อาเซียนรมควัน

อาเซียนรมควัน

เตรียมหน้ากากอนามัยให้พร้อม แล้วแกะรอยไปพร้อมๆ กันว่าฝุ่นควันที่ปกคลุมท้องฟ้าเหล่านั้นมาจากไหน และอะไรคือทางรอด‘ปอด’ของเรา

ความร้อนแล้งตลอดเดือนมีนาคม 2559 เปลี่ยนป่าสองข้างทางให้กลายเป็นสีน้ำตาลแห้ง แต่นั่นก็ยังไม่น่าตกใจเท่าไร่ข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยวที่เปลี่ยนภูเขาลูกแล้วลูกเล่าให้กลายเป็นเขาหัวโล้น จนแทบจะแยกไม่ออกเลยว่า ภาพที่เห็นนี้อยู่ในจังหวัดน่าน แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ หรือว่า...เมียนมา

บุญมา แหลมคม พ่อหลวง ม.1 บ้านแม่ขี้มูก ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ. เชียงใหม่ ยืนมองทัศนีภาพรอบชุมชนของตนเองที่ต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ผืนป่าถูกแปลงเป็นไร่ถั่ว ก่อนจะกลายเป็นไร่ข้าวโพดกว้างไกลสุดสายตา กว่าสิบปีที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เพียงต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันแต่ยังต้องทนกับข้อหาบุกรุกทำลายป่า

ผู้เฒ่าถอนใจ แกว่า...ปีนี้ชาวบ้านร่วมแรงแข็งขันช่วยกันเต็มที่ทั้งดับไฟ-ไม่เผา แม่แจ่มแทบจะไม่มีจุดเกิดไฟ แต่ทำยังไงท้องฟ้าก็ยังขมุกขมัว หายใจไม่ทั่วท้อง...

“ควันพวกนี้มันลอยมาจากที่อื่น” พ่อหลวงบุญมา ว่าอย่างนั้น

ไม่มีไฟ ไม่มีควัน

เหมือนเป็นเทศกาลที่ระบุวันเวลาไว้ในปฏิทิน ทุกปีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเมษายนเป็นช่วงที่ประชาชนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือต้องทนทุกข์กับฝุ่นควันที่คละคลุ้ง ซึ่งสาเหตุหลักๆ เป็นที่รู้กันว่ามาจากไฟป่าและการเผาเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว

รศ. ดร. นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการคุณภาพอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ชัดในการประชุมหารือประเด็นหมอกควันในภาคเหนือว่า ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันมากที่สุดคือ การทำไร่ข้าวโพด โดยเฉพาะในเขตอำเภอแม่แจ่มและอมก๋อย ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเผาตอซังรวม 3 ครั้งต่อปี นอกจากนี้ก็ยังปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การจราจรในเขตเมือง อุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่มีการใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาด รวมถึงการใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์อบลำไย การเผาในที่โล่ง ไม่ว่าจะเป็นขยะ ป่า และการเกษตร

"ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการสะสมสารพิษในร่างกายตลอดทั้งปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอดและหอบหืดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีหมอกควันหนาแน่นในเดือนมกราคม-มีนาคม จะมีอัตราการเสียชีวิตมากขึ้น"

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา สารพัดวิธีเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบาบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ถูกศึกษาวิจัยและทดลองใช้ ไม่ว่าจะเป็น การทำแนวกันไฟ การชิงเผา การโซนนิ่งการเผา การกำหนดวันห้ามเผา ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับก็คือ การเผาเพื่อเตรียมการเพาะปลูกโดยเฉพาะพืชพาณิชย์อย่างข้าวโพด ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและไม่ต้องลงทุนลงแรง ยังเป็นปัญหาคาราคาซังเมื่อพื้นที่ปลูกข้าวโพดขยายตัวออกไปไม่สิ้นสุด ด้วยเงื่อนไขที่ยังไร้ทางออก โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าต้นน้ำอย่างอำเภอแม่แจ่มที่ตกเป็นจำเลยของสังคมเรื่อยมา

"สาเหตุที่เขาปลูกข้าวโพด เพราะมันเป็นพืชชนิดเดียวที่ใช้น้ำน้อย อาศัยฝนจากฟ้าโดยไม่ต้องมีระบบชลประทาน ที่แม่แจ่มไม่มีระบบชลประทานครับ คน 60,000 คน ระบบชลประทานอยู่ไม่ถึง 20,000 ไร่ คนที่นี่ถ้าเขามีน้ำปลูกพืชทั้งปีได้เขาไม่ปลูกข้าวโพดหรอกครับ แต่ข้าวโพดมันไม่จำเป็นต้องมีระบบชลประทาน พอฝนตกมามันก็เกิดแล้วมันก็มีรายได้" ทศพล เผื่อนอุดม นายอำเภอแม่แจ่ม กล่าว ก่อนจะขยายความต่อไปว่า เนื่องจากพื้นที่ในอำเภอแม่แจ่มส่วนหนึ่งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ การทำระบบชลประทานหรือแม้แต่โครงการปลูกไม้ยืนต้นอื่นๆ เป็นเรื่องต้องห้าม จำเป็นต้องมีการปลดล็อคเรื่องกฎหมายก่อน

"กฎหมายป่าไม้มันมีเงื่อนไขในตัว การพัฒนาอะไรก็แล้วแต่ที่เข้าไปยังลุ่มแม่น้ำโดยเฉพาะลุ่มน้ำชั้น 1A ต้องได้รับความเห็นชอบจากทางฝั่งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนการพิจารณายาวเหยียด ตัดสินใจกันเป็นปี"

ปีแล้วปีเล่า ข้าวโพดจึงเป็นทางออกง่ายๆ ของชีวิตยากๆ ให้เกษตรกรในหลายจังหวัด ข้อมูลในปี 2556 ระบุว่าประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งประเทศกว่า 7 ล้านไร่ อยู่ในภาคเหนือ 5 ล้านไร่ ในจำนวนนี้รุกเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวนและป่าต้นน้ำถึง 3 ล้านไร่ ทั้งหมดนี้ไม่เพียงมาจากการตลาดขั้นเทพของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ยังมาจากแผนการจัดการทรัพยากรที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง สุดท้ายคนที่ต้องแบกรับทั้ง สารเคมี หนี้สิน และข้อกล่าวหา ก็คือชาวบ้าน

พ่อหลวงบุญมา เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดมากว่า 15 ปี บอกด้วยสำเนียงพื้นเมืองว่า "ไร่ข้าวโพดนี่มันทำนักก็ได้นัก (ทำมากก็ได้มาก) เมื่อก่อนเฮาไม่ได้คิดถึงค่าแรงที่ลงทุนไป ค่าปุ๋ยเอย ค่ายาเอย พอมาคิดแล้วเฮาไม่ได้อะไรเลย ว่าจะเปลี่ยนไปปลูกไม้ยืนต้นเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะเอาน้ำจากไหน"

ลุงว่าวิถีชาวบ้าน "เผาแล้วปลูก" ง่ายที่สุด แต่สมัยก่อนเวลาเผามันไม่มีปัญหาเหมือนเดี๋ยวนี้ "คนตะก่อนเปิ้ลก็เผาเน้อ แต่เมื่อก่อนตอนเป็นไร่หมุนเวียน เผามันก็ไม่มียาไม่มีพิษอะไร มันไม่ได้ขึ้นเป็นหมอกควันอย่างเดี๋ยวนี้ แต่ข้าวโพดเนี่ยมันไหม้นาน ควันมันเยอะขึ้นแล้วก็เป็นสารพิษ ยิ่งถ้าเป็นกองซังข้าวโพดมันไหม้เป็นชั่วโมง มันก็ลงไปเชียงใหม่ แต่ถ้าไม่เผามันก็ปลูกใหม่ยาก"

วัฏจักรปลูกๆ เผาๆ จึงกลายเป็นตัวการใหญ่ในการสร้างปัญหาหมอกควันเรื้อรัง ซึ่งหลายฝ่ายต่างตระหนักเป็นอย่างดีและเห็นพ้องว่าด้วยการเปลี่ยนวิถีการผลิต เปลี่ยนไร่ข้าวโพดให้เป็นป่า เป็นไฟให้เป็นน้ำเท่านั้น จึงจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

เพียงแต่...จะเริ่มต้นตรงไหนดี

แม่แจ่มโมเดล

จากจุด Hotspot (จุดความร้อน) กว่า 60 จุด เหลือแค่ 4 จุด ในเดือนมีนาคม 2559 คือก้าวแรกแบบมั่นๆ ในนาม ‘แม่แจ่มโมเดล’ ที่วางยุทธศาสตร์ไว้ที่ การจัดการเชื้อเพลิง การจัดการไฟ และการเพิ่มพื้นที่ป่า

"พื้นที่เรามีการปลูกข้าวโพดประมาณ 110,000 ไร่ ข้าวโพดก็เป็นปัญหาตัวหนึ่งของแม่แจ่ม เศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดคือเชื้อเพลิงอย่างดี ในอดีตเรายังไม่มีเทคโนโลยีหรือแนวความคิดที่จะจัดการกับมัน ส่วนใหญ่ชาวบ้านก็จะเผา เกิด hotspot หรือค่าความร้อน แล้วก็เกิดควันจำนวนมากที่พัดเข้าไปในเชียงใหม่ ปีนี้เราเลยมาดูกันว่ามันมีวัสดุเหลือใช้เท่าไหร่ แล้วเราจะจัดการกับมันอย่างไร" นายอำเภอคนใหม่ของแม่แจ่ม อธิบาย

ตัวเลขอันตราย 95,000 ตัน ของซังข้าวโพดที่พร้อมจะกลายเป็นจุดเกิดไฟ ประมาณ 60,000 ตัน กระจายอยู่ในไร่ข้าวโพดกว่า 110,000 ไร่ วิธีการจัดการก็คือ เปลี่ยนจากการเผามาเป็นการไถกลบโดยรถแทรกเตอร์บ้าง แรงงานคนและโคกระบือบ้างขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ในส่วนที่เป็นภูเขาสูงมีความลาดชันใช้การจัดการที่เรียกว่า ‘ชิงเผา’ โดยได้ดำเนินการไปตั้งแต่เดือนมกราคม เนื่องจากทิศทางลมจะพัดออกจากเชียงใหม่

ส่วนที่เหลือเป็นกองมหึมาบริเวณจุดโม่ข้าวโพด แนวทางการจัดการที่ได้ริเริ่มในปีนี้ก็คือการหมักเป็นอาหารโคกระบือและนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งแม้จะจัดการได้ไม่ทั้งหมดแต่ก็ช่วยลดเชื้อเพลิงไปได้มาก หลังจากนั้นหากพบว่าที่ไหนเกิดไฟ ก็จะมีการจัดกำลังเฝ้าระวังและคอยตามไปดับอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ดีในระยะยาวหากจะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นายอำเภอแม่แจ่มมองว่า ต้องให้สิทธิและโอกาสในการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชาวบ้านจะได้ลดการบุกรุกพื้นที่ป่าและหันมาร่วมกับเจ้าหน้าที่ฟื้นฟูต้นน้ำ

"หลักคิดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเรามองว่าข้าวโพดเป็นปัญหา ก็ต้องลดการปลูกข้าวโพดเป็นหลักใหญ่ กระบวนการจัดการในการแก้ไขปัญหามันต้องค่อยเป็นค่อยไป ที่ผมคิดไว้ก็คือ ต้องมาในเรื่องการจัดการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าต้นน้ำโดยด่วน ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณท่านอธิบดีกรมป่าไม้ ท่านเดินทางมาด้วยตนเอง ท่านมารับฟังปัญหา มาช่วยกันคิดและต้องขอให้ท่านเร่งจัดการ"

ด้านนักอนุรักษ์ที่เกาะติดสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันมานาน เดโช ไชยทัพ ผู้ประสานงานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) เห็นว่าเรื่องนี้เป็นโจทย์ที่สำคัญและต้องเอาจริงเอาจัง

"การลดพื้นที่การเผาด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรเป็นโจทย์สำคัญ ถ้าเป็นระบบวนเกษตรที่มีพืชหลายชั้น มีกาแฟบ้าง มีพืชระยะสั้นบ้าง มีไม้ปกคลุมบ้าง มันก็ทำให้พื้นที่ตรงนั้นไม่ต้องการใช้ไฟ ถ้าเราเพิ่มพื้นที่เกษตรแบบนี้มากขึ้น การเผามันจะลดลงโดยปริยายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการจะให้พื้นที่เกษตรแบบนี้มันสามารถเดินหน้าได้ภายในเขตป่าอนุรักษ์ก็ต้องมีนโยบายรองรับ สร้างแรงจูงใจ สร้างความรู้ สร้างสิทธิให้โอกาสกับเกษตรกร"

เขาว่าโมเดลทางออกมีอยู่แล้ว และไม่เฉพาะพื้นที่แม่แจ่มเท่านั้น เพียงแต่จะเปลี่ยนโมเดลเล็กๆ ระดับอำเภอ เปลี่ยนความตั้งใจจริงของชาวบ้าน ให้เป็นแนวนโยบายของรัฐได้อย่างไร

"ที่ผ่านมาก็มามัวแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ประกาศห้ามเผา รณรงค์ ขอร้อง เป็นมาตรการระยะสั้น จริงๆ แม่แจ่มโมเดล มันเป็นตัวอย่างการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ตอนนี้ก็มาถึงขั้นที่คนแม่แจ่ม ข้าราชการหลายส่วนที่ปฏิบัติการร่วมกันเห็นแล้วว่ามันจำเป็นต้องทำ ต้องยืนยันว่าเราต้องสร้างมาตรการการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้น แต่ว่ามาตราการเหล่านี้แม่แจ่มโมเดลมันจะเป็นจริงก็ต้องมีนโยบาย มีกฎหมายมารองรับเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ"

เขียนแผนในแผ่นกระดาษไม่ยาก แต่จากประสบการณ์ เดโชกังวลว่าจะติดอยู่ตรงการเชื่อมต่อ จากแผนสู่นโยบาย จากนโยบายสู่การปฏิบัติ

"ตอนนี้มันมีโจทย์สองสามโจทย์ที่คนเชื่อมต่อเขากังวล เช่น คำถามว่าในป่าต้นน้ำคุณจะไปให้สิทธิชาวเขาได้อย่างไร ให้คนกระทำความผิดมีสิทธิโดยชอบด้วยกฏหมาย...ไม่น่าใช่ แล้วมันก็วนกลับมาเรื่องเดิมๆ กลุ่มอนุรักษ์แบบสุดขั้วก็จะมีคอนเซ็ปต์แบบพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1 ชั้น 2 ไม่ควรไปอยู่อะไรแบบนี้ มันก็จะมีคนที่คอยค้านและเป็นกระแสที่ทำให้คนเชื่อมต่อไม่กล้าทำอะไร ฝ่ายนโยบายก็ไม่กล้าตัดสินใจ เซฟตัวเอง อันนี้ก็เลยเป็นรอยต่อที่ผมคิดว่าถ้าเราสามารถสื่อสารทำความเข้าใจ ทำซีเนริโอว่า ตรงนี้จุดนี้ถ้ามีระบบใหม่เข้ามามันจะเป็นอย่างนี้ คุณภาพชีวิต การแก้ไขปัญหาไฟป่าอะไรต่างๆ ก็จะดีขึ้น ป่าไม้จะไม่ถูกทำลายไปมากกว่านี้ ซึ่งการทำการบ้านในเรื่องนี้ต้องแหลมคมชัดเจน ต้องมีหลายฝ่ายมาช่วยกันคิดและสร้างความเห็นชอบในวงกว้างมากขึ้น"

นี่คือโจทย์ใหญ่ของการจัดการปัญหาในบ้าน ทว่า อย่าเพิ่งชะล่าใจ โจทย์ยากของปัญหาหมอกควัน คำตอบยังอยู่ใน‘สายลม’

ควันข้ามพรมแดน

ปลายเดือนตุลาคม 2558 สถานการณ์หมอกควันไฟป่าจากเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ได้พัดเข้ามาปกคลุมพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

ปลายเดือนมีนาคม 2559 พบจุดเกิดไฟจำนวนมากในประเทศเมียนมา ส่งผลให้จังหวัดชายแดนเผชิญกับปัญหาหมอกควันในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

หากใช้อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นกรณีศึกษา เห็นได้ชัดว่า...แม้ไม่ไฟ แต่ก็ยังมีควัน

ขณะที่หลายฝ่ายเริ่มมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การเปลี่ยนวิถีการเพาะปลูกจากพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นไม้ยืนต้น เพิ่มพื้นที่ป่า รวมถึงคำมั่นสัญญาจากนายทุนรายใหญ่ว่าจะไม่รับซื้อผลผลิตที่เกิดจากการบุกรุกป่าและไม่สนับสนุนการเผาทุกรูปแบบ จะช่วยแก้ปัญหาการเผาเพื่อทำการเกษตรไปได้มาก แต่นั่นไม่ใช่ความหวังของการปลอดฝุ่นควันที่มากับสายลม

"ปีนี้มีคนพูดกันเยอะว่าไฟจากเขมร จากกัมพูชา ทิศทางลมมันตีเข้าไทย ลำพังการจัดการในขอบเขตประเทศ ถึงมันจะแก้ได้ดีแต่มันก็ไม่สามารถควบคุมปริมาณ PM10 (ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน) ไม่ให้เกิน 120 ไมโครกรัมได้ เพราะทิศทางลมมันเป็นอย่างนี้ และการเผาไหม้ในต่างประเทศก็ยังไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดีพอ เช่นเมื่อเร็วๆ นี้ผมไปแม่แจ่ม ถ้าดู hotspot มันไม่เกิดขึ้นเลย แต่ว่าค่า PM10 เกิน 120 ไมโครกรัม ซึ่งพอตรวจสอบแล้วทุกคนก็รายงานว่าไม่มีตำแหน่งเกิดไฟในพื้นที่เลย เพียงแต่ฝุ่นควันที่พัดจากแม่ฮ่องสอน จากพม่ามันตีเข้ามา อันนี้ก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า จริงๆ การบริหารจัดการไฟเพื่อแก้ปัญหาหมอกควัน มันจะดูเฉพาะ 8-9 จังหวัดในบ้านเราไม่ได้ ต้องดูเหตุจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมีคนพูดถึงชาวนาภาคกลาง ชาวไร่อ้อยด้วยนะ มันก็กว้าง" เดโช เปิดประเด็น

เช่นเดียวกับความเห็นของ สมเกียรติ มีธรรม มูลนิธิฮักเมืองแจ่ม "ประเทศเพื่อนบ้านยังเผาได้อย่างเสรี แล้วเรื่องพื้นที่เกษตร ส่วนใหญ่ก็เป็นไร่ข้าวโพดเหมือนกัน มันก็เลยเป็นปัญหาหมอกควันข้ามแดนที่เข้ามา เข้าไปเชียงใหม่ ลำพูน ซึ่งพื้นที่เป็นแอ่งอยู่แล้ว มันก็เลยขังอยู่ หลายปีที่ผ่านมามันมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสริมเข้ามาด้วย นี่เป็นปัญหาที่ทางหน่วยงานรัฐต้องไปดู"

รายงานผลการวิจัยของแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะ (นสธ.) ระบุว่าการเกิดหมอกควันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี 2 ช่วงเวลาตามอิทธิพลของลมมรสุม ช่วงแรก คือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ในภาคพื้นทวีปในเขตประเทศลาว เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม และไทย พบจำนวนจุดความร้อนมากที่สุดร้อยละ 85-90 โดยมีความรุนแรงมากที่สุดในเดือนมีนาคม และประเทศเมียนมามีจุดความร้อนมากที่สุดในกลุ่มนี้ ถึงร้อยละ 41 กระแสลมในบริเวณนี้ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันข้ามแดน เมื่อลมพัดจากประเทศเมียนมาเข้าสู่ประเทศไทย

สำหรับช่วงที่สอง ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรติดชายทะเลหรือเป็นหมู่เกาะ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ติมอร์ตะวันออก และฟิลิปปินส์ มีจำนวนจุดความร้อน ร้อยละ 10-15 ของภูมิภาค โดยประเทศอินโดนีเซียมีจำนวนจุดความร้อนมากที่สุดในกลุ่มนี้คือ ร้อยละ 75 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลาที่เกิดปัญหามากอยู่ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม สาเหตุมาจากไฟป่าและการเผาขยายพื้นที่เพาะปลูกในเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย หมอกควันข้ามแดนนี้เกิดจากลมพัดฝุ่นละอองและหมอกควันไปทางทิศเหนือหรือตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามายังประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และจังหวัดภาคใต้ตอนล่างของไทยเป็นครั้งคราว

แม้จะต่างพื้นที่กันแต่รากฐานของปัญหาดูเหมือนมาจากการรุกคืบของทุนนิยมซึ่งส่งผลต่อการทำลายป่าขยายพื้นที่เพาะปลูก นักวิชาการส่วนหนึ่งจึงเรียกร้องให้ใช้กลไกระหว่างประเทศ อันได้แก่ ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) ซึ่งมี 8 ชาติ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน เมียนมา เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และไทย ลงนามให้สัตยาบันไปแล้ว เป็นกลไกในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะไม่เช่นนั้นแม้ว่าจะไม่ใช่ประเทศก่อไฟ ก็ยังต้องรับควันอยู่ดี

"สำหรับเรื่องไฟในประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องหาทางในการบริหารจัดการ แต่ผมว่าในเมืองไทยถ้ามันขยับตัวเองชัดอย่างนี้อีกสัก 2-3 ปี มันจึงจะมีหลักฐานชี้ชัดว่าฝุ่นควันมาจากที่อื่น ส่วนการขยับไปที่จะไปทำโจทย์กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่จริงมันก็มีหลายแนว แนวหนึ่งถ้าเป็นพื้นที่่การเกษตร ทุกคนก็คือพูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ขยายการปลูกข้าวโพดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเป็นป่าใหม่ ราคาถูก การคมนาคมสะดวกสบาย มีการทำไซโล มีการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีการให้ฟรีเทรด เรื่องแบบนี้เป็นเงื่อนไขที่ทุกคนจะต้องตีแผ่ประเด็นนี้ให้สังคมได้รับรู้มากขึ้นว่า จริงๆ แล้วแม้คุณจะทิ้งฐานการผลิตจากประเทศไทย หรือประเทศไทยจะจัดการตัวเองได้มากขึ้น แต่คุณยังไปสร้างปัญหาลักษณะนี้ในประเทศเพื่อนบ้าน มันก็วนกลับมาอยู่ดี อันนี้เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่สังคมต้องจับตา"

เดโช เสนอความเห็นต่อไปว่า สำหรับวิธีการแก้ปัญหาในระยะสั้น สามารถสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านได้โดยผ่านเวทีแลกเปลี่ยนในระดับท้องถิ่น

"ชุดประสบการณ์บางส่วนจากประเทศไทยน่าจะพอปรับไปใช้ได้บ้าง หมายความว่าอาจจะโซนนิ่งการเผา อาจจะมีการบริหารจัดการช่วงระยะเวลาที่จะเผาได้เผาไม่ได้ ซึ่งจากที่เราทำงานกับชาวบ้าน แม้จะเป็นการเผาตามจารีตประเพณี แต่เมื่อมีการพูดคุยขอขยับเวลาชาวบ้านก็มีระบบที่ขยับได้บางส่วน ตรงนี้มันน่าจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้านโดยตรง อาจจะนักวิชาการมาเก็บรวบรวมประสบการณ์เหล่านี้ไปถ่ายทอด ก็เป็นอีกสเต็ปนึง"

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องปรับทัศนคติที่มีต่อปัญหาไฟป่าหมอกควันว่าเป็นประเด็นสากลที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” ...ไม่เช่นนั้นประชาคมอาเซียนก็คงต้องรมควันกันต่อไป