้น”

            “ในขณะเดียวกัน เงินค่าจ้างนักดนตรีได้เพิ่มขึ้นมากมาย เมื่อเทียบกับค่าจ้างนักดนตรีในศตวรรษที่ 18 และอุปสงค์หรือความต้องการฟังการแสดงสดดนตรีลักษณะ สตริง ควอร์เต็ต ก็มีจำนวนลดน้อยลงด้วย”

----------------------------

            ผู้เขียนอยากสรุปและขยายความเรื่อง โรคร้ายด้านต้นทุน กรณีของศิลปะการแสดง เพิ่มเติมว่า ลักษณะของการแสดงสด ที่ต้องใช้จำนวน “ผู้แสดง” และ “ระยะเวลา” ในการแสดงเท่าเดิม โดยที่ผู้แสดงเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าหรือการแสดง (อินต์พุต เป็นส่วนหนึ่งของ เอ๊าต์พุต) และไม่สามารถใช้ “เครื่องจักร” แทนผู้แสดงที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตได้

            เมื่อกาลเวลาผ่านไป เกิดการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและปัจจัยการผลิต หรือ ภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ศิลปะการแสดงไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้ เพราะข้อจำกัดข้างต้น ทำให้ต้นทุนการนำเสนอไม่สามารถลดลงได้ มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามค่าจ้างศิลปินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ตามภาวะเงินเฟ้อ

            ศิลปะการแสดงซีกโลกตะวันตก เป็นเรื่องที่ดูยาก ฟังยาก ผู้ชมผู้ฟังต้องกอปรด้วยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ มีเงินจ่ายค่าบัตร และความรู้เรื่องบ้างในการแสดง เพื่อให้เกิดความ รื่นรมย์ ในการเสพงานต่างๆ ทำให้มีจำนวนผู้ชมผู้ฟังจำนวนไม่มากพอที่จะจัดการแสดงหลายๆ รอบ เพื่อให้เกิดการลดต้นทุน อันเกิดจากการประหยัดต่อขนาดการผลิต

            ถ้าศิลปะเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ ต้องมีศิลปินและองค์กรสร้างสรรค์ นำเสนองานศิลปะ แม้ดำเนินการแล้ว “ขาดทุน” อันเกิดจาก โรคร้ายด้านต้นทุน ข้างต้น การจะทำให้องค์กรศิลปวัฒนธรรมดำรงอยู่ได้ ผู้บริหารจัดการด้านนี้ในซีกโลกตะวันตก ตระหนักและดำเนินการมาโดยตลอด คือ

            หนึ่ง - เพิ่มรายได้จากการขายบัตรเข้าชมการแสดง และกิจกรรมอื่นๆ อาทิ ถ่ายทอดสดการแสดงไปยังโรงภาพยนตร์ โดยใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการตลาดเพื่อศิลปะการแสดง

            สอง - ให้ความสำคัญกับหน่วยงาน “ระดมทุน” ขององค์กร เพิ่มรายได้จากเงินบริจาค เงินสนับสนุน เงินอุดหนุน ทั้งจากภาคราชการ, เอกชน และประชาชนทั่วไป

            สาม – สร้างสรรค์ นำเสนอ กิจกรรมด้านการศึกษา และการให้องค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับศิลปะการแสดงและการแสดงต่างๆ เพื่อให้ผู้สนใจทั่วไปมีความเข้าใจในการเสพงานศิลปะ เพิ่มจำนวนผู้ชมผู้ฟังรุ่นใหม่ๆ ทดแทนผู้ฟังอาวุโสที่เริ่มลดน้อย โรยราไป

-----------------------

            อ่านเรื่องราวค่อนข้าง “วิชาการ” ไปพอสมควร ผู้เขียนขอปิดท้าย ด้วยการนำเสนอแนวคิดในการเพิ่มจำนวนผู้ชมผู้ฟังและ “พัฒนารูปแบบการแสดงคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก” จากทัศนะของนักดนตรี 3 ท่าน

            จอร์ดี ซาวัลล์ นักเล่นเครื่องสายกลุ่มวิโอล ชื่อดังชาวสเปน บอกว่า 

            “การพูดคุยกับผู้ชมผู้ฟังเป็นเรื่องสำคัญครับ บางครั้งนักดนตรีไม่เปิดตัวเองสู่ผู้ฟัง เอาแต่เล่นดนตรีอย่างเดียว โดยไร้ความสนุกสนาน ปราศจากความสุข ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง นักดนตรีต้องพูด ต้องยิ้ม ร่วมแบ่งปันความสุขทางดนตรี ความสุขจากการเล่นดนตรี กับผู้ฟัง และต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกครั้งในการแสดง”

            ขณะที่ พอล ลูอิส นักเปียโนหนุ่ม ชาวอังกฤษ แสดงทัศนะเรื่องการแต่งกายของนักดนตรีว่า

            “ผมอยากให้นักดนตรี โยนเน็ทไทสีขาวและสูทหางยาวทิ้งไป เพราะผมรู้สึกว่าค่อนข้างจะไม่ฉลาดเลย ที่นักดนตรีใส่เสื้อผ้ารุงรังอย่างนั้น ขณะเล่นดนตรีอยู่”

             วาทยกรรุ่นใหม่ ไฟแรง ชาวฝรั่งเศส - François-Xavier Roth กล่าวว่า        

            “ควรเปลี่ยนแปลงเรื่องเวลาและสถานที่แสดงคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกครับ ความยาวในการแสดงแต่ละคอนเสิร์ตน่าจะยืดหยุ่นได้ ไม่ใช่ทุกครั้งการแสดงคอนเสิร์ตต้องใช้เวลา 2 ช่วง และมีการพักครึ่งการแสดง”

“สถานที่แสดงคอนเสิร์ต โดยเฉพาะเรื่องขนาดเล็กหรือใหญ่ของหอแสดงดนตรี น่าจะยืดหยุ่นได้มากกว่านี้ เพราะปัจจัยเรื่องนี้ สามารถกระตุ้น สามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับทั้งนักดนตรีและผู้ฟัง ก่อให้เกิดความคิดที่แตกต่างและปฏิกิริยาที่ผู้ชมผู้ฟังแต่ละคน มีต่อการแสดงดนตรีภายใต้สถานที่แสดง ที่มีขนาดแตกต่างกัน”

            เป็นหลากความคิด ในการทำให้ “โรคร้ายด้านต้นทุน” พอทุเลาเบาบางลงไปได้บ้างครับ

เรื่อง : ดุสิต จรูญพงษ์ศักดิ์

ตีพิมพ์ครั้งแรกในส่วนจุดประกาย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพุธที 6 กรกฎาคม 2559