จากหอศิลป์ลำปาง เดินไปบ้านหม่องยี

จากหอศิลป์ลำปาง เดินไปบ้านหม่องยี

ลำปางช่วงเดือนมีนาคม หนาวจนเหงื่อจับตัวเท่าเม็ดส้ม แต่ก็ยังมีลมโชยโกรกมาพอให้เม็ดเหงื่อสั่นได้บ้าง

ช่วงใกล้เย็นจนถึงหัวค่ำอากาศกลับเย็นสบาย เหมาะแก่การเดินชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่อยู่สองข้างทางใน กาดกองต้า


จุดเริ่มต้นเดินเท้าเข้าหัวตลาดอยู่ที่ หอศิลป์ลำปาง ซึ่งก่อตั้งโดยมูลนิธินิยม ปัทมะเสวี ตั้งอยู่ที่ถนนตลาดเก่า ตำบลสวนดอก อำเภอเมือง เป็นหอศิลป์เรือนไทยเล็กๆ ที่ตั้งถัดจากสถาปัตยกรรมโบราณอย่าง อาคารฟองหลี ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นร้านกาแฟติดแอร์ไปแล้ว แต่โครงสร้างยังคงเป็นอาคารโบราณ 2 ชั้น ฉลุลายโปร่ง ให้ความรู้สึกเหมือนโรงเตี๊ยมแบบจีนผสมไทย


หลังจากชมอาคารฟองหลีหรือแวะเข้าไปจิบกาแฟเย็นคลายร้อนแล้ว ก็เดินตรงเข้ามาในหอศิลป์กันสักที เมื่อเดินเข้ามาหน้าประตูจะพบกับ ศาลาโคมศรี ที่มีโคมหลายขนาดและหลากสีสัน แขวนพลิ้วปลิวไสวอยู่แน่นศาลาไปหมด


ที่นี่มีการสาธิตทำตุงและโคมศรีล้านนา ใครสนใจสามารถขอลองทำได้ หรือจะเดินขึ้นเรือนไม้เข้าไปชมงานศิลป์ด้านบนก็ไม่หวง ไม่เสียค่าเข้าชมใดๆ ซึ่งภายในจัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียน ทั้งจากศิลปิน นักเรียน นักศึกษา เป็นพื้นที่เปิดกว้างทางความคิดสร้างสรรค์ให้กับทุกคน ทั้งผู้ที่สนใจงานศิลปะและตัวศิลปินเอง มากี่ทีก็ไม่เบื่อแน่นอน


แดดร่มลมตก ออกเดินทางกันต่อ เดินนับก้าวได้เพียง 5 ก้าว แค่เงยหน้ามองซ้ายมองขวาก็จะพบกับตึกโบราณหน้าตาคุ้นเคย เป็นบ้านปูนยุโรปแบบในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พิเศษตรงที่มีกลิ่นอายเชื้อสายจีนปนพม่าแฝงอยู่อย่างกลมกลืน นั่นคือ บ้านคมสัน ตึกยุโรปสีเหลืองไข่ แค่เดินออกมาจากหอศิลป์ก็สังเกตเห็นได้ไม่ยาก จากนั้นเดินเตร่ไปที่เซ็นเตอร์พอยท์ลำปาง (เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน) ที่อาคารเยียนซีไท้ลีที ห้างสรรพสินค้าที่มีน้ำมะเน็ตขาย (lemonade) สังเกตง่ายๆ คือแหงนหน้ามองจั่วกลางอาคาร จะเจอโลโก้ตราหนูเหยียบลูกโลกกำกับด้วยปี พ.ศ.1913 ถึงกับต้องยืมนิ้วเพื่อนมานับพุทธศักราชเลยทีเดียว


ระหว่างทางยังมีบ้านแม่แดง บ้านทนายความ บ้านอนุรักษ์ เดินไปจนถึงอาคารหม่องโง่ยซิ่น ที่อยู่ตรงข้ามอาคารกาญจนวงศ์ บ้านทรงขนมปังขิงสีครีมตัดดำ งานฉลุลายไม้ที่ชั้นบนและหน้าจั่วบ้านสะดุดตาจนต้องหยุดมอง ซุ้มโค้งเหนือประตูฉลุลายละเอียดลออ ดูหรูหรา หน้าบ้าน(ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหน้าร้านไปแล้ว) มีขนมถ้วยให้นั่งแคะ ทานเล่นๆ แก้เหนื่อย ยิ่งตอนมีตลาดยิ่งครึกครึ้น


แต่เส้นทางยังไม่จบ อย่าพึ่งนับก้าว เดินยาวๆ ไปจนถึงสี่แยกใจกลางตลาด แล้วเลี้ยวขวา ถ้ากลัวหลงก็ให้มองที่ตึกแถวไม้ เดินมาหน่อยจะเจอบ้านเลขที่ 9 ที่มีซุ้มประตูบ้านกระสินธุ์ ของตระกูลโรจนศักดิ์ บ้านไม้สไตล์โคโลเนียล ที่ตอนนี้ใต้ถุนบ้านถูกปรับปรุงเป็นร้านกาแฟแบบเปิดโล่ง เดินต่ออีกหน่อยจะถึงจุดสุดท้ายของเส้นทางเดินเที่ยวกาดกองต้า นั่นก็คือ บ้านบริบูรณ์


บ้านบริบูรณ์ เป็นบ้านไม้ทรงยุโรป ฉลุลายไม้แบบพม่าสีเขียวอมฟ้านวลๆ เดิมบ้านนี้เป็นบ้านของนายหม่องยี ชาวพม่า ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นนายใหญ่ บริบูรณ์ ซึ่งเดินทางเข้ามาทำงานค้าไม้ให้ชาวอังกฤษในประเทศไทย เนื่องจากหม่องยีเป็นคนขยัน ค้าขายเก่งจึงได้เป็นเฮดแมน (headman) ของหลุย ที.เลียวโนเวนส์ อีกทั้งยังเป็นผู้มีอิทธิพลและมีฐานะทางสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในลำปาง เป็นพ่อค้าไม้ที่มีทั้งช้าง ม้า วัว ควาย จึงได้รับหน้าที่เป็นกัมปะโดหรือคนกลางระหว่างธนาคารกับผู้กู้ของแบงก์สยามกัมมาจลในสมัยที่ท่าน ม.ร.ว ศึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้จัดการแบงก์คนแรกของลำปาง


เรื่องราวความรุ่งเรืองของลำปางในอดีตที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าของภาคเหนือ มีเส้นทางคมนาคมหลักทางเรือ ซึ่งนำพาพ่อค้าแม่ขายจากทั่วทุกสาระทิศมารวมตัวกัน ทั้งจีน อินเดีย พม่า แม้กระทั่งฝาหรั่งมังค่าจากยุโรป เดินขวักไขว่ไปทั่วกาดกองต้า เราสามารถเห็นได้จากภาพวาดขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ที่ฝาบ้านในห้องโถงกลาง โดยมีบ้านบริบูรณ์อยู่ใจกลางรูป ขณะที่นายหม่องยีกำลังทำธุระอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นท่านคึกฤทธิ์กำลังนั่งรถม้าลำปาง ถือสมุดจากแบงก์สยามกัมมาจลมาหานายหม่องยี ซึ่งมาพร้อมกันกับหลุย ที.เลียวโนเวนส์ ที่เดินมาถึงก่อนไม่นานนัก


ชมบ้านชั้นล่างแล้วก็ต้องไปต่อที่ชั้นบน โถงบ้านกว้างและโล่ง มีการจำลองบรรยากาศและจัดแสดงรูปของนายหม่องยีและภริยา รวมถึงพระพุทธรูปจากพม่า แม้โถงชั้นบนจะโล่งไปหน่อยแต่ระเบียงด้านหน้าบ้านก็ทำให้มองเห็นว่าแม่ค้าเริ่มตั้งตลาดแล้วผู้คนก็เริ่มหนาตา แสงไฟจากร้านค้ากำลังเปิดจ้าทีละดวงจนสว่างไสวไปทั่วถนน


เสียงดนตรีไทยประโคมดังมาจากหลังบ้านทำให้ต้องรีบเปิดประตูทางระเบียงหลังเพื่อออกไปดูว่าชั้นล่างนั้นมีอะไร ตลาดขนาดย่อมตั้งร้านอยู่ที่สวนหลังบ้าน ขับกล่อมด้วยดนตรีไทยของเยาวชน บรรยากาศในงานด้านล่างทำให้นึกถึงวังในสวนแบบละครหลังข่าวอย่างเรื่องเทพบุตรจุฑาเทพ ผู้คนกำลังเคลื่อนไหวไปกับตลาดจำลองเล็กๆ ซึ่งก็ทำให้แอบคิดในใจว่า คุณชายสักคนในจุฑาเทพจะออกมาเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน


พื้นที่เล็กๆ ที่สนามหญ้าหลังบ้านบริบูรณ์กำลังมีโครงการทำตลาดจำลองเรียกว่า “กาดมั่ว” ซึ่งหมายถึง ตลาดที่ขายกันมั่วไปหมด ทั้งยังจะมีการแสดงและทำเป็นนิทรรศการหมุนเวียนที่มีชีวิตและจำหน่ายอาหารมีให้ทานระหว่างชมการแสดง ซึ่งบ้านบริบูรณ์จะเริ่มเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนเมษายนก่อนเทศกาลสงกรานต์ปีนี้


ชมบ้านบริบูรณ์จนทั่วก็ค่ำได้ที่ เดินออกมาจับจ่ายที่ตลาดคนเดินกาดกองต้า ซึ่งจะมีนัดกันทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์ โดยการใช้เส้นทางที่ผ่านมาเป็นเส้นทางเดินเท้ากลับไปที่จุดเริ่มต้น หลายคนเริ่มส่งเสียงบ่นว่าดูแล้วจะดูอีกทำไม แต่ถ้าใครถอดใจไม่กลับทางเดิมก็อาจเสียใจได้ เพราะกาดกองต้าตอนเช้ากับตอนเย็นต่างกันโดยสิ้นเชิง ตึกเก่าที่เคยเดินผ่านมาแล้ว ก็นึกว่าเป็นตึกใหม่ที่ยังไม่ได้ชม อาจเป็นเพราะมุมมอง ผู้คน ช่วงเวลา ที่ทำให้สถานที่เดียวกันดูแปลกไปถนัดตา ยิ่งเดินกลับมาที่หอศิลป์ลำปาง ยิ่งสวยจนต้องร้องว้าว เพราะศาลาตุงเงียบๆ ในตอนกลางวัน กลายเป็นดงโคมศรีลำปางสว่างไสวไปทั่วศาลา สีเขียว สีชมพู สีเหลือง ที่สว่างจ้าอย่างเด่นชัดจากหลอดไฟที่ส่องแสงออกมาจากตัวโคม


บางครั้งการท่องเที่ยวก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหนะ ลองเดินเที่ยวในสถานที่ใกล้ๆ เราอาจจะค้นพบที่เที่ยวใหม่ๆ ที่หลายครั้งเราอาจจะขับรถผ่านไปโดยไม่ได้สนใจ จนทำให้เราพลาดเรื่องราวดีๆ อะไรหลายอย่าง เหมือนกับกาดกองต้า จังหวัดลำปาง ถ้าไม่ลองเดินดู ก็คงไม่เห็นของดีที่อยู่ข้างทาง