STRONG ไหม ไทยดีไซเนอร์

STRONG ไหม ไทยดีไซเนอร์

นโยบายส่งเสริม ‘ไทย’ สู่ศูนย์กลางแฟชั่นของอาเซียนในปี 2559 ลองถามดีไซเนอร์ไทยหรือยังว่า.. ไหวไหมกับเป้าหมายนี้

จากบันไดสยามเซ็นเตอร์อันเป็นภาพสะท้อนสตรีทแฟชั่นกับแบรนด์ในตำนานซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจแฟชั่นเสื้อผ้าสำเร็จรูป (เรดี้ ทู แวร์ - Ready to wear) ของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น Tirapan โดย ธีระพันธ์ วรรณรัตน์, Duangjai Bis โดย กีรติ ชลสิทธิ์ , Pichita โดย พิจิตรา บุญยรัตพันธ์, Ong-Art Niramon โดย องอาจ นิระมล, Gable by Prinya และ The Legend โดย ปริญญา มุสิกมาศ

ร่วมด้วยแบรนด์ขวัญใจวัยรุ่นยุคนั้นอย่าง Soda Pop โดย กบ-เมนาท นันทขว้าง, Theatre โดย จ๋อม-ศิริชัย ทหรานนท์, Flynow โดย สมชัย ส่งวัฒนา จนถึง Greyhound ของ ภาณุ อิงคะวัติ ฯลฯ ที่เคียงบ่ากันมาในช่วงยุค 80's

จนเมื่อเข้าสู่ยุค 90's วงการแฟชั่นไทยก็ได้ทัพเสริมอย่าง Time's End ของ ชนะชัย จรียะธนา, Good Mixer โดย ชัยชน สวันตรัจฉ์, Anurak โดย อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์, Senada ของ ชลิตา ปรีชาวิทยากุล แล้วยังมี Zenith โดย อดิศักดิ์ โรจน์ศิริพันธ์ ร่วมด้วย Flynow โดย ชำนัญ ภักดีสุข

ก่อนจะข้ามผ่านสู่ยุคมิลเลนเนียมด้วยแห่งปี 2000s ด้วยสไตล์ Avant Garde ที่แฟนตาซี ซับซ้อน และแปลกใหม่ เกิดเป็นแบรนด์ดังอย่าง Issue, Tube Gallery, Kloset, Sretsis และ Disaya

“เราเดินทางมาไกลมาก 40 ปีแล้ว แต่หนทางก็ยังอีกยาวมาก กว่าจะถึงจุดที่เราอยากไปให้ถึง แล้วเราก็ไปโดยลำพังไม่ได้” หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา นายกสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Asava เอ่ย ระหว่างพูดคุยถึงงาน ‘WE BELIEVE IN THAI DESIGNER’ ที่กำลังมีนิทรรศการบอกเล่าไทม์ไลน์วงการดีไซเนอร์ไทย ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2559 ณ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์

เขาเล่าถึงเส้นทางที่ได้เห็นรุ่นพี่ฝ่าฟันกันมา ตั้งแต่ยังเย็บจักรกันหลังบ้าน งานยังไม่มีคอลเลคชั่น ทำวันนี้ ขายพรุ่งนี้ เสร็จเมื่อไหร่ก็เอามาวางขาย สปริง/ซัมเมอร์ เป็นอะไรที่ไม่อยู่ในความคิด จนเมื่อดีไซเนอร์เริ่มรวมกันเหนียวแน่นขึ้น เริ่มมีงานแฟชั่นวีค เริ่มมีบายเออร์ต่างชาติเข้ามาดู ขณะเดียวกันนิตยสารแฟชั่นก็เริ่มบูม ตลาดก็กว้างมากขึ้น คนเห็นดาราใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ขึ้นปกหนังสือ ก็เริ่มถามหาว่า ซื้อจากที่ไหน

จนมาสู่ ‘วันนี้’ ที่โลกแฟชั่นไร้พรมแดน แบรนด์ไทยแบรนด์นอกตั้งร้านประจันหน้ากัน แถมยังมีเจ้าเล็กเจ้าน้อยกระโดดลงมาขายผ่านช่องทางออนไลน์ ในขณะที่รัฐบาลก็ประกาศอยากจะให้ประเทศไทยเป็น ‘ฮับ’ แห่งอุตสาหกรรมแฟชั่นของอาเซียน

..เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ เขาตอบโดยเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า “ถ้าเปรียบกับตลาดโลกเมืองไทยก็ยังเป็นได้แค่ประตูน้ำ เป็นได้แค่สำเพ็ง คนมาประเทศไทยเห็นแล้วของสวย แต่พอถามราคาก็ไม่ซื้อ เหมือนเราเดินเข้าไปสำเพ็ง เจอเสื้อตัวละสองหมื่นบาทเราก็ไม่อยากซื้อ ทั้งๆ ที่เสื้อตัวนั้นมันสวยจัด”

แน่นอนว่า มุมคิดที่ว่า “แบรนด์ไทยชอบขายแพง” มักปรากฏขึ้นอยู่เสมอ เรื่องนี้ ภาณุ อิงคะวัติ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เกรฮาวด์ ยืนยันว่า ถ้าลดราคาได้ก็ทำไปแล้ว!

"ตอนนี้ภาพลักษณ์ของประเทศ มันเน้นที่ความถูก โอเค มีดีอยู่ด้วย แต่ต้องถูก มีเพื่อนคนนึงไปขายงานเทรดแฟร์ที่ฝรั่งเศส บายเออร์เดินเข้ามาดู โห.. เสื้อสวยจัง ขายเท่าไหร่ พอบอกราคาไป เขาถามว่า คุณตั้งราคาเท่านี้ได้ยังไง คุณมาจากเมืองไทย!!! เสียดายไหมล่ะ.. มันเป็นแบบนี้ตลอด" ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Greyhound เอ่ย

“ด้วยขั้นตอนการทำงาน กระบวนการทำงาน และสเกลการทำงาน ทำให้เราแพงกว่ฟาสต์แฟชั่น ไม่มีใครชนะฟาสต์แฟชั่นได้อยู่แล้ว เสื้อแบบนึง ผลิตแสนตัว กับแบบนึง ผลิตร้อยตัว ต้นทุนมันต่างกันเยอะ” พลพัฒน์เอ่ยเสริม

เมื่อตั้งราคาสูงไม่ได้ ย่อมส่งผลต่อคุณภาพงาน เช่นที่ ภาณุ โอดว่า จะใช้ผ้าที่ดีหน่อยก็ไม่ได้ จะปัก จะทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วยิ่งพอตลาดเปิดเสรี สินค้านอกทะลักเข้ามา แต่เราไม่สามารถดูแลแบรนด์ไทยเราได้ สุดท้ายแบรนด์ไทยก็จะกลายเป็นสินค้าถูกลงไปเรื่อยๆ หรือคุณภาพแย่ลง “แล้วเราจะเหลืออะไร?” เขาตั้งคำถาม

"ในขณะที่ จุดมุ่งหมายของรัฐบาลดี๊ดี ที่บอกว่า อยากเป็นครีเอทีฟฮับ ให้เราเป็นลีดเดอร์ในด้านความคิดสร้างสรรค์ แต่กลับไม่มีอะไรเข้ามาช่วยเสริม ขณะที่เกาหลีทำสำเร็จภายในสิบปี มันมาจากการสนับสนุนและวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนของรัฐบาลตลอดเวลา ของแบบนี้มันไม่ได้ทำแค่ปีสองปี และต้องยอมรับว่า คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์เยอะ แต่เราก็มีจุดอ่อนเรื่องการทำธุรกิจ ตื่นขึ้นมาอีกที.. ตายแล้ว ขาดทุน เงินไม่พอ

แล้วที่เป็นอยู่ตอนนี้ บอกได้เลยว่า เราอยู่ในระบบ ปากกัดตีนถีบ คุณเป็นดีไซเนอร์ คุณต้องดูแลธุรกิจด้วย ดูแลร้านด้วย หลายอย่างมาก ในขณะที่เมืองนอก เขามี Fashion System คนดูแลธุรกิจก็ดูไป ฝั่งดีไซน์ก็ดีไซน์ไป แต่บ้านเรา ตัวใครตัวมัน ช่วยตัวเองได้ก็ทำไป ช่วยตัวเองไม่ไหว ก็เจ๊งไป" ภาณุ กล่าวเสริม

เติมความเจ็บของวงการแฟชั่นไทยโดย กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Vogue Thailand ที่กล่าวบนเวทีเสวนา “The Ideopolis Talk” ซึ่งจัดโดย สยามเซ็นเตอร์ และ สมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพ ว่า "ไม่มีแบรนด์ไทยแบรนด์ไหนที่ไม่ลงทุนเอง แบรนด์ asava ยังต้องลงทุนเองเลย แล้วถ้าเกิดว่า asava ไม่มีคุณพ่อที่มีสตางค์ล่ะ.. แต่อเล็กซานเดอร์แวง หม่าม้าขายของอยู่ไซน่าทาวน์ มีคนเห็นงานเขา ถูกใจ ลงทุนเลย แต่นักลงทุนไทย ไม่เคยคิดว่าแฟชั่นเป็นธุรกิจ"

ในความเห็นของ พลพัฒน์ เขามองว่า ทุกวันนี้ การที่พายังก์ดีไซเนอร์ออกไปโชว์งานในต่างประเทศ แม้จะมีข้อดีในแง่ของการเปิดหูเปิดตา แต่หากรัฐยังไม่ได้ Groom ดีไซเนอร์เหล่านี้ให้มีความพร้อมเพียงพอ ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งเด็กอนุบาลไปแข่งในสนามโอลิมปิกที่กลับมายังไงก็แพ้

ตบท้ายด้วยคำตอบจาก ภาณุ ในฐานะพี่ใหญ่ของไทยแบรนด์ว่า

“เราต้องการผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ เพราะทุกวันนี้ก็ทำกันไป คลำกันไป แต่เราไม่รู้เลยว่า เราขาดอะไร ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเขาชี้ให้เราเห็นจุดอ่อนของเราได้”

แบรนด์ไทย ไปนอก!

ในสมรภูมิที่ใครต่างบอกว่า ‘เหนื่อย’ แต่ก็ยังมีสองดีไซเนอร์ไทยเลือดใหม่ ที่มาแรงแซงโค้ง สามารถขึ้นไปจรัสแสง เป็นที่รู้จักในระดับโลกได้

สำหรับ Boyy Bag เอ่ยชื่อกระเป๋าแบรนด์นี้ คนอาจจะงงๆ แต่ถ้าเห็นผลงานของ วรรณศิริ คงมั่น หรือ ‘บอย’ เชื่อเถอะว่า เป็นต้องคุ้นตา เพราะกระเป๋าที่เธอออกแบบมานั้นไปไกลในระดับโลก และได้รับเลือกให้ลงในนิตยสารโว้ก แถมยังมีลูกค้าเป็นเซเลบคนดัง ตลอดจนดาราฮอลลีวูด และได้รับเลือกให้วางขายใน Colette ร้านมัลติแบรนด์สโตร์ชื่อดังของฝรั่งเศส

“บอยเริ่มทำกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งพาร์ทเนอร์เขามีคอนเนคชั่น ก็เลยถือกระเป๋าไปให้บรรณาธิการนิตยสาร วีแมกกาซีน (วิชันแนร์แมกกาซีน) ดู แล้วเขาก็ชอบ เขาก็เลยยกหูโทรศัพท์ ขอคุยกับนิวยอร์คไทมส์ แล้วก็ติดต่อทางห้างให้ เขาก็ติดต่อมาว่า อยากขอดูคอลเลคชั่นของเรา ตอนนั้นแค่มีกระเป๋าแบบเดียว 2 ขนาด 3 สี แค่นั้นเอง เราทั้งสองไม่มีแบ็คกราวน์เรื่องแฟชั่น” เธอเล่า

“เราเริ่มทำกันแบบดีลเองหมด เอากระเป๋าไปเคาะตามร้าน ไปตามบูทีคในนิวยอร์คที่เราชอบ ที่เรารู้สึกว่า สภาพแวดล้อมมันเหมาะกับงานของเรา บอย ลองทำมาหมดทุกอย่างแล้ว หลังจากที่ลงหนังสือ มีคนที่มีชื่อเสียงใช้ ก็จะมีบายเออร์ต่างๆ ติดต่อเข้ามา เราก็จะโชว์แล้วก็ขายเอง พรีเซนต์เอง แต่ก็รู้สึกว่า เราไม่ถนัดกับการขาย เลยหาโชว์รูมที่เป็นตัวแทนให้ เราบรีฟคอลเลกชั่นให้เขา เขาก็ขายให้เรา แต่พอขายๆ ไป เริ่มเห็นกระเป๋าเราไปเซลส์ออนไลน์ 50 เปอร์เซ็นต์ เราก็เริ่มไม่แฮปปี้แล้ว

โชว์รูมมีหน้าที่ขาย เขาก็ขายให้ได้มากที่สุด เพราะเขาได้ค่าคอมมิชชั่น แต่ในความเป็นแบรนด์ เราก็มีเป้าหมาย มี philosophy ของแบรนด์ เรามีทาร์เก็ต ร้านแบบไหนที่เราอยากอยู่ เมื่อเราเรียนรู้หลายๆ ปี เราจะรู้ว่า ของเราไปอยู่กับของแบบไหน แล้วเราจะขายดีที่สุด”

“กระเป๋าของบอย ได้ไปจบอยู่ที่คอลเลท (Coleete) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ซึ่งไม่มีสายเลือดในคนไทยคนไหนทำได้ ไม่เคยมีคนไทยคนไหนทำให้คอลเลทยอมซื้อสินค้าได้ เพราะการจะซื้อสินค้าแต่ละแบรนด์เข้ามาในร้าน คุณจะต้องเป็นที่สุดเท่านั้น” กุลวิทย์ เสริมถึงความดังในระดับโลกของ Boyy Bag

“ทุกวันนี้เขาก็ยังโชว์อยู่นะ เราก็ดูบ้าง ไม่ดูบ้าง ก็ไม่มีอะไรการันตีนะ” เธอเอ่ยเสริม

ส่วน ป๊อบ-เฉลิมเกียรติ คติเกษมเลิศ เจ้าของและดีไซเนอร์แบรนด์ Wonder Anatomie ดีไซเนอร์ไทยอีกรายที่ได้ไปแจ้งเกิดถึงต่างแดน รายนี้ออกตัวว่า เริ่มต้นแบบ ‘ลูกทุ่ง’ เพราะเมื่อคิดอยากจะทำ เขาก็เดินไปซื้อจักรมาลองเย็บเสื้อดู โดยไม่ได้เรียนทางด้านนี้มาก่อนเลย
“ตอนแรกจบด้านอินทีเรียมา ทำงานอยู่ปีนึงแล้วคิดว่ามันไม่ใช่ เลยไปซื้อจักรและมาลองเย็บเสื้อเล่น ลองทำขายดูแบบมั่วๆ จากนั้นเลยไปเรียน แต่ก็ไปแบบงูๆ ปลาๆ แล้วก็ได้ทุนไปเรียนที่ IFM จากนั้นกลับมาก็ลองยื่นพอร์ตไปให้สยามเซ็นเตอร์ ปรากฏว่า อยู่ดีๆ เขาก็ให้ที่เรา.. เราขอเล็กๆ แต่ให้มา 50 ตารางเมตร ก็อ้าว.. ใหญ่จัง ป๊ากับม้าก็บอก ทำสิ.. ก็ทำ”

เขาเล่าย้อนไปสมัยที่ยังขายตามข้างถนนว่า เริ่มต้นด้วยเงิน 20,000 บาท

“ก็ทำมาเรื่อยๆ ลองหาสไตล์ของตัวเอง ตอนแรกก็ยังเป็นดาร์คๆ อยู่ ลูกค้าก็รู้สึกว่า ไม่มีของใหม่เลย ยังเป็นสีเดิมอยู่เลย แล้วอยู่มาวันนึง เราก็เลยลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อนสิ ลองเปลี่ยนเป็นสีนีออน เป็นลายซี่โครง ผลตอบรับดีมาก ตอนนั้นยังเย็บเอง ขายเองอยู่เลย พอเริ่มไม่ไหว ก็หาช่าง จ้างเป็นเอาท์ซอร์ส ส่วนดีเทลเล็กๆ น้อยๆ เราก็ยังทำเอง”

จากการได้ไปวางขายที่ญี่ปุ่น เมื่อเริ่มมีผลตอบรับดีขึ้น แบรนด์ของเขาก็เริ่มสยายปีกไกลไปถึงปารีส

“ทุกวันนี้ ก็ยังทำเองบ้าง โดยเฉพาะที่เป็นโปรโตไทป์ ยังทำเอง แล้วก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ จำได้ว่า ตอนซีซั่นแรกเราจะเดือดร้อนนิดนึง เพราะยังไม่รู้ว่าช่วงเวลาไหน แล้วเราต้องเผื่อเวลาแค่ไหนในการทำ พอทำไม่ทันจริงๆ ก็เลยเอาซัมเมอร์ไปเป็นวินเทอร์ แล้วทำชิ้นเพิ่มให้มันดูเยอะขึ้น (หัวเราะ) ไม่มีไอเดียเกี่ยวกับอย่างนี้เลย พอเราออกหลายๆ ครั้งเข้า เราก็เออ มันต้องมีโอเวอร์โค้ทเนอะ มันต้องมีจัมเปอร์เนอะ ไม่งั้นพอหน้าหนาว ใส่เสื้อบางๆ เขาคงไม่ซื้อ”

ถ้าถามว่า ดังแค่ไหน.. ตอบง่ายๆ ว่า ผลงานของดีไซเนอร์หนุ่มรายนี้ ก็ได้รับเลือกไปวางขายที่ร้านคอลเลทเช่นเดียวกัน

“แต่ละซีซั่นเหมือนถูกหวย ซื้อบ้าง ไม่ซื้อบ้าง แต่ถ้าเขาซื้อ บายเออร์อื่นก็จะตามมาล่ะครับ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม