แล้งเราไม่เท่ากัน

แล้งเราไม่เท่ากัน

เพราะทุกพื้นที่มีความแตกต่าง ทั้งสภาพแวดล้อม และเงื่อนไขการจัดการน้ำ ประกาศภัยแล้งโดยภาครัฐจึงส่งผลกระทบต่อผู้คนในแต่ละท้องที่ต่างกันออกไป

ประกาศเขตภัยแล้ง17จว. เฝ้าระวังจุดเสี่ยงแย่งน้ำ

ภัยแล้งลามหนัก อ่างเก็บน้ำลดระดับต่อเนื่อง

แล้งวิกฤติ! ขาดน้ำทั่วประเทศ 17-19 มี.ค.ไทยร้อนสุดในรอบ 50 ปี

ภัยแล้งกระหน่ำ 11 จว. 20 อำเภอ พื้นที่วิกฤตเสี่ยงขาดน้ำกิน-น้ำใช้

ภาษา “พาดหัว” ที่ปรากฏทั้งในสังคมโซเชียล และบนพื้นที่สื่อกระแสหลักได้ตอกย้ำให้รู้ว่า ภัยแล้งของปี 2559 จะเป็นอะไรที่ “สุด” กว่าภัยแล้งปีไหน

แต่ถ้าจะบอกว่า “ตื่นตัว” แต่อย่า “ตื่นตูม” ล่ะ เพราะแล้งนี้อาจจะไม่ได้ถูกนิยามความหมายเหมือนอย่างที่หลายๆ คนคิดก็เป็นได้

 

ร้อนสะท้าน แล้งสะเทือน

ถ้าความแปรปรวนของสภาพอากาศจาก “ภาวะโลกร้อน” คือต้นเหตุ อาการ “แล้งรุนแรง” ชนิดข้ามปีก็คือผลพวงที่จับต้อง รวมทั้งรู้สึกได้ อย่างไม่มีข้อสงสัย

เมื่อรวมกับระบบการจัดการน้ำที่เดิน “ผิดตา” ไปนับตั้งแต่ฤดูน้ำหลากปี 2554 ในมุมมองของนักวิชาการ ฤดูแล้งปีนี้จึงเป็นผลลัพธ์ของการผันน้ำในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

จนวันที่น้ำในบ่อ และลำคลองหลายแห่งแห้งขอด น้ำจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติอย่างแท้จริง เพราะถึงตอนนี้ ไม่ว่าเราจะเปิดช่องทางการสื่อสารไปทางไหน การรณรงค์ให้ประหยัดน้ำ ก็จะเป็นแคมเปญที่ผ่านหูผ่านตาอยู่ตลอด

หลายคนอาจเริ่มสงสัย และตั้งคำถามว่า แล้งปีนี้ “สาหัส” แค่ไหน

“ตอนนี้เราก็ถือว่าวิกฤติอยู่นะ” ถ้าถาม รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ นักวิชาการด้านน้ำจากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประเด็นนี้ ถูกเปิดขึ้นบนเวที ฝ่าวิกฤติภัยแล้ง ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิชาการผสมผสานสู่การปรับตัว ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อไม่นานมานี้

วิกฤติน้ำ ในความหมายของนักวิชาการด้านระบบน้ำจากรั้วจามจุรี อ้างอิงจากตัวเลขน้ำที่เหลือใช้ในประเทศตอนนี้ที่มีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนว่า สภาพความแปรปรวนของอากาศได้ส่งผลกระทบถึงภัยแล้ง 3 ปี ติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2556 - 2558

“เราเผชิญภัยแล้งมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จึงเกิดคาดหวังว่า ในปี 59 นี้จะมีน้ำใช้ปกติ และอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น แต่ถึงเวลาจริงนั้น ค่าเฉลี่ยน้ำฝนกลับมีปริมาณลดลง โดยในแต่ละเดือนที่ควรจะมีน้ำฝนตก 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ความเป็นจริงเรามีฝนเพียงเดือนละ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”

เขาพูดถึงการวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติด้วยวิธีการทางสถิติ พบว่า “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ที่มีกำลังแรงเวลานี้ จะค่อยๆ ลดระดับความรุนแรงลงตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน และกลับเข้าสู่ภาวะปกติราวเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม โดยผลกระทบจะมีอยู่ 2 ประเด็นหลักๆ

“ประเด็นแรก จากนี้ไปอีก 2 เดือน ทุกคนมีความต้องการใช้น้ำ แต่จะมีการจัดหาน้ำให้ได้ครบหรือไม่ เรื่องต่อมา ฝนจะตกตามฤดูกาลในช่วงเดือนพฤษภาคมหรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวนา ที่จะต้องเลื่อนการทำนาออกไปอีก 2 เดือน แต่ถ้ามีการเลื่อนการทำนาออกไป ชาวนาจะอยู่อย่างไร เพราะมีการควบคุมการทำนาปรังไปแล้ว” รศ.ดร.สุจริต ขยายความเพิ่มเติม

ในปัจจุบันน้ำต้นทุนสำหรับผลิตน้ำประปามีอยู่ราว 2,500 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่อีกประมาณ 1,400 ล้าน ลบ.ม. ต้องนำไปใช้ผลักดันน้ำเค็ม

สิ่งที่รออยู่ทั้งภาคเกษตร และน้ำกินน้ำใช้ในเมือง ประเด็นน้ำในปีนี้ จึงเป็นทั้งวิกฤติ และความท้าทายอย่างยิ่ง

 

ประชาธิปไตยหน้าแล้ง

“ข้อแรก จะต้องปล่อยน้ำทุกๆ 3 วัน แต่ก็จะต้องแลกกับการที่น้ำต้นทุนจะหมดลงเรื่อยๆ” วิศวกรน้ำจากจุฬาฯ เสนอทางเลือก

แต่สิ่งที่ต้องแลกมาก นอกจากปริมาณน้ำที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆ ก็คือการปันน้ำจากภาคเกษตร ซึ่งในปัจจุบัน ภาครัฐเองได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า “ไม่ให้น้ำ” ซึ่งหมายถึงจะปลูกหรือไม่ปลูกก็ได้ โดยที่ไม่มีเงินชดเชยรายได้ หากแต่นำไปลงกับการเสริมอาชีพแทน

ขณะที่อีกทางหนึ่งก็คือ “การลดน้ำใช้ระบบทดน้ำแจก”

“คือ แบ่งน้ำบางส่วนใน 400 ล้าน ลบ.ม.ที่มีอยู่ให้โซนเจ้าพระยามาบางส่วนส่งให้การประปา” เขาบอก

หลักประชาธิปไตยในน้ำ สำหรับ ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง ผอ.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. คิดว่า มิติการจัดการน้ำภายใต้กรอบคิดทำนองนี้ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

การจัดการน้ำของชุมชนต้องให้ความสำคัญกับชุมชน มองน้ำต้องมองเห็นคนไปด้วย

ที่ผอ.ฝ่ายวิจัยฯ จาก สกว. ตั้งข้อสังเกตแบบนั้นก็เพราะแต่ละภูมิภาคในประเทศไทยมีลักษณะทางกายภาพที่ไม่เหมือนกัน พฤติกรรมของคนก็ต่างกัน เมื่อคนเมืองมองเรื่องน้ำเป็นทรัพยากร ในขณะที่คนท้องถิ่นมองน้ำคือสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิต

ภายใต้คำว่า “แล้ง” เหมือนกัน การประเมินคุณค่ายังต่างกัน ดังนั้น การจัดระบบการจัดการ และร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันจึงน่าจะ “จำเป็น” กว่าการรอฟังจากหน่วยงาน หรือใครคนใดคนหนึ่ง

“บางทีนโยบายของรัฐบาลก็ล้มเหลว” เขาคิด แต่ความล้มเหลวก็ไม่ได้หมายความว่าจะล่มทั้งระบบ แต่ควรเป็นการมองย้อนกลับไปดูตัวเองของประชาชน และเกษตรกรในแต่ละท้องที่ด้วย

“ให้ชาวบ้านมาช่วยกันดูว่าน้ำมีปัญหาอย่างไรหากชาวบ้านมองไม่เห็นถึงปัญหาก็ยากที่จะได้รับความร่วมมือ ชุมชนต้องการการปรับตัว ด้วยกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง บทเรียนในเรื่องน้ำสำคัญต้องทำให้ชาวบ้านมองเห็นชีวิตน้ำ ชีวิตคน เห็นประโยชน์ของน้ำที่ไม่ใช่เราคนเดียวที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้”

เรื่องนี้ ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ นักวิจัยจากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.สมุทรสงคราม ยกตัวอย่างพื้นที่ชุมชนบางสะแก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ที่เขาทำงานอยู่ให้เห็นภาพอีกด้าน โดยยกเอาการ “มองน้ำ” มาเป็นหลักคิด

“คนบางสะแกจะมองเห็นแต่น้ำตรงตลิ่งตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมองเลยไปถึงน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ที่ จ.กาญจนบุรีอีกด้วย เพราะพวกเขาอยู่บนพื้นที่ปลายน้ำ ได้รับอิทธิพลของเขื่อนจากการระบายน้ำออกสู่ทะเลกระบวนการจัดการชาวบ้านต้องเข้าใจระบบนิเวศของตัวเอง และผสานกันระหว่างการจัดการในอดีต ปัจจุบัน เรียนรู้ที่จะปรับตัว ใช้กระบวนการวิจัยไปกระตุ้นผู้นำ ชาวบ้านให้เกิดการเรียนรู้ ให้สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้”

ยิ่งคำว่า “แล้ง” ด้วยแล้ว แต่ละพื้นที่ก็ไม่สามารถนิยามได้เหมือนกันทั้งหมด

เราจะพูดว่าแล้งแบบตัดเสื้อโหลไม่ได้ น้ำแล้งสำหรับคนแม่กลอง ไม่เหมือนน้ำแล้งของคนขอนแก่น หรือคนเชียงใหม่

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่เป็นรอยต่อระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็ม “แล้ง” ของคนปลายน้ำ จึงหมายถึง “ใช้น้ำไม่ได้” มากกว่า “ไม่มีน้ำใช้” ขณะที่สภาพทางกายภาพของพื้นที่ก็ไม่ได้ขาดน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น วิถีชีวิตของผู้คนแถบนี้จัดการ “น้ำเค็ม-น้ำจืด” กันเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

เมื่อเป็นอย่างนั้น นักวิจัยจากลุ่มน้ำแม่กลองจึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า “แล้ง” ของประเทศไทยนั้น “ไม่เท่า” และ “ไม่เหมือน” กันจริงๆ

 

จัดการวิจัย จัดการชุมชน จัดการน้ำ

เสียงเอะอะโวยวายยิ่งทำให้บรรยากาศการ “ลงแขกลงคลอง” ของชาวบางสะแกยิ่งคึกคักไปกันใหญ่

“เหมือนเราได้เห็นว่าเราละเลยอะไรไปบ้างครับ” มนัส บุญพยุง กำนันตำบลบางสะแกเล่าถึงเบื้องหลังของกิจกรรมดังกล่าว นอกจากการเป็นนโยบายจากทางจังหวัด ซึ่งเขา และสมาชิกทั้ง 7 หมู่ได้ร่วมกันทำมากว่า 3 ปีนั้น หลังจากเริ่มทำครั้งแรกพวกเขาจึงรู้ว่า ลำคลอง และลำประโดงที่ใช้เป็นทางน้ำหล่อเลี้ยงร่องสวนมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่านั้น ถูกละเลยมานานแค่ไหน

ยิ่งเมื่อได้แนวคิดการทำวิจัยท้องถิ่นมาเสริม ชุมชนจึงเริ่มจัดลำดับความสำคัญ และจำเป็นได้ ลำคลองสายต่างๆ และ ลำประโดง กว่า 60 ลำประโดงจึงถูกกลับมาพลิกฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง

“ลำประโดงก็ทำหน้าที่เหมือนแก้มลิงนั่นแหละครับ” เขาสรุปง่ายๆ

เมื่อน้ำหลาก เครือข่ายท้องร่องสวนที่ผูกกันกว่า 60 สายเหล่านี้จะทำหน้าที่ “ซับน้ำ” เอาไว้ ขณะที่หน้าแล้งน้ำทะเลหนุนสูง ก็เป็นลำประโดงอีกเช่นกันที่ทำหน้าที่ “ชะลอน้ำ” เพื่อให้น้ำมีใช้อย่างทั่วถึงทุกสวนในบริเวณนั้น

ขณะที่ ชาวแพรกหนามแดง ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก เลือกใช้วิธี บานหับเผย เพื่อรักษาระดับน้ำเค็ม-น้ำจืดไม่ให้เกินความจำเป็น และทำให้คนในชุมชนที่ใช้ชีวิตประกอบอาชีพอยู่บนพื้นที่ 3 น้ำ อย่าง น้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืดอยู่ร่วมกันได้

การจัดการน้ำทำนองนี้ ทางภาคอีสานก็มีเหมือนกัน แต่กระบวนการจัดการเป็นอะไรที่ไม่เหมือนกันเลย

ด้วยความที่ลักษณะชุมชนเป็นการใช้น้ำจากผิวดิน ชุมชนบ้านผาชัน ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี จึงใช้ บุ่ง หรือ “แอ่งน้ำ” ที่สามารถพบได้ทั่วไปในชุมชนเป็น “แหล่ง” ผันน้ำจากลำโขง และคำนวนปริมาณการใช้น้ำภายในชุมชนในแต่ละปีเพื่อสามารถประเมินความต้องการ และควบคุมปริมาณน้ำให้เพียงพอสำหรับทุกคนได้

“การบริหารจัดการของชุมชนในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการด้วยตนเอง ในชุมชนมีการจัดการที่สามารถดูแลกันได้ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีการจัดการที่แตกต่างกันและจัดสรรภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่” มัสยา คำแหง นักวิจัยท้องถิ่นในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี สรุปบทเรียนที่เธอได้จากชาวบ้าน

งานวิจัยทำให้ชาวบ้านรู้จักกับปัญหา รู้จักวิธีหาทางออกของปัญหาให้กับชุมชนโดยมี กระบวนการเรียนรู้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านมาผนวกกับเทคโนโลยีสารสนเทศ นำไปสู่การรวมตัวฝ่าวิกฤติการน้ำ เพื่อความมุ่งหวังในการสร้างและพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนในการจัดการน้ำ

ที่สำคัญชาวบ้านในชุมชนต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกของปัญหา ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของชุมชนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่แต่ละชุมชนต้องมองให้ออก

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ฤดูแล้ง59” นี้ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว

"แล้งฉุกเฉินต้นฤดูฝน 59 ความเสียหายเริ่มเกิดขึ้นแล้วสำหรับภาคเกษตร จะต้องช่วยกันประหยัดในครัวเรือน 20 เปอร์เซ็นต์ จะยืดการขาดน้ำได้อีก 1 เดือน ต้องทำเกษตรแบบยังชีพ และแบ่งปันจากหลายแหล่งน้ำ” รศ.ดร.สุจริตยืนยัน

ดังนั้น กระบวนการจัดการน้ำในท้องถิ่น โดยการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะกลายเป็นอีก “ทางเลือก” ในการสร้าง “ทางรอด” ให้ทุกพื้นที่ของประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤติแล้งในครั้งนี้ไปได้

อีกทั้งเป็นการตอกย้ำว่า น้ำเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำอย่างแท้จริง