ตำนานบทเพลงสงกรานต์แห่งเมียนมา

นอกจากเป็นเพลงประจำเทศกาลแล้ว ยังใช้เป็นบทเพลงเฉลิมฉลองอิสรภาพใหม่ที่เพิ่งจะได้รับจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษด้วย
“โฉ่-ปโยง-ฉวิ่น-ตอ-นะ-ฮมะ-ปโย่-แหง่ / ตะ-โก่-โลง-ปิ่น-ชอ-อะ-ฮละ-โป่-แด่ . . .”
เสียงเพลงสงกรานต์เมียนมาถูกเปิดขึ้นในร้านน้ำชา ห้างสรรพสินค้า ร้านรวงต่างๆ ตามเวทีเล่นสาดน้ำ ในบ้านเรือน ตามถนนตรอกซอกซอย ทั้งในเมืองและชนบท
เอาเป็นว่า ไม่ว่าคุณจะไปทางไหนก็ตามในเมียนมาตลอดช่วงเดือนเมษายนนี้ คุณจะได้ยินเสียงเพลงสงกรานต์ข้างต้นจากแผ่นเสียง จากเครื่องขยายเสียง หรือจากนักร้องบนเวทีเล่นสาดน้ำประจำเมือง ประจำชุมชนต่าง ๆ เหมือนที่คนไทยจะได้ยินเสียงเพลงสงกรานต์ของวงสุนทราภรณ์ที่เปิดกันทั่วไปตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์
ท่วงทำนองเพลงสงกรานต์ของเมียนมาข้างต้น อยู่ในเพลงที่มีชื่อว่า ชเหว่มันต่องเยะโข่ (Shwe Man Taung Yeik Kho) หรือ ใต้ร่มเงาแห่งภูเขามันดะเล คนเมียนมาทุกเพศทุกวัยรู้จักเพลงดังกล่าวกันเป็นอย่างดี เพลง ‘ชเหว่มันต่องเยะโข่’ ถือเป็นส่วนผสมหลักอย่างหนึ่งของเทศกาลสงกรานต์เมียนมาไปแล้ว เพราะถ้าถามคนเมียนมาว่า เทศกาลสงกรานต์มีส่วนผสมหลักอะไรบ้าง พวกเขาจะตอบว่า บทเพลงสงกรานต์ที่มีชื่อว่า ชเหว่มันต่องเยะโข่, ดอกประดู่สีเหลืองส้ม, ม่งโลงเหย่ป่อ หรือ ขนมต้ม, ม่งและซอง หรือ ขนมลอดช่อง, ชเหว่หยิ่นเอ หรือ ขนมรวมมิตร, จ่าส่านแชะ หรือ ต้มเส้น แกงร้อน (ไม่ใส่กะทิ), เทพประจำเทศกาล คือ ตะจามิน หรือ พระอินทร์, อะต่าโอ หรือ หม้อดินเผา ใส่น้ำ หญ้าแพรก ทางมะพร้าว ใบหว้า สำหรับต้อนรับพระอินทร์ที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ เพื่อนำวันปีใหม่มาประทานให้แก่ชาวเมียนมา
และหากถามคนมอญด้วย จะได้อาหารประจำเทศกาลเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ข้าวแช่มอญ แต่ส่วนผสมวันสงกรานต์ที่โดดเด่นที่สุดและปกคลุมไปทั่วทุกอณูพื้นที่ของเมียนมา อาจต้องยกให้เพลงสงกรานต์ ‘ชเหว่มันต่องเยะโข่’ ซึ่งไม่เพียงแต่เปิดเพื่อเฉลิมฉลองสงกรานต์ในเมียนมาเท่านั้น แต่เพลงนี้ยังถูกนำมาขับร้องและร่ายรำในต่างประเทศที่มีกลุ่มชาวพม่าไปทำงานอีกด้วย
เพลง ‘ชเหว่มันต่องเยะโข่’ มีอายุ 69 ปี แล้ว (ถ้านับถึงปีปัจจุบัน) นั่นเท่ากับว่าเพลงนี้มีอายุเท่ากับประเทศเมียนมาที่ได้รับอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ใน ค.ศ. 1948 ถ้าใช้คำที่นิยมใช้กันอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัยตอนนี้ น่าจะกล่าวด้วยว่า “เพลงนี้สตรอง !” เพลงนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงสงกรานต์พม่าไปเสียแล้ว
การย้อนทวนประวัติศาสตร์กลับไปเมื่อ 69 ปีที่ผ่านมา อันเป็นจุดกำเนิดของเพลงนี้ ทำให้การฟังเพลงนี้ไม่ได้มีความหมายระดับเดียว และทำให้เข้าถึงอารมณ์เบื้องลึกของบทเพลงมากขึ้น ซึ่งมากกว่าที่ฟังว่าเป็นเพลงเฉลิมฉลองสงกรานต์โดยปกติธรรมดาทั่วไป
เพลง ‘ชเหว่มันต่องเยะโข่’ ประพันธ์โดย มโยะมะ เงง (Myoma Nyein) แห่งวงดนตรี มโยะมะ (Myoma Musical Troupe) วงดนตรีมโยะมะเป็นวงดนตรีเก่าแก่ของเมืองมันดะเล ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1925 อันเป็นช่วงเวลาที่เมียนมายังตกอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ โดยมี โก่ บ้ะ เงง (Ko Ba Nyein) เป็นหัวหน้าวง ซึ่งเขามีชื่อที่ใช้เรียกในวงการว่า มโยะมะ เงง (Myoma Nyein) และสมาชิกที่เป็นนักดนตรีประกอบด้วย โก่ จี โอง (Ko Gyi Ohn) โก่ จี งเหว่ ( Ko Gyi Ngwe) โก่ ตั้น (Ko Thant) โก่ ฮละ ถิ่น (Ko Hla Din) และ โก่ เมียะ เตง (Ko Mya Thein) เครื่องดนตรีหลักที่ใช้บรรเลงเป็นเครื่องดนตรีผสมระหว่างเครื่องดนตรีฝรั่งและของเมียนมา ประกอบด้วย พิณ กีตาร์ แบนโจ แมนโดลิน และแตรวง
จุดกำเนิดของการก่อตั้งวงมโยะมะเริ่มมาจากในช่วงยุคอาณานิคม ดนตรีพม่าซบเซา เพราะตามร้านรวงต่างๆ มักจะเปิดแผ่นเสียงที่เป็นดนตรีและเพลงของฝรั่ง ทำให้พวกเขารวมตัวกันเพื่อพัฒนาวงการดนตรีสมัยใหม่ของเมียนมา และเพื่อฟื้นฟูดนตรีเมียนมา โดยเริ่มทำเป็นอุตสาหกรรมเพลง มีการอัดแผ่นเสียง ทำให้ผลงานของวงแพร่หลายในสังคมเมียนมา และเริ่มมีคนรู้จักวงดนตรี ในเมืองมันดะเลเพิ่มมากขึ้น จนได้รับเชิญให้ไปบรรเลงในงานมงคลต่างๆ
บทเพลงของวงส่วนใหญ่ประพันธ์ โดยมโยะมะ เงง มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์เมียนมา มโยะมะ เงง แต่งเพลงไว้ประมาณ 200 เพลง วงดนตรีมโยะมะใช้ ‘ห่านสีเงินกางปีกเหินฟ้า’ เป็นตราสัญลักษณ์ประจำวง
เพลงชเหว่มันต่องเยะโข่เป็นหนึ่งในบทเพลงสงกรานต์ที่มีชื่อเสียงและโด่งดังที่สุดของวง มโยะมะ ซะหย่ามโยะมะ เงง แต่งเพลงนี้ขึ้นในช่วงปลาย ค.ศ. 1947 อันเป็นช่วงเวลาที่เขาและคณะ ต้องลี้ภัยสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะเมืองมันดะเลอันเป็นภูมิลำเนาของวงตนตรีถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดลงอย่างหนัก ทำให้คณะตนตรีต้องลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองสะกาย ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับเมืองมันดะเล
ในขณะที่หลบภัยสงครามอยู่ที่เมืองสะกาย มโยะมะ เงง แต่งเพลงชเหว่มันต่องเยะโข่ขึ้น แต่หลังจากที่เขาแต่งเพลงนี้แล้วเสร็จกลับยังไม่ได้นำไปร้องโดยทันที เนื่องจากยังอยู่ในภาวะสงคราม หลังจากสงครามสงบลง คณะดนตรีและชาวบ้านที่ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่เมืองสะกายต่างพากันกลับเข้ามาในเมืองมันดะเลอีกครั้ง ต่อมาหลังจากอังกฤษประกาศให้เอกราชแก่เมียนมาในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1948
บทเพลงชเหว่มันต่องเยะโข่ก็ถูกจัดแจงใส่ทำนองดนตรีเพื่อใช้ขับร้องในอีกสามเดือนต่อมา นั่นคือ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์แรกของปีแรกที่เมียนมาเป็นเอกราชจากอาณานิคม ในเทศกาลสงกรานต์ปีนั้น วงดนตรีมโยะมะออกมาร่วมขับร้องเพลงชเหว่มันต่องเยะโข่โดยมีรถนำขบวนทำเป็นรูปห่านสีเงินกางปีก บนรถมีนักดนตรี นักร้องและนางรำ รถนำขบวนเคลื่อนไปรอบเมืองมันดะเล มีประชาชนเฝ้ารอชม และต้อนรับขบวนของวงดนตรีกันอย่างคับคั่ง ขบวนรถนำของวงดนตรีมโยะมะที่แห่แหนไปรอบตัวเมืองมันดะเลในช่วงเทศกาลสงกรานต์กลายเป็นเอกลักษณ์แห่งเทศกาลสงกรานต์มันดะเลนับตั้งแต่ ค.ศ. 1948 ถึงปัจจุบัน
แม้ว่าบทเพลงดังกล่าวจะถูกแต่งขึ้นเพื่อใช้ขับร้องในเทศกาลสงกรานต์เฉกเช่นชุดเพลงสงกรานต์อื่นๆ แต่หากหลับตาฟังน้ำเสียงและการใช้คำ ความหมาย ในตัวบทเพลงแล้ว สามารถอ่านนัยยะและถอดรหัสที่ผู้ประพันธ์เพลงซ่อนไว้ในเบื้องหลังบทเพลงนี้ ซึ่งสัมพันธ์กับบริบทประวัติศาสตร์เมียนมาในช่วง ค.ศ. 1948
กล่าวคือ การแต่งเพลงนี้ นอกจากวัตถุประสงค์ที่ใช้สำหรับเป็นเพลงประจำเทศกาลแล้วยังใช้เป็นบทเพลงเฉลิมฉลองอิสรภาพใหม่ที่เพิ่งจะได้รับจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษด้วย เห็นได้จากฉากที่อยู่ในเพลง ซึ่งเป็นฉากของภูเขามันดะเลในยามเย็นที่ดวงตะวันกำลังลับฟ้าอยู่เบื้องหลังภูเขามันดะเล อันสื่อแสดงถึงร่มเงาแห่งความร่มเย็นความสงบสุขที่กำลังแผ่คลุม ผู้คนมีรอยยิ้มและได้เข้ามาอาศัยในเมืองมันดะเลอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่ถูกอังกฤษยึดเมือง และมิหนำซ้ำช่วงสงครามโลกครั้งที่สองยังถูกใช้เป็นฐานประจำการของกองทัพญี่ปุ่น จนเป็นชนวนเหตุให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดถล่มเมืองมันดะเลอย่างหนักหน่วง และพร้อมกันนี้วงดนตรีก็ได้หวนกลับมาบรรเลงให้พี่น้องชาวเมืองมันดะเลได้ฟังกันอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้ในตัวบทยังกล่าวถึง เมียะนันดา ซึ่งเป็นชื่อสระน้ำ ขุดขึ้นในสมัยพุกามของเมียนมา สระน้ำดังกล่าวเป็นสัญญะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ความสงบสุข ความรื่นรมย์ กวีเมียนมาโบราณยังได้ใช้ภาพธรรมชาติของสระน้ำแห่งนี้ แต่งเป็นกวีนิพนธ์ แปลเป็นภาษาไทยความว่า
สระมรกต น้ำใสไหลมาจากยอดบรรพต
น้ำเย็นสีใส มีทำนบเป็นปราการกั้นแน่นหนา ปทุมมาส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
ดาษดื่นหมู่มวลปักษา
ใช่แล้ว! คือ สระนันทาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
การย้อนทวนประวัติศาสตร์การเกิดเพลง ทำให้ชวนตีความเพลงชเหว่มันต่องเยะโข่ได้ว่าเป็นบทเพลงเฉลิมฉลองอิสรภาพใหม่ การหวนคืนสู่บ้านและความเป็นพม่าอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ตรงตามเจตนารมณ์ของมโยะมะ เงง ที่แต่งเพลงนี้เพื่อเอาไว้ร้องในวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ ในปีใหม่แรกภายหลังจากการปลดแอกจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์อันเป็นเทศกาลน้ำแห่งอาเซียน จึงถือโอกาสแปลเนื้อเพลงมาฝาก
เพลงชเหว่มันต่องเยะโข่ (In the Shade of Mandalay Hill)
ยิ้มหวานหวานของน้องสาวทำให้ทั่วสรรพางค์ช่างงดงามยิ่งนัก/ น้องสาวเกิดมาจากแม่เดียวกันกับพี่/ มิได้เป็นการกล่าวยอให้น้องสาวหลงใหลในตัวเอง/ ได้เห็นท่าทางและอาภรณ์ของเจ้าช่างงามจับใจ/ ประหนึ่งช่อดอกไม้ที่คลี่บานท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างฟ้า/พวกพี่วงดนตรี มโยะ-มะ ที่ซื่อตรง พึงพอใจ/ ครั้นเมื่อเวลาตะวันยอแสง ณ สระเมียะนันดา/ น้องสาวเข้ามาพำนักอยู่ใต้ร่มเงาแห่งภูเขามันดะเล/
จะถือเอาถิ่นที่อันหรรษาแห่งนี้เป็นนิมิตหมายอันดี/ ในวันปีใหม่มหาสงกรานต์/ เฝ้าคิดถึงเจ้าเพียงคนเดียว/ แม่สาวท่าทางแช่มช้อยสดสวย/ ด้วยพวงมาลา และช่อดอกไม้/ วงดนตรี มโยะ-มะชองพี่กลับมาแล้ว เจ้ามารอรับ/ เลือดแห่งความรักกันฉันพี่น้องหลอมรวมปะทุขึ้น เหมือนเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน/ แม่สาวมันดะเลอายุมั่นขวัญยืนดีหรือไหม/ อ๋อ เรารดน้ำให้กัน พรมน้ำให้กัน/ ปีใหม่จะมาถึงแล้ว น้องแก้วเล่าเจ้าจะตามพี่มาไหม /จะคลายความเบื่อหน่ายให้หายหมดไป/ให้ตามมากับพวกพี่/น้องสาวคนงาม ขบวนรถห่านสีเงินของวงดนตรี มโยะ-มะ กำลังเคลื่อนออกมา/ เมียะนันดา ..... เป็นอันว่าถึงปีใหม่มหาสงกรานต์แล้ว.
ขอเชิญท่านฟังบทเพลงสงกรานต์และบทเพลงแห่งอิสรภาพของเมียนมาได้ ในเว็บไซต์ You Tube โดยพิมพ์หาคำว่า Shwe Man Taung Yeik Kho ศิลปินผู้ขับร้องคือ Ringo และเพื่อให้ได้อรรถรสเพิ่มมากขึ้นอาจไปฟังเพลง ‘ชเหว่มันต่องเยะโข่’ ของจริงที่เมียนมา ก็ได้.
.........................
เกี่ยวกับผู้เขียน วทัญญู ฟักทอง ปัจจุบันเป็นนักวิจัยโครงการปริทรรศน์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์สนามวิจารณ์ เซ็คชั่นจุดประกาย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 12 เดือนเมษายน 2559







