ศาสนา...ไม่ใช่เรื่องโลกสวย

ศาสนา...ไม่ใช่เรื่องโลกสวย

บวชมา ก็เพื่อละวางกิเลส ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น อะไรทำให้ภิกษุสงฆ์หลงยึดติด หลงครอบครอง ?

ว่ากันว่า พุทธศาสนาไม่ได้เสื่อม แต่สิ่งที่เสื่อมคือ มนุษย์ที่พยายามบิดเบือนคำสอน โดยการตีความเข้าข้างตนเอง นั่นทำให้พุทธศาสนาในบ้านเรา ไม่ได้สงบเย็นเหมือนคำสอน เพราะนักบวช ญาติโยมบางกลุ่มบางพวกไม่ได้นำธรรมะมาใช้ในชีวิตอย่างแท้จริง หลงไปกับอำนาจ ยศฐาบรรดาศักดิ์ 

ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่ภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งกระทำและพูดภายใต้กรอบแห่งสงฆ์ ใช่...สัจธรรมที่พระพุทธองค์สอนหรือไม่

การสนทนาธรรมกับพระชาย วรธัมโม จากวัดเขียนเขต พระนักคิด นักเขียน ที่กำลังศึกษาอยู่ที่คณะพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และครองเพศบรรพชิตกว่า 26พรรษา คงเป็นอีกมุมมองในวงการสงฆ์ ที่ผ่านมาท่านเป็นพระที่พูดและเขียนเรื่องความหลากหลายทางเพศในพุทธศาสนา เพราะเห็นว่าเกย์ เลสเบี้ยน กะเทย คนพิการ ถูกเลือกปฏิบัติและถูกกีดกันในการเข้าถึงพุทธศาสนา

พระชาย บอกว่า มนุษย์ไม่ว่าเพศไหน สามารถบรรลุธรรมได้เหมือนกัน

และครั้งนี้เป็นการสนทนาธรรมเรื่องปัญหาในวงการสงฆ์ และความเหลื่อมล้ำในพุทธศาสนาบ้านเรา

แทนที่พระผู้ใหญ่จะละวางลาภ ยศ สรรเสริญกลับยึดติด ท่านคิดเห็นอย่างไร
ก็แปลกที่พระมีรถหรูๆ ทำไมมีการสะสมไม่ละวาง เท่าที่ผ่านมา เราก็เห็นโยมหลายคนใช้คำพูดแรงๆ สื่อไปถึงพระไม่ดี นี่คือปฎิกิริยาที่มีต่อกัน และเป็นสิ่งที่ชาวพุทธทำได้ เพื่อให้พระเหล่านั้นตระหนักรู้ ส่วนจะตระหนักรู้หรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่อง หรือพระที่ออกมาชุมนุม ก็ต้องตระหนักรู้มากขึ้น เพราะการออกมาชุมนุม ก็ทำให้พระเสียภาพลักษณ์

แม้สถาบันสงฆ์จะมีอำนาจมากมาย แต่คนจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับสถาบันสงฆ์มากนัก ?
พระท่านต้องตระหนักรู้ว่า โลกไปถึงไหนแล้ว แล้วสังคมชาวพุทธต้องการอะไร ท่านน่าจะฟังเสียงประชาชน ทั้งๆ ที่พระเหล่านั้นมีอำนาจเยอะ และน่าจะจัดสรรอำนาจให้สมดุลมากกว่านี้ เพราะท่านมีอำนาจในการตีความพระธรรมวินัยค่อนข้างเยอะ อย่างเรื่องภิกษุณี ถ้าท่านวางตัวเป็นกลาง เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ก็จะทำให้ท่านดูดี ผ่อนคลายมากกว่านี้ เพราะช่วงที่ผ่านมา คณะสงฆ์ค่อนข้างตึง ทำให้กลุ่มผู้หญิงที่อยากบวชไม่มีความสุข

พุทธศาสนาบ้านเรามีข้อจำกัดเรื่องอะไร
เป็นศาสนาพุทธแบบผู้ชายเป็นใหญ่ ไม่ใช่แบบโลกสวย ที่เน้นความสมดุล เสมอภาพ แต่ประกอบด้วยวิธีคิดแบบผู้ชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้หญิงเข้าถึงศาสนาได้น้อย รวมถึงเพศอื่นๆ ที่คิดว่าตัวเขาเป็นคนชายขอบ บวชก็ไม่ได้ และคนหลากหลายทางเพศก็ถูกตีความว่า ที่เกิดมาเป็นแบบนี้ เพราะกรรม ทำให้ไม่ค่อยมีส่วนร่วมในด้านที่เป็นกุศลของศาสนามากนัก

เกิดมาเป็นกะเทย เป็นคนพิการ คนรักเพศเดียวกัน ก็จะถูกตีความว่า เป็นกรรม ถ้าอย่างนั้นท่านมีคำอธิบายอย่างไร
เป็นปัญหาของวิธีการสอนพุทธในบ้านเรา ซึ่งการสอนเรื่องกรรมเป็นเรื่องที่ดี เพื่อทำให้คนไม่เบียดเบียนกัน แต่พอมาสอนเรื่องผลกรรม ก็คล้ายๆ เป็นการตีตราคนบางกลุ่มโดยอัตโนมัติ อย่างคนรักเพศเดียวกัน เกย์ เลสเบี้ยน กะเทย คนข้ามเพศ รวมทั้งคนพิการ ก็ถูกตีตราแล้วว่าเกิดมาเป็นอย่างนี้เพราะกรรม เรามองว่าคำสอนเรื่องกรรมแบบนี้ มันลดทอนความภูมิใจในตัวมนุษย์ จริงๆ แล้วเราควร

สนับสนุนเรื่องตัวตนในระดับต้นๆ ของมนุษย์ ก่อนที่จะสอนให้ละวางตัวตน
เมื่อคนเหล่านี้ถูกมองอย่างนั้น ก็ทำให้ลดคุณค่าของพวกเขาไป ถ้าคนเหล่านี้จะเข้าวัดมาปฎิบัติธรรม ทำไมต้องรู้สึกแย่ๆ กับตัวเองขนาดนั้น เพราะวิธีการสอน ทำไมเราไม่สอนคนทุกคนให้รู้ว่า เราต่างมีคุณค่าในตัวเอง และมีความสามารถในการบรรลุธรรม ถ้าสอนแบบนี้ความเหลื่อมล้ำในเรื่องเพศหรือการเป็นคนพิการจะถูกลดทอนลงไปได้

ทุกคนมีศักยภาพในการบรรลุธรรมเท่าเทียมกัน ?
อย่างนางขุชชุตตรา คนพิการหลังค่อมในพระไตรปิฎก ก็ปฎิบัติธรรม จนบรรลุเป็นโสดาบัน พระโสเรยยะ ซึ่งมีการเปลี่ยนเพศตัวเอง ก็บรรลุธรรมได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ร่างกายแบบไหน อยู่ที่การปฏิบัติ ซึ่งสามารถบรรลุธรรมได้

ในมุมของท่าน สถาบันสงฆ์มีบทบาทต่อพุทธศาสนามากน้อยเพียงใด
ในแง่การปกครอง และการใช้อำนาจ มีพระเดช แต่ไม่มีพระคุณในแง่ความเมตตากรุณา

หลายคนบอกว่าต้องปฎิรูปสถาบันสงฆ์ แล้วท่านคิดเห็นอย่างไร
ถ้าถามแบบนี้ เราเองก็ไม่รู้จะปฎิรูปยังไง เราว่างเปล่ามาก เหมือนกรณีคนเกาหลีเหนือที่หลุดพ้นจากการจำกัดเสรีภาพ แล้วก็ไม่รู้ว่า เสรีภาพเป็นยังไง

ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ?
ก็เป็นอย่างนั้น ชีวิตพระก็มีอิสระเสรีภาพระดับหนึ่ง ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในวัด คุณก็ออกธุดงค์ การธุดงค์ก็หลุดจากระบบโครงสร้างอำนาจการปกครองจากสงฆ์ จริงๆ แล้วพระพุทธเจ้าเปิดโอกาสให้พระไม่จำเป็นต้องอยู่กับที่ และระบบการปกครองสงฆ์ ก็ลอกมาจากระบบการปกครองบ้านเมือง คณะสงฆ์พยายามให้มีกฎเกณฑ์ที่บอกว่า พระสงฆ์ต้องอยู่เป็นที่เป็นทาง ซึ่งขัดกับหลักที่พระพุทธเจ้าวางไว้ ตรงนี้แหละที่หลายคนบอกว่า ควรปฎิรูป สิ่งที่คณะสงฆ์ตราเป็นกฎหมาย บางอย่างก็ขัดต่อพระธรรมวินัย ซึ่งเราก็เข้าใจหลักการปกครอง เพื่อให้คนอยู่ในร่องในรอย แต่ชีวิตนักบวชมีความเป็นอิสระ อันนี้คือ ปัญหา ที่จะบอกว่าทำไมผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีไม่ได้

หากคณะสงฆ์อนุญาติให้ผู้หญิงบวช ก็ต้องเปลี่ยนระบบการบวชเยอะ เมื่อนักบวชหญิงมีโอกาสเรียนบาลีได้ ก็ต้องมีการรับพัดยศด้วย ผู้หญิงก็จะมีบทบาทเป็นเจ้าคณะได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น คณะสงฆ์ต้องเปลี่ยนกฎเกณฑ์เยอะ จริงๆ แล้วคณะสงฆ์ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรก็ได้ แค่ยอมรับให้ผู้หญิงบวช ถ้าคณะสงฆ์ยอมรับย่อมเป็นเรื่องดี แต่คณะสงฆ์ไม่ยอมรับ แล้วยังบอกว่า เป็นเรื่องผิด และตอนนี้มีการพูดกันว่า ไม่ค่อยมีคนบวชเป็นพระแล้ว ทำให้ศาสนาไม่ยั่งยืน

ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่มองอีกด้าน ถ้ามีผู้หญิงจำนวนมากอยากบวชในพุทธศาสนา ก็จะทำให้นักบวชหญิงเป็นกำลังสำคัญของศาสนา แต่ไม่มีใครมองเรื่องนี้ ห่วงกันแค่ว่า ศาสนาอื่นจะมาครอบครอง แล้วทำไมไม่มีการเพิ่มนักบวชในพุทธศาสนา ขณะที่ผู้ชายไม่อยากบวช แต่ผู้หญิงโหยหาศาสนา ยิ่งผู้หญิงได้บวช อาจฟื้นฟูพุทธศาสนาที่กำลังจะตาย

ในอนาคตพุทธศาสนาจะมีภิกษุสงฆ์น้อยลง เพราะผู้ชายไม่ค่อยบวช?
เราห่วงเรื่องวิธีการจัดการศาสนาพุทธมากกว่า นับวันยิ่งตีบตัน ตอนนี้เด็กผู้ชายที่จบประถม 6 ที่เคยคิดจะมาบวช ก็ไม่บวชแล้ว ไปเรียนต่อมัธยมปีที่ 6 จึงมีการโทษระบบการศึกษาว่า ทำให้มีการบวชสามเณรน้อยลง แล้วทำไมไม่เปิดโอกาสให้เด็กผู้หญิงบวช ซึ่งศาสนาพุทธจะยั่งยืนหรือไม่ อยู่ที่วิธีการจัดการมากกว่า อีกอย่างวิธีการสอนแต่ละวัด จะทำยังไงให้โยมเข้าใจธรรม ไม่ใช่เข้าใจแค่การปิดทอง การทำบุญ ถ้าจะปฎิรูปศาสนาต้องปฎิรูปการสอนธรรมให้มีการเจริญสติมากขึ้น ถ้าหันมาแนวนี้น่าจะดี เพราะพระในวัดที่สอนด้านการเจริญสติ มักจะเป็นวัดนอกกระแส อาตมาก็สอนการเจริญสติกับพระบวชใหม่ และเขียนบทความเรื่องเหล่านี้

การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างธรรมยุตินิกายและมหานิกาย ท่านมองยังไง
ก็แปลกดี เหตุที่เกิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ก็ผ่านมานานแล้ว พระแต่ละฝ่ายก็ยังยึดติดในนิกาย เรามองว่า ศาสนาไม่ใช่โลกสวย เราก็เลยมองอย่างเข้าใจ ก็เป็นไปได้ที่พระสงฆ์ยังยึดติดนิกาย ซึ่งเราก็เป็นแค่ผู้เฝ้าดู ไม่ได้กระโจนเข้าไปร่วมด้วย

เมื่อเฝ้าดู ท่านเห็นอะไรบ้าง 

เห็นความยึดติด เวลามีคนถาม เรานิกายอะไร เราก็บอกว่าไม่มีนิกาย แต่เป็นสายพระพุทธเจ้า 

สมัยดั้งเดิมก็ไม่มีนิกาย ?
ไม่มี แต่ต่อมามีทั้งธรรมยุตินิกายและมหานิกาย และยังแบ่งเป็นเถรวาท วัชรยาน มหายาน เป็นธรรมชาติของศาสนาต้องแยกเป็นหลายนิกาย แม้แต่คริสต์ อิสลามก็ไม่ได้มีนิกายเดียว เพราะวิธีคิดคน ไม่เหมือนกัน ต่างชาติ ต่างภาษา เป็นเรื่องธรรมดา แต่ทำยังไงที่จะทำให้คนเข้าใจแก่น

เป็นเรื่องยากที่คนจะเข้าใจแก่นพุทธศาสนา ?
จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย เพราะคนเรารู้สึกว่า ต้องมีเปลือกที่ห่อหุ้ม แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเราไม่มีเปลือกที่ห่อหุ้ม ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
กลับมาที่เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช จำเป็นไหมที่นายกรัฐมนตรีต้องมีส่วนในการตัดสินใจ ?
อยู่ที่นายกรัฐมนตรีวางตัว ถ้าเขาวางตัวเป็นกลาง ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้มายุ่งเกี่ยว

ท่านมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของสงฆ์อย่างเดียว ?
มองว่าเป็นเรื่องการใช้อำนาจ อยู่ที่ดุลยพินิจของคนๆ นั้น

หน่วยงานรัฐ ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวไหม
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอสามารถยุ่งเกี่ยวได้ ในขอบเขตที่คิดว่าทำได้ ในสมัยพุทธกาล นางวิสาขาเป็นหูเป็นตาให้พุทธศาสนาเหมือนกัน เมื่อมีเรื่องไม่ดีในหมู่สงฆ์ พระพุทธเจ้าอนุญาติให้นางร่วมในการวินิจฉัย ขอยกตัวอย่างหนังเรื่องหนึ่ง สปอร์ตไลท์ ซึ่งสร้างจากเรื่องจริง เกี่ยวกับบาทหลวง ในองค์กรสงฆ์คาทอลิค หนังเรื่องนี้พยายามคลี่คลายเรื่องดำๆ มืดๆในวงการศาสนา ดีเอสไออาจทำหน้าที่คล้ายกัน อย่าลืมว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดกรรมที่ซับซ้อน อยู่ที่ว่าทำด้วยความโกรธหรืออคติหรือเปล่า เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว

ถ้าอย่างนั้นสมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย ควรยกเลิกไหม
ส่วนหนึ่งที่ให้มีสมณศักดิ์พระ ก็เพื่อให้สงฆ์ปกครองกันเองได้ง่าย ถ้าไม่มีระบบนี้ แล้วจะเป็นยังไง เรามองไม่ออก ในฐานะพระเล็กๆ เราก็ไม่รู้ ถ้าไม่มีระบบปกครองตรงนี้ พระสงฆ์ก็จะมีอิสระมากขึ้นในการตีความธรรมะ ระบบปกครองสงฆ์ไม่จำเป็นต้องเป็นระบบที่คล้ายราชการก็ได้ เพราะเวลาพระจะไปต่างประเทศ จะทำวีซ่าต้องไปขอตั้งแต่เจ้าอาวาส เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด ต้องขออนุญาติหลายองค์ เพราะระบบสงฆ์ทำให้พระอยู่ในการควบคุม ถ้าไม่มีระบบการปกครองแบบนี้ พระสงฆ์น่าจะอยู่ได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างถ้าพระจะเดินทางไปอเมริกา ต้องไปขออนุญาติสงฆ์ที่นั่นก่อน เป็นเรื่องยากมาก เพราะระบบเป็นอย่างนี้ ทำให้แม้แต่การสอนธรรมก็ถูกควบคุม และระบบสมณศักดิ์ ลำดับขั้นการปกครอง ทำให้เจ้าอาวาสแต่ละวัดสนใจเรื่องการสร้างวัตถุ เพราะการสร้างวัตถุ ทำให้พระผู้ปกครองได้ชั้นยศ

ถ้าไม่มีสมณศักดิ์ วงการสงฆ์จะเปลี่ยนแปลงไหม
ไม่แน่ใจ อาจมีค่าเท่าเดิม พระส่วนใหญ่ที่สอนธรรมะเรื่องสติในแต่ละวัดก็มีน้อยอยู่ ส่วนใหญ่สอนเรื่องการทำบุญ ใส่บาตร
ตอนที่พระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ท่านคิดเห็นยังไง
เป็นเรื่องปกติ ทุกวันนี้เราน่าจะมองความเป็นจริงว่า ศาสนาไม่ใช่เรื่องโลกสวย นักบวชแต่ละคนมีความยึดติดตัวเอง ถ้าเราคาดหวังว่า พระต้องไม่ยึดติดนั่นนี่ มันไม่ใช่อีกต่อไป ต้องมองความเป็นจริง และเข้าใจสิ่งนั้น พระที่ไม่ยึดติดตัวตนก็มี แล้วพระเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ก็ไม่ได้อยู่ในกระแส ถ้าอย่างนั้นเราจะไปคาดหวังกับพระที่ดี...ไม่ดีกว่าหรือ 

เมื่อเป็นพระสงฆ์ ก็ต้องเป็นแบบอย่างของนักบวชที่ลดละกิเลสไม่ใช่หรือ
ถ้ามองอย่างนั้นจะห่างไกลหลักพุทธ พระก็เป็นมนุษย์ ก็มีความหลากหลายทั้งดีและไม่ดี เพราะฉะนั้นต้องเอาแก่นทางพุทธมาใช้กับตัวเองก่อน ถ้าพระเหล่านั้นไม่เป็นไปตามคาดหวัง สิ่งที่เราทำได้คือ แผ่เมตตา โดยไม่กระทบกระทั่งกันทั้งทางกาย วาจา ใจ แต่เราต้องรู้ว่า สิ่งที่เราทำเป็นกรรมเหมือนกัน ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน

ถ้าอย่างนั้น พุทธศาสนาในเมืองไทยจะเดินต่ออย่างไร
ปัจจุบันดีในแง่มีพระทางเลือกมากขึ้น อย่างน้อยๆ ศาสนาพุทธในบ้านเรา ไม่จำกัดการตีความ เราเองก็สามารถเขียนเรื่องเพศในพุทธศาศาสนาได้ ถ้าย้อนกลับไปสักร้อยปีที่แล้ว สำนักปฎิบัติธรรมที่ให้ญาติโยมมาเจริญสติก็ไม่ได้เยอะเหมือนปัจจุบัน อย่างน้อยๆ พระสงฆ์มีการใช้สื่อเรื่องการสอนธรรมะและการเจริญสติมากขึ้น

การเจริญสติ ก็คือ หัวใจของพุทธศาสนา แต่ชาวพุทธกลับให้ความสำคัญน้อยกว่าการทำบุญ ?
ถ้าคนเราไม่มีสติก็ฟุ้งซ่าน ชีวิตคนเรามีไม่กี่อย่าง ถ้าไม่คิดถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ก็คิดถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง ถ้าคนเรามีสติอยู่กับตัวเองบ้าง ก็จะไม่อยู่ในโลกเพ้อฝัน จะอยู่กับความจริง ณ ปัจจุบันขณะ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้มองที่คนอื่น สอนให้มองตนเอง เอาตนเองให้รอดก่อน ถ้ายังหลงไปกับความโลภ ก็ต้องขัดเกลาตนเอง ถ้าจะคาดหวังว่า พระต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็จะผิดหวัง ก็เพราะท่านเป็นเช่นนั้น ถ้าอย่างนั้นมาคาดหวังกับตัวเอง ไม่ดีกว่าหรือ ทำไงให้ตัวเรามีสติ อยู่กับลมหายใจเข้าออก

สิ่งใดที่ท่านอยากให้มีการปรับเปลี่ยนในวงการสงฆ์
อยากให้ผู้หญิงได้บวช เพราะผู้ชายไม่เคยให้โอกาส ไม่อยากให้มีการกีดกันคนหลากหลายทางเพศที่สนใจอยากเข้ามาศึกษาเรียนรู้พุทธศาสนา บางสำนักพอเห็นว่าคนนี้เป็นผู้หญิง แต่ในเอกสารเขียนว่า “นาย” ก็ปฎิเสธ นี่คือความไม่เท่าเทียมกัน และสังคมก็ไม่ได้เปิดกว้าง

เป็นเรื่องที่ท่านพยายามมานาน เพื่อทำให้ คนหลากหลายทางเพศ คนพิการ มีโอกาสได้บวชและปฏิบัติธรรมเหมือนคนทั่วไป ?
กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ พวกเขาก็ได้รับความทุกข์จากระบบในสังคมอยู่แล้ว แต่คนในสังคมมองไม่เห็น ทำไมผู้ชายแต่งงานกับผู้ชายไม่ได้ ซึ่งเราก็โยงไปกับเรื่องพุทธศาสนา คนในสังคมมองว่า พวกเขาวิปริต ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นเรื่องความรักความพึ่งพอใจ คนๆ นั้นต้องการอยู่กับใครสักคน โดยไม่เกี่ยงว่า คู่ของเขาเป็นเพศอะไร เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจและรังเกียจ ก็ทำให้คนกลุ่มนั้นเป็นทุกข์ บางที่ไม่รับคนประเภทนี้เข้าทำงาน หรือถ้าเป็นแม่ลูกกัน ก็ไม่พูดกัน บางคนอยู่ในบ้านไม่ได้ ก็ต้องแยกออกมาอยู่ข้างนอก

ทำไมท่านสนใจเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ
เราเห็นจากชีวิตตัวเอง ในครอบครัวเรา ก็มีพี่น้องที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้เห็นบางอย่างที่ไม่เข้าใจกัน และได้เห็นความไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ชายผู้หญิงในเรื่องเพศสภาพ แต่ตอนนั้นก็แค่เห็น ส่วนความลึกซึ้งน่าจะมาจากการฝึกอบรมด้านสันติวิธีของเสมสิกขาลัย กระบวนการตอนนั้น ทำให้เราเข้าใจเรื่องเพศสภาพมากขึ้น และมีโอกาสพูดคุยกับคนเหล่านี้หลายเวที

แม้พวกเขาจะแตกต่างในเรื่องเพศ เขาก็มีความทุกข์เหมือนคนทั่วไป เราก็อาศัยพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือช่วยเหลือ หลักอริยสัจ 4 ใช้ได้กับทุกเรื่อง แต่สังคมไทยเอาเรื่องนี้มาใช้น้อย ทำให้ศาสนาเป็นเรื่องของความขลัง ความศักดิสิทธิ์ ถึงเวลาก็ไปวัดทำพิธี เพราะเราไม่ได้เอาหลักธรรมมาเชื่อมโยงกับสังคม เราก็เลยต้องเอาเรื่องพุทธศาสนามาอธิบายให้คนเข้าใจ เพราะปัญหาเกิดจากการทำร้ายกันทางกาย วาจา ใจ

ตอนที่ท่านบวช ก็ไม่ได้มาจากความสนใจทางพุทธศาสนา แล้วทำไมถึงเกิดความศรัทธา?
ไม่ใช่เลย เราก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป ชอบเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง ไม่ได้ซาบซึ้งในพุทธศาสนา บวชเพราะมีคนทัก จึงแก้เคล็ด พอบวชเข้ามาก็เรียนรู้การทำสมาธิจากหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาส เมื่อทำแล้วเกิดความปีติสุขจากการทำจิตนิ่งๆ ตอนนั้นเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้เราเห็นว่า ความสุขที่เราเคยมี ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ชีวิตไม่เคยเจอภาวะแบบนี้เลย ก็เลยเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน ทำให้เราเข้าใจว่า ความสุขปลอมๆ ที่ต้องอาศัยสิ่งอื่นเป็นอย่างไร