รวบหนุ่มแสบหลอกขายทัวร์ นักศึกษาป.โท ก่อนลอยแพทิ้ง อ้างบริษัทหมุนเงินไม่ทัน
วันนี้ (2ม.ย.59) กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจ สน.สายไหม แถลงผลการจับลูกจ้างบริษัททัวร์แห่งหนึ่งที่หลอกเอาเงินที่จากลูกค้า ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาโทที่จะเดินทางไปดูงานต่างประเทศ กว่า 2 ล้านบาท โดยอ้างว่าบริษัทหมุนเงินค่าใช้จ่ายระหว่างทัวร์ไม่ทัน
นายกชกร มุสิกะพุกก์ อายุ 46 ปี ผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกง ถูกตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจ สน.สายไหม จับกุมตัวได้ที่บ้านพักย่านสายไหม กรุงเทพมหานคร หลังจากผู้ต้องหารายนี้ได้ถูกกลุ่มนักศึกษาปริญญาโทที่เสียหาย เข้าแจ้งความไว้ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าหลอกขายทัวร์ก่อนที่จะลอยแพหลังจากไปเที่ยวและไม่ดูแล
พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า นายกชกรได้รับงานจากบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่งให้นำกลุ่มทัวร์ จำนวน 31 คน เดินทางไปเที่ยวยุโรป 3 ประเทศ โดยเก็บค่าหัวคนละ 73,000 บาท ได้เงินไปกว่า 2,200,000 บาท ก่อนจะลอยแพลูกทัวร์ทั้งหมด ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จึงแจ้งเตือนกับประชาชนว่า ขณะนี้มีทัวร์ให้เลือกใช้บริการมากมายตามอินเทอร์เน็ต ซึ่งตรวจสอบยาก ขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อนใช้บริการ ซึ่งจากการณีดังกล่าวผู้ต้องหาใช้ช่องทางจากเฟซบุ๊กเป็นหลัก และให้ราคาที่ถูกกว่าทัวร์อื่นๆ เป็นการเรียกลูกค้า
ขณะที่ผู้เสียหาย เล่าว่า กลุ่มทัวร์ทั้ง 31 คนเดินทางไปเที่ยวยุโรปทั้ง 3 ประเทศ คือประเทศเยอรมนี ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศอิตาลี ซึ่งตอนเดินทางไปถึงประเทศเยอรมนีก็ยังไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นโดยร้านอาหารตามโปรแกรมทัวร์ใช้บริการไม่ได้ ต้องย้ายไปอีกร้านหนึ่งไม่ได้เป็นตามที่ตกลงไว้ รวมทั้งที่พักก็ถูกทางโรงแรมแจ้งว่าทางบริษัททัวร์ไม่ได้จ่ายเงินให้ตามที่ตกลงกันไว้ ตนละสมาชิกกลุ่มทัวร์คิดว่าถูกลอยแพแล้ว จึงจำเป็นต้องควักเงินส่วนตัวมาใช้จ่ายทั้งค่าที่พัก อาหาร เมื่อเดินทางกลับมาประเทศไทยจึงได้เดินทางเข้าแจ้งความเอาผิดกับผู้ต้องหา
เบื้องต้น ตำรวจสน.สายไหม แจ้งขัอหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้อนุญาติจากนายทะเบียน” ก่อนส่งพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป หากกรณีดังกล่าวเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ




