ตรัง...เมื่อมังกรจะฟ้อนฟ้า

ตรัง...เมื่อมังกรจะฟ้อนฟ้า

ผมพอรู้จักกับผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เดชรัฐ สิมสิริ มาตั้งแต่ท่านยังคงเป็นผู้ว่าฯจังหวัดสตูล

รู้ว่าท่านเป็นทั้งนักปกครอง ศิลปิน เพราะท่านทั้งแต่งเพลงและเล่นกีตาร์ได้อย่างไพเราะ พอท่านย้ายมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ประจวบกับผมไปธุระที่ตรังพอดี ก็เลยแวะเข้าไปคารวะตามประสาเด็ก โดย ผอ.ททท.สำนักงานตรัง กรุณา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ให้เจ้าหน้าที่ไปด้วยกัน


ท่านผู้ว่าเดชรัฐ ยังคงเป็นนักปกครองที่ดำเนินชีวิตง่ายๆ และยังเอาใจใส่ในเรื่องท่องเที่ยวอย่างมาก อันไหนที่ผู้ว่าฯ คนก่อนทำไว้ดี ท่านก็สานต่อ อย่างเช่น ตอนที่ท่านได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ตอนนั้นท่านผู้ว่าฯเหนือชาย จิระอภิรักษ์ ผู้ราชการจังหวัดสตูลคนก่อนท่านได้โปรโมทสันหลังมังกรในสตูลให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว พอท่านเกษียณไป ผู้ว่าฯ เดชรัฐมารับตำแหน่งต่อ ท่านก็โปรโมทต่อโดยไม่คิดว่าเป็นงานของผู้ว่าฯ คนก่อนเลย ตอนนั้นท่านชวนไปดูสันหลังมังกรที่สตูลผมก็ไม่ว่างไปดูสักที วันนี้เมื่อผมมาตรังก็เลยตามมาฟังเรื่องของมังกร...ตรัง จากท่านอีกครั้ง


โดยสายตาผม ผมว่าเมืองชายทะเลอันดามันแบบตรังยังคงเที่ยวได้อีกนาน แหล่งท่องเที่ยวของตรัง แม้จะถูกเอามาขายมานับสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้ว่าบูมจนสุด ยังไม่ช้ำแบบกระบี่ หรือภูเก็ต ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบไปแล้ว แต่ของตรังเห็นมีบูมก็แค่ถ้ำมรกตเท่านั้น นอกนั้นก็ยังสบายๆ ไม่พลุกพล่าน ตรังจึงยังขายได้อีกนาน มีอะไรเอาออกมาขายได้อีกหลายอย่าง แต่ท่านผู้ว่าฯเดชรัฐ อยู่สตูลท่านก็โปรโมทเรื่องสันหลังมังกร พอย้ายมาตรังซึ่งเป็นพื้นที่ติดกัน ซ้ำก็มีปรากฏการณ์ “สันหลังมังกร” ในท้องทะเลตรังเช่นกัน อีกทั้งเป็นพื้นที่ทำงานของ ททท.สำนักงานตรัง ที่ดูแลไปถึงสตูลด้วย เรื่องจึงเข้าล๊อคทุกอย่าง


อะไรคือสันหลังมังกร...ก็คือสันทรายกลางทะเลธรรมดาๆ นี่เอง สันทรายเหล่านี้มารวมกันจากการพัดพาของคลื่นและลมทะเล คือเมื่ออยู่ใต้น้ำ คลื่นทะเลจะเป็นตัวพัดพา จัดวางรูปร่างมังกรให้เป็นรูปทรงต่างๆ คดโค้งไปมา รวมทั้งพัดพาสารต่างๆ ในบริเวณให้มาเกาะกลุ่มกันบนสันทรายใต้น้ำ เมื่อถึงคราวน้ำลง สันทรายเหล่านี้ก็จะค่อยๆ โผล่ขึ้นอวดโฉมให้เราได้เห็นเป็นสีสันต่างๆ ตามวัตถุดิบใต้น้ำและสารเคลือบผิวทราย พอพ้นน้ำก็มีลมทะเลช่วยขัดเกลา ตกแต่งรูปร่างมังกรให้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก สันหลังมังกรจึงเกิดจากทั้งคลื่นและลมนั่นเอง


ที่สตูลนั้นมีมังกรใหญ่อยู่ที่ตันหยงโปว์ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังวันหลัง ส่วนที่ตรังนี่มีสันหลังมังกรถึง 6 ตัว แต่ละตัวจะมีชื่อซึ่งตั้งตามบุคลิกและสีสันที่แตกต่างกัน โดยท่านผู้ว่าฯเดชรัตน์ แจกแจงว่า สันหลังมังกรตัวที่ 1 ชื่อสันหลังมังกรเหลือง ตัวนี้อยู่ บ.หยงสตาร์ อ.ปะเหลียน เขตติดกับสตูลพอดี ตัวนี้มีคราบดินเลนสีเหลืองนวลติดอยู่จึงออกมาเป็นสีเหลืองๆ


ส่วนตัวที่ 2 มังกรเกล็ดทองคำ อยู่ที่ บ.ทุ่งรวงทอง ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน ตัวนี้จะเป็นเปลือกหอยชนิดใหญ่ทั้งหมด พอแสงมาต้องจะระยิบระยับราวเหลี่ยมทองคำรับแสง ส่วนตัวที่ 3 อยู่ที่ ต.เกาะสุกร อ.ปะเลียนเหมือนกัน ตัวนี้ชื่อสันหลังมังกรหยก ตัวนี้ลำตัวมีทั้งทราย เปลือกหอยและโคลน ดูไกลๆ ออกสีเขียวหม่นๆ แต่พิเศษคือมีเกาะสุกรเป็นหัวมังกรด้วย


ส่วนตัวที่ 4 ชื่อมังกรนิล ตัวนี้อยู่ อ.หาดสำราญ มีทรายและโคลนดำ ไม่มีเปลือกหอย เลยดูเป็นสีนิลๆ ส่วนตัวที่ 5 มังกรทับทิมสยาม อยู่ ต.เกาะสุกรเหมือนกัน ตัวนี้ยาว 5.6 กม. กว้างสุดถึง 700 ม. ยาวและใหญ่กว่าทุกตัวที่ว่ามา ที่นี่เป็นสันทราย มีดินเลนบ้าง แต่ความพิเศษคือมีปูทหารหรือปูมดแดงที่ขามันออกแดงๆ และผมเคยเขียนไปเรื่อง “ปูตอแหลที่หาดตั้งเลน” เมื่อหลายปีก่อน มันเป็นปูแบบเดียวกัน มีเป็นล้านๆ ตัว เวลาเราดูย้อนแสงจะเห็นมันเดินกันแดงเต็มหาด พอเดินไปใกล้ มันจะแหวกกันราวริ้วน้ำ


ส่วนมังกรตัวสุดท้ายคือสันหลังมังกรเผือก ตัวนี้สำคัญตรงมีหัวขนาดใหญ่ คือเกาะมดตะนอยทั้งเกาะ ในบรรดาสันหลังมังกร 6 ตัวนี่ผมไปดูมา 2 ตัว คือสันหลังมังกรเหลือง (ไว้ค่อยเล่าทีหลัง) และสันหลังมังกรเผือก ที่อยู่ที่เกาะมดตะนอย แต่คนเข้าใจว่ามันเป็นแผ่นดิน จริงๆ เป็นเกาะที่มีคลองเล็กๆ กั้นไว้พอทำสะพานปูนข้ามก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเกาะ สันหลังมังกรตัวนี้ยาว เกือบ 4 กม. พาดลำตัวไปทางเกาะลิบง เวลาเรานั่งเรือไปเกาะลิบง ถ้าเห็นสันทรายกลางทะเลทางซ้ายมือมีนกทะเลมายืนกันกลางทะเลก็บนสันหลังมังกรตัวนี้นั่นเอง ตัวนี้มีแขนขาด้วยเพราะบางทีทะเลจะต่อขาแขนออกด้านข้าง บางครั้งมีเกล็ด และมีทิวทัศน์ที่สวยมาก เห็นเขาเจ้าไหมอยู่ไม่ไกล ทรายละเอียด สวยงาม ยิ่งยามน้ำลงจะเห็นริ้วคลื่นทั้งหมดเลยดูราวเกล็ดมังกรขนาดใหญ่


บรรดาสันหลังมังกรทั้งหลายความมหัศจรรย์จะมีตั้งแต่ช่วงใกล้โผล่ที่คลื่นทะเลจะแล่นมาชนกันบนสันทรายราวกับว่ามังกรมันค่อยๆ โผล่พ้นน้ำเดือดขึ้นมาเพื่ออวดโฉม จึงเป็นระบบนิเวศบนสันทรายที่ทั้งปูมดแดง นกทะเลออกหากินบนสันทรายกลางทะเลนี้ แนวหาดทรายที่เปลี่ยนรูปร่างไปทุกครั้ง สามารถเดินออกไปได้ไกลๆ ราวกับว่าเราไปเดินอยู่กลางทะเลนั่นเชียว


แนวสันทรายเหล่านี้จึงเป็นทั้งชายหาดธรรมชาติแห่งใหม่ที่เราจะไปเยือนได้ก็เฉพาะเมื่อน้ำลง มีเวลาชื่นชมเพียงไม่นานและเปลี่ยนรูปร่างไปตามสภาวะ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องสามก๊ก ตอนวิจารณ์วีรบุรุษ ที่โจโฉบอกเล่าปีว่า “มังกร ย่อมเปลี่ยนแปรตามสถานการณ์ ยามใหญ่ก็ฟ้อนเมฆเหินหาว ยามเล็กก็ซ่อนตัวตน ยามปรากฏจะผงาดกลางฟ้า ยามเร้นกายก็แทรกบังอยู่ในคลื่น มังกรแปรเปลี่ยนไปตามกาลโอกาส เช่นเดียวกับคนผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร พญามังกรก็เหมือนวีรบุรุษ ...” เห็นท่านผู้ว่าฯเดชรัตน์บรรยายถึงมังกรแต่ละตัวในตรัง ยิ่งได้ไปเห็นยามคลื่นน้ำที่ตีกระทบกันกลางทะเล ยามที่มังกรจะแหวกคลื่นโผล่ขึ้นมา ราวกับว่าจะมีมังกรจริงๆ อยู่ใต้ทะเลตรัง ก็เข้ากับคำโจโฉพอดี


นี่จะเป็นของเล่นใหม่ที่ตรังเอามาอวดเราเพื่อชวนให้คนจากถิ่นอื่นได้ไปเยือนสันหลังมังกรแต่ละตัวให้เป็นมงคลแก่ตน เพราะมังกรคือสัตว์สวรรค์ ลำพังจังหวัดตรัง ชายหาดแต่ละแห่งก็สวยงามราวสวรรค์อยู่แล้ว ยิ่งมาได้มังกรสัตว์สวรรค์ทั้ง 6 ยิ่งน่าไปเยือนอย่างยิ่ง อีกทั้งจะมีการประกวดภาพถ่ายสันหลังมังกรทั้ง 6 จัดโดยจังหวัดตรัง เปิดรับภาพตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 มีนาคม 2559 อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม โทรถามสำนักงานจังหวัดตรัง 0 7521 8516 หรือที่ ททท.สำนักงานตรัง โทร. 0 7521 5867, 0 7521 1058


ตรังไม่ได้มีแค่อาหารอร่อย มังกรก็ดูเหมือนว่ามาชุมนุมกันที่นี่... อยากเจอมังกร ให้ไปที่ตรังครับ