สูดลมหายใจที่ ‘มิลาโน’

สูดลมหายใจที่ ‘มิลาโน’

ไวน์ อาหาร ดนตรี พิพิธภัณฑ์ แฟชั่น รวมทั้งนักล้วงกระเป๋ามือไว คือส่วนผสมที่ลงตัวของความเป็นเมืองใหญ่ในดินแดนที่ราบของแคว้นลอมบาร์เดียแห่งนี้

ประมาณการไว้ในแผนส่วนตัวว่า เมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจกับทีมงานคณะใหญ่ ผมตั้งใจอยู่ ‘อิตาลี’ ต่ออีกสักระยะหนึ่ง เพราะใจนึกกระหวัดไปถึงพื้นที่อื่นๆ อย่าง แคว้นปีเอมอนเต (Piemonte) หรือ แคว้นทอสกานา (Toscana) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไวน์สำคัญของโลก ถ้าได้ไปเที่ยวชมวินยาร์ดสัก 2-3 แห่ง ชิมไวน์ขบถแห่งทอสกานาสักขวด คงเป็นสุขล้ำ


แต่เอาเข้าจริงๆ ได้แวะไปแค่ ‘เวโรนา’ (Verona) (อย่างที่เคยบันทึกเป็น ‘รอยเท้านักเดินทาง’ มาฝากคุณๆ ก่อนหน้านี้) นั่นก็แสนจะรื่นรมย์แล้ว
อากาศที่ผมได้หายใจหลักๆ จึงอยู่ที่ ‘มิลาโน’ (Milano) นั่นเอง ที่นี่เป็นเมืองใหญ่ มีความจุของประชากรโดยรวม ราวๆ 4-5 ล้านคน บรรยากาศโดยรวมกระเดียดไปทางการค้าอยู่มาก แม้จะได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางแฟชั่นแห่งหนึ่งของโลกก็เถอะ


พวกเพื่อนๆ ที่เป็นคอศิลปะหน่อย หากได้ยินว่าผมเลือกอยู่ต่อที่มิลาโน คงส่ายหัว เพราะจะไปมีมนต์ขลังเหมือน อย่าง โรม (Rome) หรือ ฟิเรนเซ (Firenze) ได้อย่างไร ขณะที่พวกสายโรแมนติก ยิ่งโวยใหญ่ว่า ไหนๆ แกได้ไปเที่ยวถึง ‘เวโรนา’ แล้ว ทำไมไม่ต่อไปให้ถึงเมืองเวนิซ (Venice) เสียเลย


แต่ผมถือคติว่า มิลาโน หรือที่เราเรียกกันอย่างสนิทสนมน้อยลงหน่อยว่า ‘มิลาน’ ก็ยังน่าจะมีอะไรให้ค้นหาอยู่บ้างกระมัง


แล้วประสบการณ์จากเวลาที่เหลือในมหานครแห่งนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย

-1-


ในลักษณะของ ‘One Day Trip’ โดยใช้รถไฟในการเดินทาง พวกเรากลับจากเมืองเวโรนาถึงมิลาโนในค่ำวันนั้น ณ เซ็นทรัล สเตชั่น ที่มีผู้คนเนืองแน่นมากมาย ผมแยกย้ายกับพี่ๆ เพื่อนๆ เพื่อเดินทางกลับโรงแรมคนเดียว


หลังจากหยอดเหรียญซื้อตั๋วรถไฟขาเดียวจากตู้ขายอัตโนมัติ ตั้งใจว่าจะไปลงย่าน ‘มาเจนตา’ แถวๆ โบสถ์ Church of Santa Maria delle Grazie ที่มีภาพจิตรกรรมชื่อก้องโลก The Last Supper ของ ลีโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo Da Vinci) ตั้งอยู่ ณ ขณะนั้น ผมไม่ได้ฉุกใจเลยว่าจะเกิดเรื่องตื่นเต้นมาเล่าให้ฟัง


อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า อิตาลีนั้น ขึ้นชื่อในเรื่องฝีมือของนักล้วงกระเป๋า ทั้งมือเบา มือไว และมีกลเม็ดเด็ดพรายมากมาย ผมเองแม้จะระวังตัว ก็แทบจะเสียท่าไปแล้วในวันนั้น


วิธีการของพวกเขา คือการทำเป็นขบวนการ โดยพุ่งเป้าไปยังนักท่องเที่ยวหรือคนต่างถิ่น จากนั้นใช้จังหวะทีเผลอ เบี่ยงเบนความสนใจ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เพื่อหยิบฉวยสิ่งที่ต้องการ ก่อนจะหายไปในกลีบเมฆ


แต่ในกรณีของผมนั้น เกิดขึ้นระหว่างกำลังขึ้นบันไดเลื่อนของรถไฟใต้ดิน เกือบจะสุดสายพานแล้ว คนข้างหน้าตัวใหญ่ดันทำแว่นตากันแดดหล่นลงตรงปลายเท้า ณ จังหวะที่ถึงจุดสิ้นสุดของบันไดเลื่อนพอดี เขายังก้มลงหยิบครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็หยิบไม่ได้เสียที ในระหว่างนั้น ผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้านหลังเริ่มเคลื่อนไหวพรวดพราดไปทางขวาของผม แต่ก็มีกระทาชายนายหนึ่งยังยืนอยู่ฝั่งขวาอย่างแนบชิด


จังหวะนั้นผมพลันนึกได้ว่า นี่น่าจะเป็นกลลวงให้เราสนใจคนที่บังเราอยู่ข้างหน้า แถมยังทำให้เราติดกับ ขยับไปไหนไม่ได้ ขณะที่คนตัวเล็กๆ ขวามือ พยายามล้วงเข้ามาในกระเป๋ากางเกงของผม ผมจำได้ดีว่า ความเคลื่อนไหวนั้นช่างแผ่วเบาและรวดเร็วอย่างยิ่ง พอคิดได้แบบนั้น ด้วยความโกรธ ความกลัว และความตื่นเต้นระคนกัน ผมรีบจับกระเป๋าเงินตัวเองเอาไว้ แล้วส่งเสียงดังโวยวายขึ้นมาทันที


“คุณกำลังจะทำอะไร คุณจะล้วงกระเป๋าผมเหรอ ใครสักคนแจ้งตำรวจที !”


โชคดีที่ผมเสียงดังมากพอ จะทำให้คนรอบข้างรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงชั่วพริบตาเดียว เจ้านักล้วงกระเป๋าตัวเล็กผละหลบออกมาทันที เช่นเดียวกันกับยักษ์ใหญ่ตนนั้น มันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้


สำรวจดูเงินในกระเป๋าตังค์ ทุกอย่างยังอยู่ครบ แต่ใจก็วูบหล่นไปอยู่ตาตุ่มแล้ว เมื่อคิดได้ว่า หากหายไปทั้งใบ แล้วเราจะเหลืออะไร

-2-


ก่อนออกจากสถานีรถไฟ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถามรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย คุยกันรู้เรื่องบ้าง-ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่พอได้ใจความว่า ไอ้ยักษ์กับไอ้แคระคู่นี้นั้น เคยก่อคดีมานับไม่ถ้วนแล้ว และ “คุณเป็นคนโชคดีมากที่มันเอาอะไรไปไม่ได้ เพราะก่อนหน้านั้น ทุกคนเสร็จหมด”


ผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์ให้ฟังว่า ปกตินักล้วงกระเป๋ามักก่อเหตุกับนักท่องเที่ยวที่อยู่ลำพังคนเดียวเป็นหลัก วิธีการที่ปลอดภัย คือเราต้องอำพรางตัวให้เหมือนคนท้องถิ่น ถึงหน้าตาจะเป็นมองโกลอยด์ แต่นั่นยังดูไม่ออก เพราะเป็นไปได้ที่เราอาจจะทำงานหรือเรียนหนังสือที่นี่ กล่าวคือ ไม่ทำตัวให้เป็นจุดเด่น เช่น ไม่เดินถือแผนที่ดูทาง ไม่ซื้อตั๋วรถไฟครั้งต่อครั้ง ให้เลือกใช้ตั๋ววันหรือตั๋วสัปดาห์ไปเลยเพื่อลดความเสี่ยง เพราะพวกนี้มักมองหาเหยื่ออยู่ตามตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ บางทีก็แสร้งมาช่วยเหลือ หรือขอความช่วยเหลือ เป็นต้น


ในที่สุด ราว 4 ทุ่มของค่ำวันนั้น ผมก็กลับถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ นี่คือโรงแรมบูติกเล็กๆ ใจกลางเมือง ในทำเลพิเศษสุด เพราะอยู่ติดกับที่ตั้งของภาพจิตรกรรม The Last Supper เพียง 300-400 เมตร ผมภูมิใจมากกับการจองได้ในราคาพิเศษ โดยใช้แอพพลิเคชั่น booking.com ซึ่งพี่ชาย นามว่า ดำรัส โรจนพิเชษฐ์ แนะนำให้ใช้ เพราะสามารถยกเลิกก่อนวันเช็คอินได้ถึง 1 สัปดาห์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แถมระบบเซิร์ฟเวอร์ก็ค่อนข้างเสถียร ให้ข้อมูลต่างๆ ชัดเจน ทั้งสถานที่ตั้งและสภาพห้องพัก


จากประสบการณ์ได้เดินทางไปไหนมาไหนด้วยตัวเองอยู่บ้าง ผมพึงใจพักโรงแรมใจกลางเมืองมากกว่า เพราะสามารถสัญจรได้สะดวก ทั้งนี้ การเลือกไปพักอยู่ตามโรงแรมย่านชานเมือง โดยแลกกับขนาดห้องพักใหญ่ๆ ยังหมายถึงค่าใช้จ่ายแท็กซี่ราคาแพงที่ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณคิดจะเริงราตรีอย่างถึงที่สุด


หลังจากไขกุญแจเข้าห้องพัก แต่ใจยังไม่หายตื่นเต้นดี เลยลงไปที่ฟรอนท์ของโรงแรม พบพนักงานคนหนึ่ง มีโอกาสเล่าให้ฟังว่าไปเจออะไรมา หนุ่มพนักงานหยิบไวน์แดงออกมาขวดหนึ่ง แล้วบอกว่า


“เอาขวดนี้ไปดื่ม เพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจ ถือเป็น complimentary จากเรา ตอนนี้ คุณสอบผ่านหลักสูตรผจญภัยเมืองมิลาโนมาเรียบร้อยแล้ว”

-3-


ไวน์แดงจากแคว้นเวเนโตช่วยให้หลับสบาย ก่อนจะตื่นมาพบกับอาหารเช้าแบบโฮมเมดของโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งน่าประทับใจสุดๆ ทั้งขนมปังอบหลากชนิด โยเกิร์ต ผลไม้ และรสชาติของกาแฟชั้นดี พอช่วยคลายความตื่นเต้นลงไปได้บ้าง วันนี้พร้อมอีกครั้งสำหรับการผจญภัย


สำหรับ มิลาโน แล้ว เราต้องเริ่มต้นที่จัตุรัส Pizza del Duomo ซึ่งใกล้ๆ กันนั้นคือที่ตั้งของสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ในแบบโกธิค ที่มีชื่อเรียกว่า มหาวิหารแห่งมิลาน หรือ The Duomo Cathedral นั่นเอง ที่นี่เป็นเสมือน ‘หัวใจ’ ของเมืองๆ นี้ เพราะใครต่อใครในมิลานนิยมนัดมาพบปะกันที่นี่ แถมในช่วงฤดูร้อน ยังมีฟรีคอนเสิร์ตคลาสสิกโดยศิลปินระดับโลกให้ชมกันอีกด้วย


ตามสถิติ ดูโอโม มีผู้เยี่ยมชมปีละ 5 ล้านคน เริ่มสร้างในปี 1386 แต่กว่าจะสร้างเสร็จก็กินเวลากว่า 5 ศตวรรษ (ถูกต้องครับ คือใช้เวลา 500 ปี) โดยยอดสุดของมหาวิหาร อาร์คบิช็อพ Giuseppe Pozzobonelli ได้กำหนดให้มีรูปปั้นของพระแม่มาเรียรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ (Our Lady of the Assumption) ในชื่อ Madonnina สูง 4.16 เมตร ซึ่งสร้างเสร็จในปี 1769 รวมความสูงที่ระดับยอดเท่ากับ 108.5 เมตร


ไม่ไกลกันออกไปคือ Vittorio Emanuele II Gallery โครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างโลหะและกระจก สร้างขึ้นช่วงปี 1865-1867 รูปทรงเป็นกางเขนตัดออกเป็น 8 มุม โดยมียอดโดมสูง 47 อยู่ตรงกลาง ที่นี่เป็นแหล่งรวมช็อประดับซูเปอร์แบรนด์ทั้งหลาย และคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว


ใครไม่สนใจช็อปปิ้ง ในพื้นที่ใกล้ๆ กันยังมี Palazzo Reale หรือ Royal Palace ซึ่งหลังจากเดินกันจนเมื่อย ยังมีมุมร้านกาแฟอันเงียบสงบให้เสพบรรยากาศ หรือจะหลบมาชมผลงานศิลปะร่วมสมัย ใน Museo del Novecento ซึ่งรวบรวมผลงานของศิลปินอิตาเลียนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไว้ บนพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร


ทางเหนือของ มหาวิหารดูโอโมขึ้นไป คือ จัตุรัส Piazza Della Scala จุดเด่นอยู่ตรงมีอนุสาวรีย์ ลีโอนาร์โด ประดิษฐานอยู่
ชื่อ ‘สกาลา’ ย่อมบ่งบอกถึง Scala Theatre โรงละครสำคัญ โดยตลอดช่วงเวลากว่า 200 ปีที่เปิดการแสดงมาตั้งแต่ปี 1778 ที่นี่เป็นสถานที่ที่บรรดาอัครมหาศิลปินทั้งหลายได้ขึ้นไปถ่ายทอดความงดงามของพลังการแสดงและดนตรีมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง อย่าง Maria Callas ; Enrico Caruso ; Luciano Pavarotti คีตกวี อย่าง Verdi ; Rossini และวาทยกรผู้ยิ่งใหญ่ Arturo Toscanini


คอเพลงคลาสสิก เมื่อมาถึง มิลาโน แล้ว ก็ต้องตีตั๋วไปชมความยิ่งใหญ่ของสกาลา กับการแสดงดนตรีที่คัดสรรมาแล้ว ขึ้นอยู่กับว่านั่นเป็นช่วงของการแสดงโอเปร่าเรื่องใด

-4-


เมื่อเอ่ยถามนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ระหว่างเธอกำลังคนแก้วน้ำตาลในถ้วยกาแฟในคาเฟย่านเมืองเก่า ‘เบร์รา ควอร์เตอร์’ (Brera Quarter) ว่า เสน่ห์ของมิลาโน อยู่ตรงไหน แม้ภาษาอังกฤษไม่เลิศเลอ แต่อย่างน้อย ๆ เจ้าตัวพูดออกมา 3 คำ อย่างกระชับความ


“พิพิธภัณฑ์ แฟชั่น อาหาร”


ทั้งที่มีจำนวนนับไม่ถ้วน แต่พิพิธภัณฑ์เมืองนี้มีชีวิต เพราะเขารู้จักการอนุรักษ์ และการนำเสนอ แถมยังดำเนินกิจกรรมไปให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน ยกตัวอย่างปราสาท Sforzesco Castle ที่มีนิทรรศการหมุนเวียนให้ชมไม่รู้เบื่อ ขณะที่นิทรรศการถาวร อย่างเครื่องดนตรีโบราณ ณ ชั้นสองของอาคารหลักนั้นก็นับว่าสุดยอด เป็นการแสดงให้เห็นพัฒนาการของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องสาย ที่อิตาลีมีชื่อเสียงมาแต่ไหนแต่ไร
ส่วนของแฟชั่น คนอิตาเลียน เรียกพื้นที่อันเป็นแหล่งชุมชนนี้ว่า Quadrilatero delle Moda แปลได้ว่าเป็น ‘เขตของแฟชั่น’ ซึ่งประกอบด้วย Via Montenapoeone ; Via delle Spiga ; Via Sant’ Andrea ; Via Manzoni ซึ่งทั้งคนมิลานีส และนักท่องเที่ยวต่างมาช็อปแบรนด์ของนักออกแบบท้องถิ่นที่นี่เนิ่นนานมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้ว


แทบไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอาหารอิตาเลียน ที่ทรงอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนทั้งโลก ค่ำวันหนึ่ง ผมมี น้องจอย หญิงสาวชาวไทยที่มาทำงานในมิลาโน ดั้นด้นพาไปชิมถึงร้านอาหารต้นตำรับ ณ ริมคลองหลัก หรือ The Naviglio Pavese ในบรรยากาศของการดื่มด่ำรสชาติพาสตากับไวน์แดงอิตาเลียนที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัว


สำหรับ The Naviglio Pavese ปกติมักจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งชาวมิลานีส และนักท่องเที่ยวต่างแดนยามเย็น ที่จะมาเสพความงามของตะวันตกดิน แสงสีส้มที่ทาบลงบนพื้นน้ำดูสวยงามยิ่งนัก


อิ่มหนำสำราญจากอาหารอิตาเลียน ราตรีนี้ยังยาวไกล เมื่อเราตั้งใจไปชมการแสดงของนักดนตรีท้องถิ่นที่ร้าน ‘บลูส์ เฮาส์’ ในย่าน Via Sant’Uguzzone ที่ไกลออกไปย่านชานเมือง ไปสัมผัสกับพื้นที่ความบันเทิงแบบท้องถิ่นที่ไม่มีตัวฤทธิ์ (tourist) กล้ำกราย


เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่ปราศจากนักท่องเที่ยว จึงไม่มีอะไรต้องกังวล ทั้งที่เป็นยามวิกาล ร้านบลูเฮาส์ เป็นบาร์ที่เปิดดึก แต่กลับไม่มีแท็กซี่แม้แต่คันเดียว เราเลยต้องนั่งรอรถประจำทางรอบดึกอยู่นาน ก่อนจะขึ้นไปลงในพื้นที่ใจกลางเมือง แล้วเรียกรถแท็กซี่กลับโรงแรมในที่สุด