วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เดินหน้า…หาอดีต

สำรวจ-ตรวจสอบ เชื่อมโยงถึงประวัติศาสตร์ของเมือง ก่อนปูทางพัฒนาอย่างรอบด้าน ให้ ‘วิน-วิน’ ทั้งชุมชนและการท่องเที่ยว

 ถ้าการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ หรือฟีเจอร์ล่าสุดของโทรศัพท์ คือสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมาถึง การค้นหาสิ่งเก่าๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศ ทั้งจากอาหาร แหล่งเที่ยว ของใช้ สถาปัตยกรรม ผู้คน ฯลฯ คงทำให้เราตื่นเต้นไม่แพ้กัน จะต่างก็ตรงที่-การดำลึกลงไปในอดีตนั้น ชวนให้เรานึกถึงความทรงจำกับเรื่องที่ผ่านมา พร้อมๆ กับลุ้นในมุมที่ว่าความรู้สึกเช่นนี้มันจะหวนกลับมาใหม่อีกไหม

ภาพยนตร์เรื่อง “แฟนฉัน” เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วทำให้เพลงเก่ากลับมาฮิตอีกครั้ง จากนั้นถึงคิวของเรื่องเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดเก่าริมน้ำ ตลาดนัดโบราณ ของแต่งบ้าน ทรงผม เสื้อผ้าวินเทจ ฯลฯ ซึ่งเรียงรายมาให้เลือกตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งหมด แม้จะบอกไม่ได้ว่าเรื่องราวเก่าๆ จะยังขายได้เสมอ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่าน มีไม่น้อยเช่นกันที่ต้องพังไม่เป็นท่า แต่มันก็เพียงพอที่จะอธิบายได้ถึงเสน่ห์ของเรื่องเก่าๆ ที่ยังไม่เสื่อมคลาย รอให้ใครต่อใครเดินค้นหา จับวางมันอย่างถูกที่-ถูกเวลา

 

ปลุกอดีตดูได้

  ของกินอร่อยเพราะเป็นสูตรดั้งเดิม หรือมีฉากสวยๆให้ถ่ายรูปคงไม่เพียงพอ สำหรับการท่องเที่ยวแล้ว ถ้าอยากจะให้ ‘โดน’ ไม่แคล้วต้องมีเรื่องวัฒนธรรมเข้ามาเป็นจุดขาย

วัฒนธรรมทำให้สิ่งที่จะนำเสนอมีเรื่องเล่า มีรายละเอียดและดึงดูดความสนใจ อย่างประวัติศาสตร์ที่เคยผูกติดกับสถานที่หนึ่ง และหลายๆ คนเคยพอใจแค่ได้นั่งรถผ่าน มาวันนี้มีไม่น้อยเลือกจะ “ดึงจังหวะ” ให้ช้าลง ขอเดินเที่ยวเยี่ยมชม ฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์แบบที่เรียกกันว่าไปร่วม “ทัวร์เดิน”

  การเดินแบบนี้จะมาเดี่ยว มาคู่ หรือเป็นหมู่คณะก็ได้ แต่หัวใจหลักคือการเดินชมย่านเก่าที่มีประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นย่านเก่ากรุงเทพฯ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีความรุ่งเรือง เป็นย่านการค้าการลงทุน อย่าง ถ.เจริญกรุง ถ. ราชดำเนิน ท่าเตียน หรืออาจเป็นย่านซึ่งไม่โด่งดัง แต่มีภูมิทัศน์เมืองที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ เรื่องราวที่ถูกสะสมไว้นับร้อยนับสิบปียังหมุนเวียนอยู่

จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ผู้สนใจด้านศิลปวัฒนธรรม บอกว่า การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอยู่ในความสนใจมานานแล้ว แต่ยังรู้กันในวงจำกัด อีกทั้งข้อมูลประวัติศาสตร์มันฟังดูยากสำหรับคนทั่วไป ยิ่งเมื่อถูกจัดวางในรูปแบบเคร่งขรึม จริงจัง เช่น ในตำรา ในนิทรรศการ ในบทความหนังสือหนักๆ มันจึงถูกจำกัดไว้กับผู้ที่สนใจในวงแคบๆ

แต่ถ้าได้ลองพลิกมันขึ้นมาใหม่ เล่าเรื่องให้สนุก สร้างพล็อตเรื่องของอดีตให้เข้ากับปัจจุบันได้ นั่นจะทำให้ย่านเก่าซึ่งมีเสน่ห์อยู่แล้ว น่าสนใจเข้าไปอีก และทั้งหมดที่ว่าจะกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ซึ่งทำให้การท่องเที่ยวในเมืองที่ดูเผินๆ ไม่มีอะไร กลับมามีชีวิตชีวาขึ้น ปลุกย่านเก่าที่ผู้อาศัยย้ายถื่นฐานไปแล้วกลับมาคึกคักอีกครั้ง

“ยิ่งเวลาผ่านไปแต่ละย่านมันมีเสน่ห์ มีประวัติศาสตร์ที่จะบันทึก คนนำทัวร์ต้องเปลี่ยนวิธีการนำเรื่องให้เข้ากับจริตคนไทยมากขึ้น อย่างคนไทยชอบฟังเรื่องเล่า เราก็ต้องเล่าเรื่องขึ้นใหม่ อาจจะเล่าแบบวรรณคดี หรือเล่าผ่านวรรณกรรม ที่ไม่เหมือนเรียนประวัติศาสตร์ ไม่ต้องจำพ.ศ.แต่ยังต้องคงความจริง เป็นเหตุ-เป็นผลกันอยู่” จุลภัสสร บอก

ใครลองได้เดินสำรวจในย่านกรุงเทพหลักๆ เช่น ย่านเกาะรัตนโกสินทร์ ท่าเตียน เสาชิงช้า ราชดำเนิน หรือจะข้ามไปฝั่งธนบุรี เลียบเจ้าพระยา จนถึงนนทบุรี คงได้เห็นกลุ่มมือใหม่หัดเที่ยวเดิน หรือกลุ่มธุรกิจหน้าใหม่สร้างธุรกิจเล็กๆ ในแหล่งที่ว่ากันมากขึ้น ไม่นับบางรายที่สถาปนาตัวเองเป็นนักกิน ตามรอยร้านอร่อยจาก application ในโทรศัพท์ รวมไปถึงชาวต่างชาติซึ่งท่องเที่ยวอิงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต

ส่วนจะ “เก่าจริง” หรือ “เก่าหลอก” และวัตถุประสงค์ของการเดินชมเป็นอย่างไรคงแตกต่างกัน เหตุที่ว่าอดีตที่แต่ละคนอยากดู ของใครก็ของมัน จะมีสิ่งเดียวที่พอจับใจความได้นั่นก็คือย่านใดที่มี ‘จุดขาย’ ต่อให้เก่าและตายไปแล้ว มักจะมีคนมาชุบชีวิต เดินหมุนเวียนให้ชีวิตรอบๆ ดูใหม่อยู่เสมอ

 

ย้อนรอย ‘แม่พลอย’

  ตอนที่ของเก่าถูกเล่าใหม่และพีคกันแบบสุดๆ พูดกันถึงกลยุทธ์การตลาดแบบ Nostalgic ซึ่งเป็นแนวทางที่สร้างความรู้สึกให้อยากย้อนกลับไปสู่อดีต เริ่มตั้งแต่ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ จนถึงตลาดใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนนับพันคนต่อวัน

“เนื้อหา” ของมัน ไม่ได้อยู่ที่สีสันของการแต่งตัว จังหวะเพลงเก่า หรือสไตล์เสื้อผ้าย้อนยุคในช่วงปี 60’s 70’s 80’s ที่คนคุ้นเคยเท่านั้น หากแต่มันอยู่ที่การสร้าง “อารมณ์ร่วม” ต่างหาก ที่ต้องหยิบจับความเก่า ความคลาสสิก ความคิดถึงอดีต มาทำให้ผู้บริโภคคิดถึงให้ได้ จนกลายเป็นลูกค้าขาประจำ

ทัวร์เดินย่านเก่า สำรวจเมืองเก่าก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่การเดินและร้อยเรื่องเข้ากับประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่มันต้องเพิ่มการสร้างธีมเรื่อง (Theme) ให้คนรู้สึกร่วมไปกับมัน ทั้งนี้อาจไม่ได้หมายถึงต้อง ‘เกิดทัน’ ยุคเวลาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความรู้สึกเมื่อครั้งพ่อแม่เคยเล่าให้ฟัง ความรู้สึกที่เคยได้ดู ได้เห็น และได้รู้สึกไปกับเรื่องราวทำนองนี้

แบบที่เมื่อครั้งละครโทรทัศน์เรื่อง “ข้าบดินทร์” กำลังได้รับความนิยม นั่นก็มีการสร้างธีมการทัวร์ให้สอดคล้องกับสถานที่ประวัติศาสตร์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 หรือขณะนี้ซึ่งละครเรื่อง “นางทาส” กำลังออกฉาย ก็จะสร้างธีมเส้นทางการเดินโดยอ้างอิงจากสภาพความเป็นอยู่ของสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นรัชสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้มีการประกาศพระราชบัญญัติเลิกทาส

“ถ้าจะย้อนรอยเรื่องละครเรื่องข้าบดินทร์ ด้านหนึ่งอาจจะข้องเกี่ยวกับเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ซึ่งต้องไปวัดจักรวรรดิราชาวาส ซึ่งเป็นบ้านท่าน หรืออาจจะตีความว่าเป็นข้าราชบริพารในรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีตระกูลบุนนาค จึงต้องไปเยี่ยมชมวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ที่เกี่ยวข้องกัน หรืออย่างเรื่องนางทาส บางครั้งคนนำทัวร์จะให้การบ้านให้ผู้ร่วมไปศึกษามาก่อน ไปอ่านหนังสือ ไปดูละครมา ก่อนจะพาชมสถานที่ที่ผูกเรื่องไปถึงรัชสมัย รัชกาลที่ 5”

  “ที่ได้รับความนิยมน่าจะเป็นธีมที่เกี่ยวข้องกับละครสี่แผ่นดิน เพราะเชื่อมโยงทั้งในระดับเจ้านายและสามัญชนธรรมดา ผู้ใหญ่คุ้นเคยดี นักศึกษาเองก็เคยดูละครมา เอาแค่หยิบประเด็นแม่พลอยซึ่งเป็นคนคลองบางหลวง คนนำเที่ยวอาจต้องเริ่มจากไปดูที่เกิด ตอนเช้าต้องพาไปดูวัดอรุณราชวราราม ผ่านมัสยิดต้นส้น เพราะตระกูลของแม่พลอยคือเจ้าคุณพิพิธ เป็นพวกบุนนาค ก่อนจะจบ ที่ท่าน้ำวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร” ผู้นำเที่ยว ยกตัวอย่างทริปย่านเมืองเก่า

การสร้างธีมแล้วร้อยเข้ากับประวัติศาสตร์ยังถูกใช้ในกรณีของลายแทงนักกิน ซึ่งศึกษาผ่าน application และเว็ปไซต์ที่ให้ข้อมูลเจาะจงถึงอาหารซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในย่านนั้นๆ เช่น ขนมฝรั่งกุฎีจีน ซึ่งอยู่ในชุมชน “กุฎีจีน” ชุมชนโบราณเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ร้านอาหารในย่านตลาดนางเลิ้ง ตลาดพลู สามแพร่ง ท่าดินแดน-วงเวียนเล็ก เยาวราช ฯลฯ ซึ่งเคยนิยมในอดีต ไม่เว้นกระทั่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไทยเองยังเคยชูเรื่องอาหารการกินในแบบ Street Food สื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้อยากมาเที่ยวกรุงเทพฯ เช่น ในภาพยนตร์โฆษณาในชุด “Pray for Anna” ซึ่งเล่าถึงนักท่องเที่ยวสาวที่กินอาหารไปจนแน่นท้อง

‘แม่พลอย’ ที่ถูกคนรุ่นปัจจุบันพูดถึง จึงจับต้องได้ และพร้อมสนุกกับมันได้ ทำให้เรื่องราวที่เคยเคร่งขรึมดูสดใสขึ้น จนใครๆ ก็อยากย้อนรอย

 

‘เก่า’ กับ ‘ใหม่’ ไปด้วยกัน

  การปัดฝุ่นเรื่องเก่า อุ้มชูศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ ดูอย่างไรคงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จะทำเช่นไรให้ ‘ต้นทุน’ที่มีอยู่ได้รับการพัฒนาต่อยอด ปรุงเรื่อง “เก่า” ให้ยังคง “เก๋า” ยังคงเป็นคำถาม

ในมิติใหม่ๆ นอกจากเรื่องสืบสานวัฒนธรรมแล้ว ยังมีผู้ประกอบธุรกิจเพื่อสังคม หรือกลุ่ม Start-up กลุ่มชมรมในสังคมออนไลน์ที่ได้เชื่อมโยงเรื่องวัฒนธรรมไปถึงการท่องเที่ยว โดยเน้นการสร้างอาชีพในชุมชนผ่านการใช้คนนำเที่ยวท้องถิ่น การพัฒนาอาคารร้างเพื่อทำโรงแรมขนาดเล็กจำกัดห้อง หรือการเสนอเช่าอาคารในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ผ่าน application

สมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้ง Local Alike หนึ่งในองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งสามารถทำตลาดกับชาวต่างชาติ จนเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ The Venture ที่เป็นเวทีรวมผู้ประกอบการเพื่อสังคมทั่วโลก บอกประเด็นหนึ่งว่า เรื่องวัฒนธรรมมีจุดขายมานานแล้ว แต่ถ้าจะให้มันไปได้ในโลกปัจจุบัน คงต้องสร้างมูลค่าให้กับองค์ความรู้ที่ชุมชน มากกว่าแค่พูดคุยกับนักท่องเที่ยว

ยิ่งความหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่และคนต่างชาติไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบ แต่เป็นความจริง (Real) และต้องเซอร์ๆในภาพลักษณ์เท่ๆ ดังนั้นสิ่งที่เห็นต้องไม่เกินความเป็นจริง ไม่เนี๊ยบ ไม่ประดิษฐ์ประดอยจนลดความสวยงามของความไม่เรียบร้อย แต่ต้องสร้างสรรค์ ร่วมสมัย และดึงเอกลักษณ์ที่ชุมชนมี อย่างเรื่องอาหาร แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ผนวกเข้าด้วยกัน พร้อมๆ กับใช้เทคโนโลยีเข้ามาวางระบบให้ง่ายในการเข้าถึง

“ความเป็น Street ความเป็นธรรมชาติของกรุงเทพฯ นี่แหละครับที่ฝรั่งเขาชอบ มันดูมีสีสัน ดูสนุก ในขณะเดียวกันก็ยังคง Concept ความเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อยู่” เจ้าของธุรกิจคนหนึ่ง ย่านถนนข้าวสารบอก

ขณะที่ สุดารา สุจฉายา นักวิชาการมูลนิธิเล็ก–ประไพ วิริยะพันธุ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ให้ความเห็นเรื่องการผูกโยงวัฒนธรรมกับความเป็นไปในปัจจุบันของย่านเมืองเก่าว่า หากคนรุ่นใหม่อยากซึมซับบรรยากาศผ่านการท่องเที่ยวคงเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยๆ จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในแต่ละย่าน สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบัน รู้ถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตอย่างมีที่มาที่ไป

ขณะเดียวกันนั้นก็ต้องมองให้ลึกถึงความเปลี่ยนแปลง ทั้งการเปลี่ยนของชุมชนหนึ่งจากนโยบายพัฒนาของรัฐ การโยกย้ายถิ่นฐานประชากร การเกิดย่านร้างในพื้นที่บางจุดหรือการกลับมาโด่งดังใหม่ในย่านเก่าไปพร้อมๆกับด้วย เพราะทั้งหมดถือเป็นบทเรียนที่ต้องตั้งคำถามควบคู่กับการฟัง การดู การสัมผัสบรรยากาศ

“ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าอะไรที่ทำให้เปลี่ยนไป อะไรที่ยังคงอยู่ได้ และถ้าจะพัฒนาต้องเพิ่มเติมในเรื่องใด พัฒนารอบด้านที่คนในชุมชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี การท่องเที่ยวไปได้ ต้องคิดกับมัน ไม่ใช่แค่ผ่านมาแล้วจบไป” ผู้คลุกคลีในย่านเมืองเก่าย้ำ

ยิ่งถ้ากลิ่นอายของความเก่าโดยมีรากของวัฒนธรรมกำลังเป็นขาขึ้น รัฐเองเห็นจะต้องให้การสนับสนุน อย่างน้อยๆ คงต้องให้งบประมาณที่จะพัฒนาย่านที่ได้รับความนิยม กระจายรายได้ให้แก่ชุมชน มีความปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมๆ กับที่รักษาทักษะซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ขณะเดียวกันต้องให้ชุดข้อมูลที่เชื่อมโยงความเป็นมาเพื่อให้ผู้มาเยือนพิจารณาถึงความเป็นไปได้ เสมือนกับการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมที่มีอยู่

ความเปลี่ยนแปลงคงหลีกหนีไปไม่ได้แน่ๆ เพราะต่อให้เป็นเมือง เป็นย่านเก่าที่รุ่งเรือง แต่ถ้าชุมชนต้องการเปลี่ยน มันก็จะต้องเปลี่ยน และสำหรับผู้มาเยือนเองหากจะคิดแค่ความสนุกของการเที่ยว การกิน ต้องการให้ชุมชน ร้านรวงต่างๆ คงสภาพแบบเดิมเพื่อรอต้อนรับตามใจต้องการคงไม่ยุติธรรมเท่าไร

ระหว่างที่เดินหน้าค้นหาความสุขในอดีต เราจึงต่างทำหน้าที่นักสำรวจ-ตรวจสอบความเป็นไป เตรียมมุ่งหน้าสู่อนาคตไปพร้อมๆ กัน

 

  ไม่ใช่แค่ต้องเป็นตึกเก่า หรือพิกัดอยู่ในย่านโบราณเท่านั้น ถึงจะสามารถเดินเรียนรู้วัฒนธรรมได้ เพราะย่านไหนๆ ก็ล้วนมีเรื่องราวกันทั้งนั้น ยกตัวอย่างย่านที่เต็มไปด้วยวัยรุ่นและห้างสรรพสินค้าทันสมัยอย่างสยามสแควร์ ที่สามารถท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้เช่นกัน

โรงภาพยนตร์ ‘สกาล่า’ ตั้งอยู่สยามสแควร์ซอย 1 ซึ่งอาคารยังคงความคลาสสิกทั้งสถาปัตยกรรมภายใน สมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออก เอกลักษณ์และความวิจิตรของสถานที่ ทำให้สกาลาได้รับรางวัล “อนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 2555” จากสมาคมสถาปนิกในพระบรมราชูปถัมภ์

วัดปทุมวนาราม วัดแห่งนี้ซึ่งเคยเป็นแหล่งชุมชนของชาวล้านช้าง หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้ขุดสระบัว และสร้างวังขึ้น จึงได้สร้างวัดปทุมวนารามขึ้นหมายให้เป็นของชุมชนลาว จึงได้มีตราอัญเชิญพระพุทธรูปของลาวมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ คือพระสายน์หรือพระใส และพระแสนจากเมืองมหาชัยกองแก้ว และพระเสริมจากเวียงจันทร์

พิพิธภัณฑ์บ้านไทยจิม ทอมป์สัน บ้านของชาวต่างชาติ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) ราชาผ้าใหม่ผู้ทำให้อุตสาหกรรมไหมไทยรู้จักกันไปทั่วโลก สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2502 จากไม้สักทอง ซึ่งภายหลังการหายตัวไปอย่างลึกลับของจิม ทอมป์สัน บ้านจึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อแสดงของสะสมส่วนตัว

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากมีภูมิทัศน์สวยงามน่าเดินเล่น ยังมีอาคารเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม เช่น อาคาร “มหาจุฬาลงกรณ์” (เทวาลัย) ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่นำศิลปะสุโขทัยและสวรรคโลกมาปรับปรุงขึ้น ออกแบบโดยดร.คาร์ล โดฮ์ริง นายช่างชาวเยอรมัน และนายเอดเวิร์ด ฮีลีย์ซึ่งรับราชการในกระทรวงธรรมการ ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม เมื่อปี พ.ศ.2530

....................................

ใต้ภาพ

1. แม่น้ำเจ้าพระยา พ.ศ.2494 credit Dmitri Kessel

2. ถนนราชดำเนิน พ.ศ.2494 credit Dmitri Kessel

ข้อมูลจากหนังสือ “ของดีกรุงเทพฯ" The Must see sites in Bangkok โดยสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม.