ไม่ว่าจะนั่งทดลองอ่านหนังสือที่หยิบมาจากชั้นวางหรือแค่นั่งเฉยๆ ชมบรรยากาศร้าน ก็เข้าใจได้แล้วว่าทำไมร้านนี้ถึงมีชื่อที่แปลว่า 'กุหลาบเหล็ก'
พอพูดถึงร้านหนังสือ ภาพหนังสือเรียงกันแน่นชั้น บรรยากาศร้านซ้ำซากจำเจของร้านหนังสือประเภทเชนสโตร์ในห้างสรรพสินค้าหลายคนคงนึกถึงเป็นลำดับแรกๆ แต่ในความจริง ประเทศนี้ (รวมถึงทั้งโลกนี้) ยังมีร้านหนังสืออิสระที่เต็มเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ ซึ่งเจ้าของแต่ละร้านใส่ลงไปในรายละเอียดตั้งแต่คาแรกเตอร์ร้าน แนวทางหนังสือ ทำเลที่ตั้ง แม้กระทั่งการตกแต่งร้าน
ร้าน STEEL ROSES RESTAURANT & BOOKCLUB เป็นอีกร้านหนังสือที่โดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์ แม้ว่าร้านนี้จะตั้งในทำเลที่ไม่สะดุดตา คืออยู่ริมถนนศรีนครินทร์ก็จริง แต่มีสะพานข้ามแยกลาซาลมาบดบังทัศนียภาพ ถ้ามาจากฝั่งบางนาอย่าเพิ่งเผลอขึ้นสะพานข้ามแยกนี้ ให้เลียบเลาะเพื่อกลับรถใต้สะพานแล้วชิดซ้าย เมื่อผ่านอุปสรรคทางสายตา รูปลักษณ์ของร้านนี้คงทำให้หลายคนสะดุดใจ เพราะท่ามกลางสิ่งก่อสร้างทั่วไปบนถนนสายนี้ กลับมีโรงเรือนปูนสีน้ำตาล มีกังหันลมแบบเนเธอแลนด์ตั้งตระหง่านที่หน้าร้าน แม้ยังไม่ซักถามใดๆ ก็พอคาดเดาได้ว่านี่คือสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก
ประมาณจากสายตาหลายคนคงไม่เชื่อว่าโรงเรือนค่อนข้างใหญ่หลังนี้จะเป็นร้านหนังสือ ซึ่งนั่นก็จริงเพราะร้าน STEEL ROSES วางบทบาทตัวเองเป็นสองอย่างหลักๆ คือ เป็นร้านหนังสือแบบบุ๊คคลับ และเป็นร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น
พื้นที่กว่าเศษสามส่วนสี่ถูกใช้เป็นร้านอาหาร แต่ด้วยการตกแต่งร้านให้โล่ง ไม่เน้นจำนวนโต๊ะ แล้วไปเน้นที่ความสะดวกสบายของลูกค้า ทำให้บรรยากาศส่วนร้านอาหารก็เหมาะสำหรับนั่งอ่านหนังสือซึ่งทางร้านก็ยินดีหากมีนักอ่านมาใช้พื้นที่
ส่วนอีกเศษหนึ่งส่วนสามเป็นร้านหนังสือขนาดกะทัดรัด ทว่าในความกะทัดรัดนั่นช่าง Less is More คือ น้อยแต่มาก พื้นที่น้อยแต่ในทุกช่องชั้นคือหนังสือดีที่เจ้าของร้านคัดสรรมาแล้วว่าบ่งบอกคาแรกเตอร์ร้านได้ชัดเจน มิหนำซ้ำหลายเล่มยังเป็นหนังสือหายาก ไม่มีวางขายตามร้านเชนสโตร์ทั่วไป
หมู STEEL ROSES เจ้าของร้านอธิบายว่าหนังสือส่วนมากในร้านเป็นหนังสือนิยายคลาสสิคหรือไม่ก็ปรัชญา ซึ่งหนังสือแนวนี้เป็นแนวที่เขาและทุกคนในครอบครัวชื่นชอบอยู่แล้ว
จากความชื่นชอบหนังสือของครอบครัวนี้ทำให้หลังจากกิจการทำร้านเหล็กดัดซึ่งไม่อู้ฟู่เหมือนแต่ก่อน มีอันต้องเปลี่ยนแปลงเป็นธุรกิจร้านอาหาร แต่คุณแม่ของหมู STEEL ROSES ปรารถนาที่จะเปิดร้านหนังสือ ลูกชายจึงพ่วงกิจการร้านหนังสือเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้านอาหาร แน่นอนว่าธุรกิจอาหารการกินย่อมเติบโตได้ดีกว่าธุรกิจหนังสือ แต่ความที่คาแรกเตอร์ร้านชัดมากถึงมากที่สุดทำให้พอประทังไปได้แม้จะต้องถัวเฉลี่ยรายได้จากทั้งสองส่วนให้เดินต่อไปได้
แต่ในสายตาของหนอนหนังสือที่หลงใหลวรรณกรรมคลาสสิคและปรัชญาคงไม่ต้องป่าวประกาศให้มาลองเยี่ยมเยือนร้านนี้ เพียงแค่ชั้นหนังสือไม้สีน้ำตาลเข้มทั้งสามด้านของห้องสี่เหลี่ยมก็เป็นดั่งสวนสวรรค์แห่งดินแดนอักษรแล้ว นอกจากหนังสือแต่ละเล่มจะมีกลิ่นอายของความคลาสสิค โต๊ะกลางสีดำขลับที่ถูกสร้างขึ้นจากเหล็กแล้ววางด้วยกระจกแผ่นหนา เข้าชุดกับเก้าอี้เหล็กดัด ไม่ว่าจะนั่งทดลองอ่านหนังสือที่หยิบมาจากชั้นวางหรือแค่นั่งเฉยๆ ชมบรรยากาศร้าน ก็เข้าใจได้แล้วว่าทำไมร้านนี้ถึงมีชื่อที่แปลว่า 'กุหลาบเหล็ก' นั่นก็เพราะมีทั้งความอ่อนหวานงดงามทว่าแข็งแกร่งเข้มขลังอยู่ในที
ไม่ใช่แค่ส่วนร้านหนังสือเท่านั้นที่สะท้อนรสนิยมของเจ้าของร้านที่เป็นนักอ่านตัวยง แต่ร้าน STEEL ROSES แบ่งส่วนด้านหน้าเป็นห้องสมุดสาธารณะให้ทั้งลูกค้าและคนที่ผ่านไปผ่านมาได้แวะเวียนมาหยิบหนังสือ (ส่วนห้องสมุด) อ่านได้ฟรี แม้แต่หยิบยืมกลับไปอ่านที่บ้านก็ได้ หรือจะนำหนังสือเล่มอื่นมาแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมทางร้านก็ยินดี
อีกอย่างที่ต้องกล่าวถึงคือการตกแต่งร้านทั้งภาพรวม ที่ไม่ใช่แค่มองจากภายนอกแล้วให้ความรู้สึกแบบตะวันตกเท่านั้น ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในร้าน คล้ายว่ามีเสียงตะโกนดังลั่นในหูว่า “ตะวันตก!” แม้เจ้าของร้านบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะให้ร้านเป็นไปในแบบไหนเสียทีเดียว แต่น่าจะเป็นเพราะอิทธิพลจากสิ่งที่ได้อ่าน งานศิลป์ที่ได้เสพ ทำให้ทุกกระเบียดนิ้วในร้านมีกลิ่นอายเข้มข้นของความเป็นตะวันตก
และทั่วร้านหากสังเกตจะเห็นดอกกุหลาบอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นภาพประดับรูปดอกกุหลาบ แจกันที่มีดอกกุหลาบสีหวานสดใส ผ้าปูโต๊ะลายกุหลาบแสนจัดจ้าน และที่สมกับชื่อร้านคือมีกุหลาบที่ทำจากเหล็กทั้งเหล็กดัดและงานเชื่อมซึ่งเป็นงานถนัดของครอบครัวนี้มาแต่ไหนแต่ไร ในทุกดอกกุหลาบเหล็กที่ร้านนำมาประดับประดามีทั้งความอ่อนไหว อ่อนโยน อ่อนช้อย งดงาม ในแบบที่ดอกกุหลาบถูกนิยาม แต่ก็ไม่วายที่จะเบ่งบานแสดงความแข็งแรงเยี่ยงเหล็กกล้า
สมกับที่เป็นร้านหนังสือกุหลาบเหล็กของวงการร้านหนังสืออิสระที่คาแรกเตอร์จัดอีกแห่งเลยทีเดียว





