อย่าว่าฉัน ‘แก่’

จุดประกายชวนไปทำความรู้จัก “หนุ่มสาวน่อยน้อย” วงประสานเสียงที่มีอายุรวมกว่า 2 พันปี แล้วจะรู้ว่า “แก่อย่างมีคุณค่า” เป็นอย่างไร

ความ “ชรา” คงเป็นเรื่องที่ไม่มีมนุษย์คนใดบนโลกที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ มันเป็นเหมือนนาฬิกาที่นับถอยหลังรอจะเกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แม้ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีการแพทย์จะก้าวไกลไปแค่ไหน ก็ไม่สามารถช่วยให้คนเราหนีความชราไปได้ ทำได้เพียงรักษาให้เราได้ใช้คำว่าชรานานขึ้นเท่านั้น

จากข้อมูลปี 2557 ที่เปิดเผยโดย น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยตัวเลขเมื่อปี 2557 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุถึง 9.4 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 64.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ14.5 และมีแนวโน้มจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เฉลี่ยปีละประมาณ 5 แสนคน

มีการประมาณการกันว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มตัวในปี 2568 จะทำให้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุในสังคมสูงถึง 14.4 ล้านคน หรือ คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ หรือจะมองให้เห็นภาพง่ายๆ คือจะมีผู้สูงอายุ 1 คนในประชากร 5 คนเลยทีเดียว นั่นหมายความว่า ในอนาคต ประเทศไทยของเราจะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุเต็มสังคม

 

ครอบครัว ตัวโน้ต 

เมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสังคมสูงวัยได้ สิ่งที่น่าคิดมากกว่า จึงเป็นคำถามที่ว่า.. จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุของเรา ชราอย่างมีคุณภาพ ?

“ผู้สูงอายุสิ่งเดียวที่จะทำให้เค้ามีความสุขได้ คือ การทำงาน ควรจะต้องให้เค้าทำงาน ให้มีอะไรทำ” นี่คือความคิดเห็นของ ฤทธิ์ ทรัพย์สมบูรณ์ หนึ่งในผู้ฝึกสอน วงประสานเสียงหนุ่มสาวน่อยน้อย ที่เป็นโครงการอันเกิดจากการเล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุของ รศ. ดร.สุกรี เจริญสุข คณะบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โครงการดังกล่าวเป็นการรับสมัครผู้สูงวัยอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีใจรักในเสียงดนตรีมาร่วมวงประสานเสียงหนุ่มสาวน่อยน้อย วัตถุประสงค์โครงการก็เพื่อเป็นการสร้างกิจกรรมในเวลาว่างให้ผู้สูงอายุได้มีอะไรทำ พบปะเพื่อนใหม่เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตที่ต้องอยู่อย่างเหงาๆ

ตลอดระยะเวลา5เดือนตั้งแต่เริ่มโครงการมีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 40 ชีวิตที่มาจากต่างที่ต่างครอบครัว แต่ด้วยระยะเวลาทำให้พวกเขาสามารถเรียกเพื่อนใหม่กลุ่มนี้ได้อย่างเต็มปากว่า “ครอบครัว”

บุณยวัฒน์ อัศวราชิน ประธานกลุ่มนักร้องประสานเสียงหนุ่มสาวน่อยน้อย เล่าว่า ได้เข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มนี้โดยหลานสาวเป็นคนมาชวนเพราะเห็นว่าชอบร้องเพลง พอได้เข้ามาก็พบเจอคนจากหลากหลายที่ ส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ทางดนตรีมาก่อน มารวมตัวกันเพราะใจรักในเสียงดนตรีจนในที่สุดก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน

เริ่มแรกวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นเพียงการหากิจกรรมให้ผู้สูงอายุทำในเวลาว่างเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป หนุ่มใหญ่สาวใหญ่ที่ได้รับการฝึกฝนและดึงความสามารถจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็เริ่มชำนาญในการใช้เสียงขับกล่อมออกมาเป็นบทเพลงมากขึ้น จนทำให้เกิดเป็นคอนเสิร์ตการกุศลการร้องประสานเสียงที่มีผู้ขับร้องเป็นผู้สูงอายุครั้งแรกๆ ของประเทศไทย โดยคอนเสิร์ตในครั้งนี้มีชื่อว่า อย่าว่าฉันแก่..2559ปี

“ชื่อคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ อย่าว่าฉันแก่ 2559 ปี แทนที่จะบอกว่าปี 2559 เราก็บอกเป็น 2559 ปี คืออายุเรารวมกัน 2 พันกว่าปี ก็เป็นที่มาที่ไปของชื่อคอนเสิร์ตนี้” บุณยวัฒน์ เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

จากครั้งแรกที่รวมตัวกัน ต่างฝ่ายก็ไม่ได้คิดหรือคาดหวังมาก่อนว่า จะทำคอนเสิร์ต เนื่องจากเป้าหมายของการรวมตัวในตอนแรกนั้นก็เพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทำให้มีความสุข ไม่ได้คิดว่าจะจริงจังขนาดนี้ แต่ด้วยความที่กลุ่มหนุ่มสาวน่อยน้อยรักในเสียงดนตรีเหมือนกัน โครงการนี้จึงมุ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนเกิดคอนเสิร์ตดังกล่าวขึ้น

 

ดนตรีคือ อาหาร

หลายคนคงคิดไม่ถึงว่าการเปล่งเสียงออกมาเป็นบทเพลงนั้นจะสามารถสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับผู้สูงวัยได้ด้วย เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิง คุณสาคร ธนมิตต์ สถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล วัย 88 สมาชิกที่อาวุโสสุดในวงหนุ่มสาวน่อยน้อย

อ.สาคร ซึ่งแม้จะอายุย่างเข้าหลักเก้าแล้ว แต่ปัจจุบันยังทำงานเกี่ยวกับด้านโภชนาการอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปรียบเทียบเสียงดนตรีว่าเป็นเสมือน “อาหารทางใจ” โดยอธิบายว่า คนเราสำคัญที่สุดคืออาหารกายและอาหารใจ ทางด้านอาหารกายทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่คนเรามักมองข้ามอาหารใจไป “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้าจิตใจดี ร่างกายก็จะดีไปด้วย” นี่คือเหตุผลสั้นๆที่ทำให้อาจารย์เข้าร่วมโครงการนี้

และเสริมต่อว่า ทางการแพทย์ถือว่าเรื่องของคลื่นเสียงมีความสำคัญมาก มีผลต่อการกระตุ้นสมองมีการหลั่งสารเอนโดรฟินและสารซีโรโธนินออกมาทำให้มีความสุข

นอกจากนั้นยังฝากไปถึงภาครัฐว่า ควรให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุมากขึ้น เพราะปัจจุบันทางภาครัฐยังไม่มีการเตรียมพร้อมอย่างเพียงพอที่จะรับมือสังคมผู้สูงอายุ มัวไปมองว่า การจะดูแลสุขภาพต้องใช้ยาต่างๆ แต่ลืมยาจากคนไข้เอง คือ “ยาทางใจ” เพราะโรคมากมายหายได้ด้วยกำลังใจ หาใช่ยาจากหมอ

พร้อมกันนี้ อ.สาคร ยังแนะนำให้ใช้ดนตรีเป็นตัวช่วยในการดูแลผู้สูงอายุ อย่างที่ได้ประสบด้วยตัวเองซึ่งได้ผลดีมาก

พูดได้อย่างเต็มปากว่า ชราอย่างมีคุณภาพเพราะประสบด้วยตัวเอง ตลอดห้าเดือนที่ได้เข้ามาร่วมร้องประสานเสียงรู้สึกมีความสุข แทนที่จะใช้เวลาไม่เป็นประโยชน์เหงาอยู่บ้าน บ่นว่าลูกหลาน หรือรอวันหวยออก มันไม่ได้เรื่อง มาใช้เวลาให้เป็นประโยชน์กับสิ่งที่ใจเรารัก ทุกคนที่มาเข้าร่วมโครงการเกิดความสุข

ส่วนเรื่องความกังวลว่า เป็นคนไม่มีพื้นฐานด้านดนตรีมาก่อนจะสามารถทำกิจกรรมแนวนี้ได้หรือไม่นั้น อ.สาคร ในฐานะคนหนึ่งที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการร้องเพลงมาก่อนเอ่ยยืนยันว่า ร้องไม่เป็น ไม่เป็นปัญหา เพราะครูผู้สอนอย่าง อ.ฤทธิ์ สามารถปรับหลักสูตรให้เข้ากับนักเรียนได้จนออกมาเป็นผลงานทุกวันนี้ ชนิดที่ตัวคนร้องยังภูมิใจในตัวเองที่สามารถทำได้

สำหรับเทคนิคการสอนนักร้องรุ่นเก๋าเหล่านี้นั้น อ.ฤทธิ์ บอกว่า ต้องสอนแตกต่างจากการสอนนักศึกษาเล็กน้อยตรงที่นักศึกษาในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์จะมีพื้นฐานด้านดนตรีมาก่อน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา โดยในคลาสจะสอนโดยการกดเปียโนให้ฟังและร้องให้ฟัง ก่อนที่จะให้นักเรียนรุ่นเดอะร้องตามจนจบเป็นเพลงๆ ไป

แถมยังบอกอีกด้วยว่าเรื่องของการสร้างสรรค์งานศิลปะนั้นไม่ได้เป็นหน้าที่ของศิลปินแต่เพียงอย่างเดียว

“ศิลปะเป็นเรื่องที่อยู่กับใจคนอยู่ ทุกคนต้องมีศิลปะ โดยเฉพาะดนตรี ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราเดินไปไหนก็เจอเสียงเพลงตลอด ละคร โฆษณา เดินไปตลาด คือชีวิตเราอยู่กับเสียงเพลงตลอดเวลาอยู่แล้ว เรารับมันมาทุกวันอยู่แล้ว จริงๆ ทุกคนสามารถสร้างสรรค์ได้หมด ในโครงการนี้ใช้แค่เสียงเพียงอย่างเดียว เราไม่ต้องไปซื้อหา เรามีอยู่แล้ว ถ้าได้รับการขัดเกลาก็สามารถสร้างสรรค์งานออกมาได้” อ.ฤทธิ์ เอ่ย

และเสริมต่อเกี่ยวกับข้อดีของการพาผู้สูงอายุมาร้องเพลงว่าจะส่งผลดีต่อหลายด้าน เช่นด้านร่างกายก็จะช่วยเรื่องระบบการหายใจเพราะการร้องเพลงที่ถูกต้องจะต้องมีการหายใจที่เป็นระบบ อีกประการหนึ่งคือช่วยในเรื่องของระบบไหลเวียน และสรีระต่างๆ เพราะการร้องเพลงที่ดีต้องมีการนั่งการยืนที่ถูกต้อง

“มีงานวิจัยจากต่างประเทศออกมาว่า การร้องเพลง ลักษณะการหายใจเทียบเท่ากับการเล่นโยคะ เล่นไทเก๊ก ได้ผลเท่ากัน และจะหลั่งสารที่เกียวกับความสุขออกมา ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่เรากินช็อคโกแลต แต่การร้องเพลงจะดีกว่า เพราะไม่ต้องเสี่ยงกับไขมันหรือความหวานที่มากับช็อคโกแลต ร้องเพลงมันได้ผลเท่ากันพอดี” อ.ฤทธิ์ เอ่ย

ส่วนด้านจิตใจนั้นแน่นอนว่า ดนตรีช่วยลดความเครียดได้แน่นอน แต่ที่จะเห็นได้ชัดในโครงการนี้คือการนำเพลงในยุคสมัยของสมาชิกวงหนุ่มสาวน่อยน้อยมาให้ร้อง ซึ่งเป็นเพลงที่คุ้นเคยทำให้สมาชิกรู้สึกได้ย้อนวันวานคิดถึงวันเก่าๆ ทำให้มีความสุข

“ผู้สูงอายุ สิ่งที่มีค่าของเขาคือประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต เขานำประสบการณ์เหล่านั้นมาแสดงออกด้วยการร้องเพลงออกมา”

 

ต่างเติมเต็ม

นอกจากผลดีทั้งทางกายและทางใจแล้ว การที่ผู้สูงอายุลุกขึ้นมารวมกลุ่มกันทำกิจกรรม ยังมีประโยชน์อีกอย่างที่แฝงไว้ นั่นคือ การที่ผู้สูงวัยได้มาเจอเพื่อนใหม่ที่อยู่ในช่วงยุคสมัยเดียวกันได้พูดคุยกันเกิดเป็นครอบครัวใหม่สังคมใหม่ อีกทั้งยังเป็นการทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สามารถทำสิ่งที่ไม่เคยทำให้สำเร็จได้

สำหรับแผนการในอนาคตหลังจากจบคอนเสิร์ตครั้งนี้ อาจารย์ฤทธิ์วางแผนไว้ว่า อยากจะสานต่อและขยายกิจกรรมสู่วงกว้างมากขึ้น โดยคิดว่า จะพาวงประสานเสียงผู้สูงวัยรุ่นแรกไปร้องเพลงตามบ้านพักคนชราหรือโรงพยาบาล โดยการนำเสียงเพลงเหล่านี้ออกไปหาผู้สูงอายุที่อื่นๆ อาจเป็นแรงบรรดาลใจให้ผู้สูงอายุเหล่านั้นเห็นว่า กิจกรรมนี้ทำแล้วดี คนร้องยิ้มแย้มมีความสุข เผื่อจะมีความสนใจทำตามซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

เช่นกันกับที่ อ.สาคร คาดหวัง นั่นคือ การที่วงคอรัสรุ่นใหญ่วงนี้ จะสามารถจุดประกายให้สังคมไทยทำตามเพื่อประโยชน์แก่ผู้สูงอายุในอนาคต

บุณยวัฒน์ อัศวราชิน ประธานกลุ่มนักร้องประสานเสียงหนุ่มสาวน่อยน้อยได้ทิ้งท้ายถึงความประทับใจในโครงการนี้เอาไว้ว่า “เห็นคนอายุใกล้เคียงกัน มีความรักในสิ่งที่เราทำด้วยกัน จิตใจทุกคนมีดนตรีในหัวใจ เพียงแต่มีครูรู้วิธี สะกิดให้มันตื่นตัวขึ้นมา อายุเราป่านนี้จะไปเรียนเปียโน กีตาร์ก็สายไปแล้ว แต่เสียงเรายังพอที่จะฝึกได้ เพียงแต่เรามีคนมาช่วยนำช่วยดึงหน่อย เพราะใจเรารักดนตรี ดนตรีเป็นสื่อเชื่อมให้คนสี่สิบคนที่มาจากต่างที่รวมกันเป็นอีกครอบครัวหนึ่ง อีกอย่างก็คือเราบรรลุจุดประสงค์ของโครงการได้ คือ คนแก่ไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ที่บ้านเฉยๆ เราทำอะไรก็ได้ ขอให้เรามีโอกาสและคนช่วย คนแก่ก็ใจยังสู้”

การปรับตัวรับมือ ‘ภัยแก่’ ของพวกเขาเหล่านี้ ถือเป็นบทสะท้อนชั้นดีของคำว่า ‘ชราอย่างมีคุณภาพ’ ที่ทำไว้ให้ทุกๆ คนได้ดูเป็นตัวอย่าง แต่สำหรับใครที่ยังมองข้าม หรือเห็นว่าไม่เกี่ยวกับฉัน ก็ขอให้ลองมองไปรอบๆ ตัว และเห็นคนแก่บ้างไหม?

ถ้ายังไม่.. ก็จงให้ไปส่องกระจกดูแล้วจะเห็นว่า คนตรงหน้านั่นแหละ คือ คนแก่ในอนาคต!